บริการข่าวไทยรัฐ

ท็อป ร่ำไห้! เปิดคำพูดสุดสะเทือนใจ ก่อนพ่อจากไปกะทันหัน (คลิป)

ต้องเจอเรื่องเศร้าที่สุดในชีวิตแบบไม่ทันตั้งตัว สำหรับนักแสดงหนุ่มคลื่นลูกใหม่ ท็อป เทวินทร์ สุรเชิดเกียรติ ที่ต้องสูญเสียคุณพ่อไปหลังจากเกิดอาการหัวใจวายระหว่างขับรถกลับบ้าน

พอได้เจอ ท็อป มาร่วมงานบวงสรวงโปรเจกต์ละคร The Writers เรื่อง ‘ละครคน’ และ ‘หลงไฟ’ ณ บริเวณลานหน้าตึก GMM Grammy Place อโศก นักข่าวจึงได้สอบถามถึงเรื่องดังกล่าว โดยระหว่างที่หนุ่มท็อปให้สัมภาษณ์ เจ้าตัวถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ด้วย

ถามถึงเรื่องเหตุการณ์ที่สูญเสียคุณพ่อ?
"ก็เหตุการณ์พรุ่งนี้วันที่ 20 ก็จะครบหนึ่งเดือนที่คุณพ่อเสียครับ มันเร็วมากสำหรับครอบครัว คือผมมานั่งนึกดูแล้ว เฮ้ย นี่มันจะเดือนนึงแล้วที่พ่อผมเสีย ตอนนี้สภาพครอบครัวก็ต้องปรับตัวครับ คือปกติคุณแม่จะไปทานข้าวกับคุณพ่อทุกวัน เพราะคุณพ่อกลับบ้านทุกวัน ตอนนี้คุณแม่ก็ยังนั่งเหม่ออยู่"

วินาทีที่แรกมันเกิดเหตุการณ์เราเป็นยังไงบ้าง?
"เอ่อ...วันนั้นเป็นวันปกติครับ ผมก็ไปถ่ายละคร วันนั้นมีซีนเดียว ที่ต้องพูดว่า 'คุณไปหาหมอบ้างนะ' คำนี้คำเดียวเลย แล้วผมก็มีงานอีกงานหนึ่งต่อ ตอนไปงานต่อคุณพ่อโทรมาหาผมว่าถึงงานรึยังลูก ไปงานต่อทันไหม ผมก็บอกว่าผมไปทัน งั้นเดี๋ยวเจอกันที่บ้านนะเพราะป๊าก็จะกลับบ้านแล้ว

หลังจากเสร็จงานผมก็ไปกินข้าว นั่งกินปกติ แล้วทีนี้คุณพ่อก็โทรมาว่าอยู่ไหน มาช่วยป๊าหน่อย ป๊าหายใจไม่ออก โทรมาด้วยเสียงที่แบบไม่ไหวแล้ว เขาพยายามจะหายใจ แต่หายใจไม่ได้แล้ว หลังจากนั้นผมก็ถามว่าพ่ออยู่ไหน เป็นอะไรทำไมหายใจไม่ออก เขาก็บอกว่าเขากลัว เขาอยากกลับบ้าน ผมก็บอกว่ารอแป๊บนึง ตอนนี้อยู่ตรงไหน

คือเขาก็ยังมีสตินะครับ บอกจอดรถแล้ว จอดตรงป้ายบอกทางซึ่งมันเขียนว่าบางพลี-สำโรง พ่อก็บอกบางพลีนะลูก ผมก็โอเคกำลังไปนะป๊า แล้วผมก็โทรประสานทางสายด่วนให้ไปช่วยก่อน ผมก็ขับรถไป ในใจก็คิดว่าพ่อยังอยู่ พ่อไม่เป็นไรหรอก เพราะก่อนหน้านั้นพ่อไม่ได้เป็นอะไรเลย ปกติอายุ 60 ก็ยังแข็งแรง

เราก็ขับไปใกล้ถึงแล้วโทรหาพ่ออีกทีหนึ่ง ท่านก็รับสายแต่เสียงคือพูดไม่ได้แล้ว (เสียงสั่น น้ำตาไหล) เสียงพ่อพูดแบบ เอ่อๆ พยายามสื่อสารกับเรา แต่ไม่สามารถพูดได้แล้ว ก็ขับรถไปในใจก็ยังคิดอยู่ว่าพ่อไม่เป็นไรๆ พ่อไม่ตาย พ่อต้องอยู่

แล้วก็มีอีกสายโทรเข้ามาบอกว่าคุณพ่อไม่อยู่แล้วนะ ท่านไปแล้ว ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าผมขับรถไปถึงพ่อได้ยังไง สติผมหลุดไปแล้ว ถึงยังไง ถึงตอนไหนก็ไม่รู้ จำได้ว่าเห็นไฟกะพริบๆ แล้วก็จอด จังหวะที่ลงไปเห็นคุณพ่อ ณ ตอนนั้นก็ใจสลายครับ ใจสลายจริงๆ พยายามปลุกท่านก็ไม่ตื่น อย่างที่บอกคุณพ่อผมกลับบ้านทุกวัน (เสียงสั่น) มีวันนั้นวันเดียวที่คุณพ่อกลับไม่ถึงบ้าน (น้ำตาไหล)"

ที่เราไปถึงมันช้าไปกี่นาที?
"ณ จุดๆ นั้นถ้าคุณพ่อผมหัวใจวาย มันมีเวลาประมาณ 15 นาทีครับ แต่เวลาวันนั้นมันเป็นเวลาเร่งด่วน รถติดมาก กว่าผมจะแหวกไปหาคุณพ่อไปได้ก็เกือบ 2 ชม. ผมก็คอยโบกรถ แล้วขอให้เขาหลบตลอด ก็ต้องขอบใจเพื่อนร่วมทาง พอผมโบกมือแล้วเขาก็หลบๆ ให้ ผมไปจากเซ็นทรัลปิ่นเกล้า กว่าจะถึงพ่อก็ 40 กว่ากิโล ไปถึงก็ไม่ทันแล้ว"

ตอนที่ไปเห็นคุณพ่อความรู้สึกเราเป็นยังไง?
"ทุกอย่างมันไม่รู้จะรู้สึกยังไง คือเห็นคุณพ่อไม่มีลมหายใจแล้ว ก่อนหน้านั้น 2 ชม. ยังโทรคุยกันอยู่เลย ไม่คิดว่าพ่อจะเป็นแบบนั้นได้ แต่คือท่านมีอาการก่อนหน้านั้น 2 วันครับ

แม่มาบอกผมว่าเนี่ยป๊านอนไม่ได้เลยนะ แน่นอกทั้งคืนเลย แต่พ่อก็คิดว่าเดี๋ยวก็หาย ท่านดื้อครับ ไม่ยอมไปหาหมอ เราก็ไม่รู้ว่ามันเป็นอาการของโรคหัวใจ คือผมสื่อสารกับคุณแม่ผิดด้วยแหละ ผมก็คิดว่าเป็นโรคกระเพาะ

ทุกวันนี้ก่อนที่ผมจะนอนเสียงคุณพ่อยังเข้าหูผมเป็นประจำ เสียงครั้งสุดท้ายที่ท่านโทรมาหาผม บอกให้ไปช่วยท่านหน่อย หายใจไม่ได้ หายใจไม่ออก มีอยู่คำนึงที่สะกิดใจผมมาก ท่านบอกว่าอยากกลับมา (ร้องไห้)"

ใครเป็นคนบอกคุณแม่ว่าพ่อเสียชีวิตแล้ว?
"ตอนนั้นยังไม่ได้บอก จนไปถึงโรงพยาบาล ถึงได้บอกคุณแม่ว่าพ่อไม่อยู่แล้ว ผมเสียใจที่ไปช่วยพ่อไม่ทัน แต่ได้พยายามสุดแล้ว ผมไม่รู้จะช่วยยังไงแล้ว"

สภาพจิตใจคุณแม่เป็นอย่างไรบ้าง?

"หนักครับเพราะคุณพ่อจะขับรถมารับคุณแม่ไปกินข้าว แม่ผมจะนั่งชิงช้าตัวเดิม เก้าอี้ตัวเดิม แล้วก็มองไปนอกบ้าน (ร้องไห้) ส่วนผมสภาพจิตใจดีขึ้นครับ ล่าสุดยังฝันเห็นคุณพ่ออยู่เลย ผมไปไหว้พระวัดนึงมา อธิษฐานว่าช่วยผมเจอคุณพ่ออีกครั้งได้ไหม อยากเจอ อยากคุย อีกวันนึงก็ฝันเห็นคุณพ่อ ในฝันผมลงไปทำงาน คุณพ่อนั่งสูบบุหรี่อยู่ท่าเดิม เราก็ถามว่ายังไม่เลิกสูบบุหรี่อีกเหรอ

ผมถามเขาอีกว่าเป็นอย่างไรบ้าง เขาบอกสบายดีไม่ต้องห่วง ผมก็บอกว่าทุกคนคิดถึงนะ เขาก็บอกว่าเขาคิดถึงเหมือนกัน พ่อผมเป็นคนน่ารัก ผมถึงคุยกับท่านทุกเรื่อง

ผมยังเสียใจถึงทุกวันนี้ที่ผมยังทำได้ไม่สุด เขายังเป็นห่วงชีวิตผมอยู่เยอะ เพราะผมมีเรื่องส่วนตัวที่เป็นปัญหาเยอะ ท่านห่วงเรื่องงาน และเรื่องชีวิต เพราะตอนเด็กๆ ผมค่อนข้างเกเรเยอะ เป็นเพราะคุณพ่อเป็นคนปั่น พยายามช่วยให้ลูกไปในทางที่ดี เขาบอกว่าเขาทำงานนี้เสร็จ อีกไม่กี่ปีเขาจะกลับมาขับรถให้ผม เพราะเขาอยากพักผ่อน"

ตอนนี้ต้องดูแลครอบครัวและคุณแม่ หนักใจไหม?
"แรกๆ ยังรับอะไรไม่ได้ ด้วยความที่เราต้องมาจัดการเองทุกอย่าง แล้วขั้นตอนผมก็ไม่รู้เรื่อง"

อยากฝากบอกคนทางบ้างอย่างไรบ้าง?

"เมื่อก่อนเราบอกคนอื่น เวลาที่เขาสูญเสียว่าคุณพ่อคุณแม่ไปสบายแล้วนะ ตอนที่เราบอกเขา เราไม่รู้จักคำนั้นจริง แต่พอวันที่พ่อเราเสีย เราบอกตัวเองว่าพ่อไปแล้วนะ ไม่ต้องไปซีเรียสนะ คำนั้นมันใช่ได้จริงในช่วงขณะนึง

ผมอยากจะบอกใครหลายๆ คน หรือพวกดาราศิลปิน ที่บอกว่าคุณว่าให้รีบกลับในวันที่คุณพอมีเวลา คุณพ่อคุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ มันคือเรื่องจริง แต่ตอนนั้นผมไม่รู้สึกแบบนั้นเลย รู้สึกว่าเรายังมีเวลาทั้งชีวิต พอมาเจอกับตัวเอง เวลานั้นมันไม่มีแล้ว เวลาที่เราบอกรักเขา แต่ไม่มีอะไรตอบกลับมา เขานอนนิ่งและก็หลับตา"

ถ้าคุณพ่อมองอยู่อยากบอกอะไรกับท่าน?
"ไม่ต้องห่วงครับ ผมพยายามทำให้ดีที่สุด ไม่ต้องกลัวว่าแม่จะเหงา จะกลับบ้านให้ไวขึ้น เมื่อก่อนเวลาป๊าโทรมาไม่เคยรับสาย แต่ทุกวันนี้อยากรับโทรศัพท์เขา แต่ไม่มีใครโทรมาแล้ว ใครที่มีเวลาก็ทำครับ"

แล้วเรื่องงานตอนนี้เป็นไงบ้าง?
"เรื่องงานก็ดีขึ้น ผู้ใหญ่ให้โอกาส มีงานเข้ามาเรื่อยๆ"

คิดว่าตอนนี้เขายังห่วงอะไรเราไหม?
"ผมว่าเขายังห่วงอยู่ เขารู้ว่าผมมีปัญหาเรื่องไหน กับใคร ผมอยู่ในสถานการณ์ไหน ผมว่าตอนนี้เขายังเป็นห่วงผมเยอะเลย แต่ผมไม่อยากให้เขาเป็นห่วง อยากให้เขาสบาย".