วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'วิษณุ' ตั้งเป้าไทยไต่อันดับ 2 น่าลงทุนในอาเซียน จ่อแก้ ก.ม.ล้มละลาย

"วิษณุ" ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง เชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งเป้าขึ้นอันดับ 2 ประเทศน่าลงทุนในอาเซียน จ่อปรับปรุง ก.ม.ฟ้องล้มละลายในต่างประเทศได้

เมื่อวันที่ 19 เม.ย.60 ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง ว่าด้วยความร่วมมือในการเชื่อมโยงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการขออนุญาตของทางราชการ ระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน และสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์

โดย นายวิษณุ กล่าวมอบนโยบายการปฏิรูปภาครัฐเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ตอนหนึ่งว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ขอให้รัฐบาลเร่งผลักดันเรื่องการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาใช้ในระบบราชการ ซึ่งไทยเหมือนหลายประเทศที่มีองค์การต่างๆ เข้ามาประเมินและจัดลำดับในหลายด้าน ทั้งความโปร่งใส การปราบปรามทุจริต รวมทั้งการปราบปรามการฟอกเงินระดับโลก โดยเฉพาะการประเมินเรื่องความสะดวกในการทำธุรกิจสำคัญมาก เพราะมีนัยทางการเมืองน้อยที่สุด และเป็นการประเมินโดยธนาคารโลก ที่สำคัญคือผลการประเมินสามารถนำไปใช้ได้จริง ที่นักธุรกิจ นักลงทุนจับตาดูและเลือกหาพื้นที่ในการลงทุนอยู่ ดังนั้นเมื่ออยู่ในลำดับที่ดีก็น่าดึงดูดมากขึ้น ซึ่งเกณฑ์การประเมินไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ล่าสุดไทยอยู่ลำดับที่ 46 จาก 190 ประเทศ แต่ในอาเซียนอยู่ลำดับที่ 3 แต่ตั้งเป้าหมายให้ขึ้นลำดับที่ 2 ของอาเซียนให้ได้

นายวิษณุ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมามีการรอกฎหมายอำนวยความสะดวกมานานถึง 20 ปี และยังมีกฎหมายล้มละลายที่ทำให้การบังคับคดีล้มละลายสะดวกขึ้นที่ โดยเฉพาะการล้มละลายแล้วอยู่ต่างประเทศ หรือล้มละลายจากต่างประเทศ รวมทั้งการฟ้องล้มละลายข้ามประเทศได้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงของกรมบังคับคดี นอกจากนี้เตรียมออกพระราชกฤษฎีกาเกี่ยวกับการต่อใบอนุญาต ซึ่งก่อนหมดอายุให้จ่ายค่าธรรมเนียมถือว่าเป็นการต่อใบอนุญาตแล้ว เพื่อแก้ปัญหาการเกิดช่องว่างในการต่อใบอนุญาตต่างๆ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง ทั้งนี้หน่วยงานนั้นๆ สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้

"อนาคตจะต้องลดการขออนุญาต อนุมัติให้เป็นระบบอื่นแทน เนื่องจากมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขออนุญาตกว่า 2 พันฉบับ รวมกว่า 5 แสนเรื่อง เพื่อออกกฎหมายเท่าที่จำเป็นตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่กำหนดให้ออกกฎหมายเท่าที่จำเป็น และพิธีลงนามครั้งนี้ถือเป็นการอำนวยความสะดวกอีกขั้นหนึ่ง และคาดว่าอนาคตจะมีหน่วยงานอื่นๆ เข้ามาร่วมเพื่อให้ประชาชนสะดวกมากขึ้นและลดการคอร์รัปชัน และยกระดับประเทศให้มีชื่อเสียงในการลงทุน ผ่านดัชนีการจัดลำดับขององค์กรต่างๆ ได้" นายวิษณุ กล่าว