บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สกัด'ศรีสุวรรณ' ทหารลุย ล็อกเข้ามทบ.11 อดร้องหมุดคณะราษฎรหาย

หลังคุยกัน10ชม.-ปล่อยตัว นายกลุงตู่วอนอย่าขยายปม


นายกฯวอนอย่าขยายปมหมุดคณะราษฎร ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ยันไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย รับรู้รับทราบหมดแล้ว สั่ง จนท.ว่าไปตามเนื้อผ้า ดักคออย่าก่อม็อบจุดประเด็นขัดแย้ง ลั่นเจอ ก.ม.จัดการแน่ “บิ๊กป้อม” สำทับไม่ใช่เรื่องใหญ่ ปากท้องประชาชนสำคัญกว่า “ศรีสุวรรณ” หัวหอกเคลื่อนไหวโดนหิ้วก่อนได้ยื่นหนังสือถึงนายกฯ “อังคณา” ทวงถามเหตุผลทำผิดอะไร “พิชัย” หวั่นหมุดคณะราษฎรเป็นชนวนวุ่นวายลุกลาม นศ.ยังนัดทำกิจกรรมตามทวงคืน ด้าน กทม.พร้อมให้ดูกล้องวงจรปิด “บิ๊กตู่” ยันยังไม่จำเป็นต้องปรับ ครม. พร้อมแจงเลื่อนขั้นเงินเดือน จนท.คสช.ปูนบำเหน็จตามระเบียบ กรธ. ส่ง ก.ม.ลูก 2 ฉบับถึงมือ สนช.แล้ว พร้อมชี้แจงทุกข้อกังขา มั่นใจรีเซ็ต กกต.เลือกตั้งไม่สะดุด สนช.พร้อมนัดถก 21 เม.ย.

ยังเป็นประเด็นที่มีการเคลื่อนไหวกันอย่างต่อเนื่อง สำหรับการปรับเปลี่ยนหมุดคณะราษฎร ที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ที่ตรวจพบเมื่อวันที่ 14 เม.ย. โดยนักศึกษาได้ออกมาทำกิจกรรม และนัดหมายกันไปทวงคืนหมุดดังกล่าวหลากหลายกลุ่ม ขณะที่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ที่ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้อย่างหนัก ล่าสุด ถูกควบคุมตัว

นายกฯวอนอย่าขยายปมหมุดหาย

เมื่อวันที่ 18 เม.ย. เวลา 13.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองสืบเนื่องจากกรณีการเปลี่ยนหมุดคณะราษฎรว่า “เรื่องดังกล่าวผมไม่อยากให้เป็นประเด็น ผมรับทราบและได้รับรายงานมาแล้ว ได้มอบหมายให้ฝ่ายความมั่นคง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ติดตามสืบสวนและสอบสวน ไม่อยากให้เป็นประเด็นในเวลานี้ เราเองก็เป็นประชาธิปไตยมากว่า 80 ปีแล้ว ผมเองก็ยืนยันว่าผมก็เป็นประชาธิปไตย ดังนั้น ก็อยู่ที่ใจของพวกเราทุกคนว่าเราจะเดินหน้าประเทศกันอย่างไรมากกว่า ที่เหลือก็เป็นเรื่องของกระบวนการสืบสวนสอบสวนที่ต้องว่ากันไป ถ้าพูดกันไปมา ก็ไม่มีวันจบ ก็ขอให้ดำเนินการไปตามขั้นตอน”

ขู่ก่อม็อบทวงคืนเจอ ก.ม.จัดการ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ในส่วนที่มีการเคลื่อนไหว ในวันที่ 19 เม.ย.จะมีการมาทวงคืนหมุดคณะราษฎรนั้น เห็นว่าไม่เกิดประโยชน์อะไรทั้งสิ้น อยากขอเตือนว่าไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามในขณะนี้ไม่อยากให้บ้านเมือง มันไปไม่ได้ในทุกๆเรื่อง เพราะวันนี้ก็มีหลายกลุ่มหลายฝ่ายต้องการใช้ในหลายๆประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ ความขัดแย้ง พลังงาน สุดท้ายก็เป็นเรื่องของหมุดคณะราษฎร มาเป็นปัญหาทั้งหมด แล้วเราจะทำอะไรได้ ตนจึงจำเป็นต้องใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง การจะทำอะไรก็ตามต้องดูกฎหมายด้วย จะดูแค่รัฐธรรมนูญอย่างเดียวไม่เพียงพอ ยังมีกฎหมายลูก มีพระราชบัญญัติอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะเรื่องของความมั่นคง ความปลอดภัย รวมทั้งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ประชาชนทุกคนต้องไปศึกษาหาความรู้ ไม่ใช่อะไรก็จะอ้างในเรื่องสิทธิเสรีภาพทั้งหมดแล้วจะทำอะไรก็ได้ทุกอย่าง ถ้าเป็นเช่นนั้นก็คงต้องไปอยู่ที่ไหนสักที่ที่ไม่มีกฎหมายบังคับ ซึ่งในโลกนี้คงไม่มี อะไรที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อการปกครอง การบริหารราชการแผ่นดินก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ถึงแม้บางคนจะบริสุทธิ์ใจ แต่ถ้าทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ยันไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า “วันนี้ถือว่าขอร้องแล้วกัน เรากำลังเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตย ทุกคนก็ต้องการประชาธิปไตย ต้องการเดินหน้าไปสู่การ เลือกตั้ง ผมขอยืนยันให้ประชาชนทั้งประเทศว่าผมพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้แผ่นดินนี้มีความสุข จึงอยากขอความร่วมมือว่าอะไรที่ไม่ใช่ประเด็นที่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายจนเกินไปมากนัก อย่าเอามาให้เป็นเรื่องที่ต้องแก้มากนักเลย ผมเข้าใจว่าเป็นเรื่องของความรู้สึก แต่ก็ต้องมาดูข้อเท็จจริงว่าวันนี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่ ดังนั้นเราควรมองอนาคตดีกว่าหรือไม่ เรื่องเก่าๆก็เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ก็ว่ากันไป ถ้าจะมาโต้แย้งกันไปมา ผมขอไม่พูดดีกว่า เพราะทุกคนก็มีความเชื่อที่แตกต่างกัน อันนี้คือหลักการของประชาธิปไตย ไม่ได้อยู่ที่อะไรทั้งสิ้น อยู่ที่ใจคนว่าอยากเห็นประเทศชาติเดินต่อไปอย่างไร ผมก็ได้แต่ขอร้อง ความจริงไม่อยากเพิ่มภาระให้กับความฝ่ายความมั่นคง แต่ก็ต้องให้ฝ่ายความมั่นคงดูกฎหมายทุกข้อในช่วงนี้เป็นต้นไป ก็ขอให้ทุกคนระมัดระวังแต่ไม่ใช่ผมขู่ เพียงแต่ไม่ต้องการให้บ้านเมืองเดือดร้อนอีกแล้ว ไม่อยากให้มีการประท้วงยาวนานจนวุ่นวายไปหมด ทุกคนยิ่งห่วงและระบุว่าเศรษฐกิจมันแย่ ยิ่งถ้ามีการประท้วงกันอีกแล้วเศรษฐกิจจะดีขึ้นได้อย่างไร เราต้องใช้เวลาที่เหลือให้เต็มที่ อะไรที่ยังไม่เข้าใจก็ขอให้สอบถามมาตนยินดีที่จะตอบ สิ่งไหนทำได้ก็พร้อมทำให้”

“บิ๊กป้อม” สำทับเป็นเรื่องไม่สำคัญ

ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่า “เรื่องนี้ให้เจ้าหน้าที่เขาดำเนินการ ผมตอบอะไรไม่ได้ ไม่ทราบรายละเอียด ขออย่าทำอะไรให้บ้านเมืองวุ่นวาย ตนเพียงแต่ดูแลให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย การเปลี่ยนหมุดเจ้าหน้าที่ก็ไม่เห็น เขาไม่ได้อยู่ตรงนั้น จะให้ทำอย่างไร เดี๋ยวคงคุยกันว่าใครเป็นคนรับผิดชอบ ตนไม่รู้จริงๆไม่ได้แกล้งไม่รู้ แต่ถ้าอยู่ในส่วนของกลาโหมคงตอบให้ได้ และรัฐบาลไม่สามารถสั่งการอะไรได้เพราะไม่รู้ ตนไม่ทราบไม่ได้ติดตามเรื่องนี้เพราะไม่ใช่เรื่องสำคัญ ไม่เกี่ยวกับความอดอยากปากแห้งของประชาชน ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการ เมื่อถามว่า จะมีโอกาสจะได้หมุดอันเดิมกลับมาหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า “คุณรู้หรือว่าอยู่ที่ไหน เมื่อคุณไม่รู้ผมก็ไม่รู้”

จี้ คสช.ดูความเหมาะสมหมุดใหม่

ก่อนหน้านั้น เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ศูนย์บริการประชาชน บริเวณสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) นายณพลเดช มณีลังกา โฆษกคณะอธิปไตยปวงชนชาวไทย เพื่อชาติ กษัตริย์ (ปชก.) กับพวก 10 คน เดินทางยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. แสดงความไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนหมุดคณะราษฎร โดยนายณพลเดชกล่าวว่า ข้อความในหมุดใหม่มีความหมายสื่อถึงสถาบันเบื้องสูง แต่กลับติดตั้งบนพื้นถนนซึ่งเป็นที่ต่ำ มีรถและคนสัญจรเหยียบย่ำตลอดเวลา ถือเป็นการกระทำอันไม่สมควร และลบหลู่ต่อสถาบันหลักของชาติ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาถึงความเหมาะสมเพื่อปรับเปลี่ยนภายใน 7 วัน

“ศรีสุวรรณ” ลุยทวงหมุดโดนหิ้ว

ต่อมาเวลา 10.40 น. นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญ เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ติดตามหาหมุดคณะราษฎรที่มีการเปลี่ยนแปลงก่อนหน้านี้ แต่ปรากฏว่ายังไม่ทันได้ยื่นหนังสือ ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารประมาณ 6-7 นาย ควบคุมตัวจากศูนย์บริการประชาชน ไปยังกองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 11 โดยผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ระหว่างนายศรีสุวรรณถูกคุมตัวเล่าว่า เมื่อนายศรีสุวรรณมาถึงศูนย์บริการประชาชน มีเจ้าหน้าที่ทหารมาเชิญตัวขึ้นรถตู้ที่จอดอยู่บริเวณด้านหลังศูนย์บริการประชาชน จึงตัดสินใจขอขึ้นรถตู้คันดังกล่าวไปด้วย เมื่อขับรถออกไประยะหนึ่งทหารได้เชิญตัวตนและคนติดตามนายศรีสุวรรณอีกคนหนึ่งลงจากรถ โดยให้เงินจำนวนคนละ 100 บาท เพื่อเป็นค่ารถเดินทางกลับ ระหว่างในการถูกเชิญตัวนายศรีสุวรรณไม่ได้พูดอะไร แต่มีสีหน้ากังวล และยอมทำตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่แต่โดยดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเอกสารที่นายศรีสุวรรณจะยื่นถึงนายกฯ มีเนื้อหาสรุปว่า การเปลี่ยนหมุดดังกล่าวอาจเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายอาญา ฐานปลอมแปลงเอกสารราชการ จึงขอให้นายกฯสั่งตรวจสอบว่าบุคคลหรือหน่วยงานใดที่เข้าไปเปลี่ยนแปลง และสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำหมุดเดิม หรือสร้างใหม่ในรูปแบบและข้อความเดิม กลับไปไว้ที่เดิม หากไม่ดำเนินการใดๆตามคำร้องนี้ สมาคมฯขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เพื่อปกป้องหลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่อไป

“อังคณา” จี้แจงเหตุผลคุมตัวชัดๆ

นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กล่าวว่า กรณีเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ขณะเดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงนายกฯเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนหมุดคณะราษฎร ที่ศูนย์บริการประชาชนนั้น การไปยื่นหนังสือดังกล่าวถือเป็นสิทธิที่ประชาชนสามารถกระทำได้ เพราะไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ แต่ยังไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวนายศรีสุวรรณด้วยเหตุผลอะไร สาเหตุใด หรือมีการตั้งข้อหาใดหรือไม่ ตรงนี้อยากให้เจ้าหน้าที่ออกมาชี้แจงถึงเหตุผลในการควบคุมตัวในครั้งนี้ เพราะบริเวณศูนย์บริการประชาชน เป็นพื้นที่ที่ประชาชนสามารถเข้าไปติดต่อได้ ไม่ใช่สถานที่ต้องห้าม ดังนั้น การควบคุมตัวโดยไม่ชี้แจงเหตุผล อาจจะทำให้ประชาชนคนอื่นไม่กล้าที่จะเข้ายื่นเรื่องร้องเรียนกับศูนย์บริการประชาชน

“ปู่พิชัย” หวั่นเป็นชนวนวุ่นวาย

วันเดียวกัน นายพิชัย รัตตกุล อดีตประธานรัฐสภา และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกแถลงการณ์ถึงการถอดเปลี่ยนหมุดคณะราษฎรว่า “หมุดนั้นสำคัญไฉน? เมื่อคณะราษฎรทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 นั้น ตนยังไม่รู้ประสีประสาอะไร มาทราบข่าวอีกครั้งว่ามีการเปลี่ยนหมุด แสดงว่าใครก็ตามที่ทำการนี้จะต้องมีแผนการล่วงหน้า เพราะไม่ใช่หมุดน้ำประปา คณะราษฎรนำมาฝังไว้ 85 ปีแล้ว มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และจิตใจ คำนวณเป็นเงินไม่ได้ ผู้ที่กระทำการไม่ได้คิดสักนิดว่ากระทบ กระเทือนจิตใจ ไม่คำนึงถึงความรักใคร่สามัคคีของชนในชาติ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็แสนจะดี แจ้งว่าใครเป็นเจ้าของหมุด ต้องให้เจ้าของมาแจ้งความ เอง เหตุการณ์เรื่องนี้ไม่นำไปสู่สิ่งที่ตนอยากเห็นเลย อย่ามาพูดให้ปรองดองกันด้วยปาก ตราบใดที่ขาดความจริงใจ ตราบนั้นบ้านเมืองก็ย่ำอยู่กับที่”

จี้คน ปชป.ออกแอ็กชั่นบ้าง

นายพิชัยให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องหมุดคณะราษฎร อ่านข่าวมาหลายวันแล้ว คิดว่าคนที่มาเปลี่ยนไม่ใช่ คนธรรมดา ต้องวางแผนมาก่อน ไม่เช่นนั้นจะเอาของอื่นมาใส่แทนได้อย่างไร รู้กระทั่งกว้างยาวเท่าไหร่ การที่ตำรวจถามหาเจ้าของนั้นก็พูดไม่ถูก ของอย่างนี้จะไปหาเจ้าของที่ไหน คณะราษฎรตายไปหมดแล้ว ส่วนที่มีเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์ ออกมารับผิดชอบนั้น คงรับผิดชอบไม่ได้ แต่นายควง อภัยวงศ์ อดีตหัวหน้าพรรค ผู้ก่อตั้งพรรค เป็นคณะราษฎร แต่คนของพรรคประชาธิปัตย์ควรออกมาบ้าง หมุดถือเป็นประวัติศาสตร์ของไทย คนที่ขโมยไปต้องเอาของเก่ากลับคืนมา เพราะเป็นสัญลักษณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง การทำอย่างนี้ ไม่ทำให้บ้านเมืองปรองดอง ยิ่งสร้างความเจ็บใจให้คนและกลุ่มต่างๆ

“ณัฐวุฒิ” ชี้ชัดยากจะได้หมุดคืน

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า การหายไปของหมุดคณะราษฎรยิ่งคนในรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆยืนยันว่าไม่รู้ไม่เห็น ก็ยิ่งทำให้ประชาชนอยากรู้อยากเห็น เท่ากับเอาหมุดนี้ไปปักไว้ในใจประชาชนทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย การสอบถามค้นหาความจริงจะขยายวงออกไปเรื่อยๆ วิธีดักอุ้มแบบที่ใช้กับนายศรีสุวรรณอาจได้ผลเฉพาะหน้า แต่ก็ต้องแลกด้วยต้นทุนความชอบธรรมของรัฐบาลเอง ทั้งนี้เมื่อประเมินจากท่าทีผู้มีอำนาจ คงยากที่จะเห็นหมุดคณะราษฎรกลับมาอยู่ที่เดิม แต่ก็ถือว่าหมุดอันนี้ได้ทำหน้าที่ของตัวเองจนนาทีสุดท้ายในการส่งสัญญาณว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่สังคมไทยจะกลับคืนสู่ประชาธิปไตย

นักกิจกรรม–นศ.นัดทวงหมุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการติดตามทวงคืนหมุดคณะราษฎรเริ่มกระจายเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในโลกโซเชียลมีเดีย ล่าสุดมีผู้ตั้งเพจเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า “ทวงคืนหมุดคณะราษฎร” พร้อมเผยแพร่ข้อความเชิญชวนไปร่วมทวงคืนหมุดคณะราษฎร ใจความว่า “กลุ่มนักกิจกรรมและนิสิตนักศึกษาขอเชิญพี่น้องผู้สนใจและสื่อมวลชน ร่วมกัน ตามหาความจริงกรณีการหายไปของหมุดคณะราษฎร ในวันพุธที่ 19 เม.ย.นี้ เวลา 09.00 น. ที่หน้า สน.ดุสิต เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ 10.00 น. เดินทางไปที่หมุด เพื่อเดินสำรวจพื้นที่โดยรอบ และจดเลขกล้อง cctv พร้อมแถลงข่าว 11.00 น. ไปที่ศาลาว่าการ กทม. เพื่อทำเรื่องขอดูกล้อง cctv นัดหมายอีก 1 อาทิตย์ มาเอาแผ่น DVD ที่ศาลาว่าการ กทม.”

กทม.ยินดีให้ดูกล้องวงจรปิด

ด้าน พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวถึงกรณีกลุ่มนักกิจกรรมเคลื่อนไหวตามหาหมุดคณะราษฎรจะเดินทางมาขอตรวจสอบข้อมูลกล้องวงจรปิดในวันที่ 19 เม.ย. ว่า กทม.ยินดีให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลภาพกล้องวงจรปิด หรือซีซีทีวี หากมีการทำหนังสือตามขั้นตอน ยืนยันว่า ตนไม่ทราบเรื่องหมุดคณะราษฎรที่หายไป หมุดคณะราษฎรไม่ใช่สิ่งของสาธารณะที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กทม. กรณีทรัพย์สินสูญหายเป็นหน้าที่ของตำรวจ เจ้าของทรัพย์ต้องไปแจ้งความว่าทรัพย์หาย ไม่เกี่ยวข้องกับสำนักงานเขตดุสิต

“บิ๊กตู่” ลั่นยังไม่จำเป็นต้องปรับ ครม.

เมื่อเวลา 13.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. กล่าวถึงกรณี พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)เสนอให้ปรับ ครม.ด้านเศรษฐกิจเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ทางเศรษฐกิจในช่วงท้ายการทำงานของรัฐบาลว่า ยังไม่มีความจำเป็น เพราะเรามองมิติเศรษฐกิจอยู่หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นระดับฐานรากจะให้ความสำคัญสูงสุด การที่จะพัฒนาให้มีรายได้สูงขึ้นจำเป็นต้องไปทำให้เกิดห่วงโซ่ขึ้นมาให้ได้ เราได้ทำการยึดโยงเศรษฐกิจขนาดใหญ่ การลงทุนขนาดใหญ่เพื่อให้ลงมาถึงข้างล่างให้ได้ ไม่เช่นนั้นทุกคนก็ยังทำอาชีพแบบเดิมๆทั้งหมด เพราะไม่มีทางเลือก ไม่มีโอกาสที่เปิดกว้างขึ้นในหลายพื้นที่หลายจังหวัด ทั้งโลกก็มีมาตรการเศรษฐกิจขนาดใหญ่เกิดขึ้น
เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศมีมูลค่าสูงขึ้น รัฐบาลยังยึดนโยบายนี้

โต้ผลโพลยันรับฟังทุกเรื่องทุกกลุ่ม

ผู้สื่อข่าวถามว่า สวนดุสิตโพลสำรวจความคิดเห็นประชาชนพบว่าเป็นห่วงสถานการณ์รัฐบาลจากกรณีที่ไม่รับฟังความเห็นของประชาชนเท่าที่ควร พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ต้องดูว่าความมุ่งหมายในการทำโพลเพื่ออะไร และคำถามที่ถามไปเป็นการบังคับคำตอบอย่างไร อยากเรียนว่ารัฐบาลรับฟังทุกเรื่อง และนำสู่การปฏิบัติ พร้อมแก้ไขในหลายเรื่องให้ตรงกับความต้องการ แม้กระทั่งเรื่องเล็กๆน้อยๆ ขณะเดียวกันมีข้อมูลบางส่วนมาจากศูนย์ดำรงธรรม โซเชียลมีเดีย ก็รับมาแล้วนำไปขับเคลื่อนให้ทั้งหมด แล้วจะบอกว่าไม่ฟังความคิดเห็นใครได้อย่างไร ต้องดูว่าคนที่ว่าเราไม่ฟังนั้นเป็นเรื่องอะไร สำหรับการประชุม ครม.วันนี้เป็นการประชุมนัดแรกหลังวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ ถือว่าเป็นการเริ่มต้นทำงานช่วงปีใหม่ไทย ดังนั้น จึงได้ทำความเข้าใจกับรัฐมนตรีต่างๆว่าต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 และเป็นไปตามโรดแม็ปเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง

“บิ๊กป้อม” ชี้ทีม ศก.ไม่มีอะไรเสียหาย

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีที่ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สปท. แนะนำให้เปลี่ยน ครม.ทีมเศรษฐกิจว่า การตัดสินใจอยู่ที่นายกฯ ตนตอบอะไรไม่ได้ พล.ร.อ.พะจุณณ์เองก็เป็นเพื่อนกับนายกฯ ก็ให้คุยกันเอง แต่ส่วนตัวมองว่าทีมเศรษฐกิจ ไม่ได้ทำงานเสียหายอะไร ตัวเลขต่างๆในภาพรวมก็ถือว่าดีขึ้น เรื่องนี้นายกฯไม่เคยหารือกับตน ขณะที่การทำงานของฝ่ายความมั่นคงนั้น สื่อก็ดูเอาว่าเราทำงานกัน อย่างไร อะไรที่ไม่ดีหรือไม่เข้าท่าก็บอกมาได้ จะได้นำไปปรับปรุง

ไม่บอกลาพักร้อนไปไหน

พล.อ.ประวิตรยังให้สัมภาษณ์ถึงการลาไปราชการในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาว่า ไม่ได้ไปราชการ แต่เป็นการลา ตนจะไปไหนทำไมต้อง บอกใครด้วย ที่นายกฯระบุว่าไปราชการลับนั้น ก็เป็นเรื่องของตน จะลาไม่ได้หรือ ยืนยันว่าการลาครั้งนี้ไม่ได้ไปพบใคร อีกทั้งไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับบ้านเมืองก็แล้วกัน เป็นเรื่องส่วนตัว คนที่ชอบลือข่าวต่างๆนานานั้น ก็ต้องเรียนว่าห่วย ไร้สาระ พวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบอะไร อยากเขียนอะไรก็เขียน เมื่อถามว่าประเทศที่ไปนั้นใช่ประเทศอังกฤษหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า จำไม่ได้ ทำไมต้อง คอยรายงานว่าจะไปไหน ตนไม่ได้สำคัญขนาดนั้น ทำไมต้องให้ความสนใจด้วย การลาไปครั้งนี้ก็ติดต่อ กับฝ่ายความมั่นคงอยู่ตลอด เอาเป็นว่าตอนที่ลาก็อยู่แถวๆนี้ แต่ไม่บอกว่าไปที่ไหน

ครม.อนุมัติเลื่อนขั้น 721 จนท.คสช.

อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุม ครม.ว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบการขอรับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนกรณีพิเศษ 2 ขั้น (นอกเหนือโควตาปกติ) เพิ่มเติมอีกร้อยละ 3 ตามที่สำนักเลขาธิการ คสช. เสนอให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานใน คสช. ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถนำมาพิจารณาบำเหน็จประจำปีได้ จำนวน 721 ราย โดยให้ใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีของส่วนราชการต้นสังกัดในโอกาสแรกก่อน ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2559-30 ก.ย.2560 และหากไม่สามารถดำเนินการได้ขอให้เบิกจ่ายจากงบกลางรายการเลื่อนเงินเดือนและปรับวุฒิข้าราชการ ในลักษณะเดียวกับการเบิกจ่ายงบประมาณให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติด เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้วยความทุ่มเท เสียสละ จึงเห็นควรขอรับการสนับสนุนโควตาบำเหน็จประจำปี (2 ขั้น) ประจำปี 2560 เช่นเดียวกับในปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย

นายกฯแจงปูนบำเหน็จตามระเบียบ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงกรณีที่สำนักเลขาธิการ คสช.เสนอ ครม.พิจารณาเรื่องขอรับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนกรณีพิเศษให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติงานใน คสช.ว่า เป็นเรื่องของสิทธิประโยชน์ของราชการ ที่ไม่ใช่ให้เป็นเงินทองหรือค่าตอบแทน แต่เป็นการให้บำเหน็จความดีความชอบ ก็เหมือนกับข้าราชการทั่วๆไป มาทำงาน คสช.หรือทำงานชายแดน เป็นการทำหน้าที่ที่ 2 เพิ่มจากหน้าที่หลักที่หน่วย เมื่อมาทำงานก็ต้องมีบำเหน็จส่วนนี้ให้ เพราะออกมาทำงานมากขึ้น สิทธิประโยชน์ที่ให้กับหน่วยเดิม หน่วยประจำ อัตราสัดส่วนก็น้อยลง จึงต้องให้เขาบ้าง โดยเป็นงบจากต้นสังกัดเดิมของแต่ละกองทัพ เพราะเป็นการทำงานในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวภายหลังการประชุม ครม. กรณีการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนเพิ่มเติมอีก 3% นอกเหนือโควตาปกติ จากงบกลางเพิ่มเติมให้กำลังพลที่ปฏิบัติงานใน คสช. ว่าเป็นบำเหน็จพิเศษประจำปี ไม่มีอะไรเป็นเรื่องปกติ โดยใช้งบประมาณไม่มาก เพราะเป็นบำเหน็จพิเศษ พวกเขาทำงานกันก็มีบำเหน็จ คสช.มีคนทำงานเยอะแต่เปอร์เซ็นต์ที่ได้มันน้อย

“บิ๊กตู่” บี้ รมต.ขยับปากแจงปมร้อน

ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุม ครม.ว่า ในที่ประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ขอความร่วมมือให้รัฐมนตรีทุกคนเพิ่มบทบาทในการให้ข้อมูลมากขึ้น รวมถึงการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในรายละเอียดประเด็นต่างๆที่เกี่ยวข้องกับตนเอง เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจ นอกเหนือจากที่ผู้สื่อข่าวต้องมาถามนายกฯอยู่แล้ว โดยรายละเอียดให้รัฐมนตรีเป็นผู้ชี้แจง อย่างเรื่องที่กระทรวงสาธารณสุข ขอจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบกลาง เพื่อชดเชยการจัดการบริการสาธารณสุขของหน่วย นายกฯขอให้อธิบายถึงความจำเป็นในการต้องขอจัดสรรงบฯ เพื่อไม่ให้รัฐบาลถูกมองว่าแก้ปัญหาแต่ที่ปลายเหตุเท่านั้น รัฐบาลคำนึงความเดือดร้อนของประชาชน และเพื่อป้องกันการบิดเบือนข้อมูล รวมถึงการชี้แจงผ่านรายการเดินหน้าประเทศไทย

กรธ. ส่ง ก.ม.ลูก 2 ฉบับถึงมือ สนช.

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ลงนามในหนังสือเพื่อส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมือง พร้อมแนบเอกสารประกอบ ได้แก่ รายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับ เพื่อส่งให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยได้ส่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ กรธ. ไปมอบให้กับ สนช.ผ่านฝ่ายธุรการของ สนช.แล้ว

ปมเงินบริจาคเพื่อสมาชิกมีส่วนร่วม

นายมีชัยให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากนี้หาก สนช.มีข้อสงสัย จะไปชี้แจงถึงสาระและเนื้อหาสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับ โดยสาระของกฎหมายลูกที่มีประเด็นเป็นข้อเห็นแย้ง เช่น ร่าง พ.ร.บ.พรรค การเมือง ที่ถูกโต้แย้งเรื่องการชำระค่าบำรุงพรรค การเมือง ที่อาจทำให้เกิดภาระกับสมาชิกพรรคจนเกินไป ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ต้องให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในกิจการของพรรคการเมือง ดังนั้นแนวทางที่กำหนดให้สมาชิกพรรคต้องชำระค่าบำรุงพรรค เพื่อแสดงถึงสิทธิต่อการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจการของพรรคที่เท่าเทียมกัน ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเรื่องของนายทุนเท่านั้น หาก สนช.จะพิจารณาเปลี่ยนแปลงประเด็นนี้ ต้องมีคำตอบว่าจะปรับอย่างไร เพื่อให้สมาชิกมีส่วนร่วมในพรรคการเมืองจริง ดังนั้นหาก สนช.มีแนวทางที่ดีกว่าก็จะยกมือขึ้นสาธุให้

มั่นใจรีเซ็ต กกต.เลือกตั้งไม่สะดุด

นายมีชัยกล่าวว่า ส่วนร่าง พ.ร.บ.กกต. ที่กำหนดกลไกให้มีผู้ตรวจการการเลือกตั้ง ทำหน้าที่แทน กกต.ประจำจังหวัด เพราะเชื่อจะเป็นกลไกที่ทำให้การทำงานของ กกต. ตรวจสอบการเลือกตั้งในระดับพื้นที่ทำได้ดีกว่าที่ผ่านมาและจะไม่มีปัญหา ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายมองว่าควรคงให้มี กกต.ประจำจังหวัดไว้แบบเดิม เป็นมุมมองที่ สนช.ต้องพิจารณาและขึ้นอยู่กับดุลพินิจ ส่วนกรณีที่ กกต.ชุดปัจจุบันตั้งข้อสังเกตของการหยุดปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.ที่ขาดคุณสมบัติทันที หลังคณะกรรมการสรรหามีคำวินิจฉัยให้พ้นตำแหน่งว่าจะเกิดปัญหานั้น ตามเงื่อนไขที่กำหนดเรื่องจำนวน กกต. ที่ต้องอยู่เพื่อปฏิบัติหน้าที่สำคัญ กำหนดให้สามารถทำหน้าที่ได้เพียงบางเรื่องเท่านั้น คงไม่เกี่ยวกับการกำหนดวันเลือกตั้ง เพราะการกำหนดวันเลือกตั้งได้ ต้องให้การเตรียมพร้อมของ กกต. และพรรคการเมืองแล้วเสร็จก่อน ดังนั้นเรื่องนี้จะไม่ทำให้การกำหนดเลือกตั้งสะดุด

20 เม.ย.นัดถกร่าง ก.ม.ยุทธศาสตร์

ที่รัฐสภา นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) แถลงภายหลังการประชุมวิป สนช.ว่า การประชุม สนช.วันที่ 20 เม.ย. จะมีวาระการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย มีสาระสำคัญคือ การให้โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560 บางรายการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น จำนวน 11,866,512,300 บาท ไปตั้งไว้เป็นงบประมาณรายจ่ายสำหรับงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น นอกจากนี้จะมีการพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญอีก 2 ฉบับ ได้แก่ 1.ร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ โดยจะตั้งคณะกรรมาธิการมาพิจารณา 33 คน ได้แก่สนช. 27 คน และ ครม. 6 คน โดยจะมี สปท.มาร่วมในสัดส่วน ครม.1 คน 2.ร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ จะตั้งคณะกรรมาธิการ 26 คน มาพิจารณาแบ่งเป็นสัดส่วน สนช. 21 คนครม. 5 คน โดยมี สปท.มาร่วมในสัดส่วน ครม. 1คน

ร่าง ก.ม.ลูก 2 ฉบับเข้า สนช. 21 เม.ย.

นพ.เจตน์กล่าวว่า ส่วนการประชุม สนช.ในวันที่ 21 เม.ย. จะมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ จำนวน 2 ฉบับที่เพิ่งได้รับจาก กรธ. คือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดยร่าง พ.ร.บ.กกต. จะตั้งคณะกรรมาธิการมาพิจารณา 31 คน ประกอบด้วย สนช. 25 คน และสัดส่วน ครม. 6 คน ที่มาจาก ครม. 2 คน กรธ. 2 คน กกต. 1 คน และคณะกรรมการกฤษฎีกา 1 คน ส่วน ร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองจะตั้งคณะกรรมาธิการมาพิจารณา 31 คนเช่นกัน ประกอบด้วย สนช.25 คน และ ครม. 6 คน อย่างไรก็ตามในสัดส่วน ครม. 6 คน ยังไม่ได้ข้อยุติว่า จะประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานใดบ้าง แต่จะไม่มีตัวแทนของพรรคการเมืองร่วมเป็นกรรมาธิการฯ แน่นอน ทั้งนี้สนช. มีกรอบเวลาพิจารณาร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ ภายใน 60 วัน หรือต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 16 มิ.ย.2560

พรรคเล็กค้านเก็บค่าสมาชิกพรรค

นายสุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ ยื่นหนังสือถึงนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. ผ่านนายตวง อันทะไชย สมาชิก สนช. เพื่อคัดค้านร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองฉบับที่ กรธ.ส่งให้ สนช.พิจารณาในหลายประเด็น อาทิ การให้สมาชิกพรรคต้องเสียค่าบำรุงพรรค การให้อำนาจ กกต.ปลดหัวหน้าพรรคพ้นจากตำแหน่งโดยไม่ต้องสอบถามข้อมูลใดๆเลย

“บิ๊กช้าง” แจงปฏิทินแสวงปรองดอง

ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ในฐานะรองประธานคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง เชิญคณะอนุกรรมการทั้ง 4 คณะมาประชุมในวันที่ 20 เม.ย. ว่าในวันดังกล่าวคณะอนุกรรมการชุดที่ 2 ที่ได้สรุปรวบรวมวิเคราะห์ สังเคราะห์และจับประเด็นต่างๆทั้ง 10 ข้อ จะสรุปให้ที่ประชุมฟังถึงภาพรวมทั้งหมดเป็นอย่างไร และในวันที่ 26 เม.ย. จะเชิญพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง ภาคประชาชนภาคธุรกิจกว่า 200 คน ที่เคยมาให้ข้อเสนอแนะมาประชุมกันอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้มาตรวจสอบว่าสิ่งที่ทุกกลุ่มให้ข้อมูลมาตรงตามที่คณะอนุกรรมการชุดที่ 2 ได้สรุปเอาไว้หรือไม่ มีการปรับแต่งเพิ่มเติมอะไรหรือไม่ หากเรียบร้อยจะส่งต่อให้คณะอนุกรรมการชุดที่ 3 ดำเนินการต่อไป

“บิ๊กเจี๊ยบ” เร่งทำสัญญาประชาคม

ที่กองบัญชาการกองทัพบก พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. กล่าวว่า พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองคณะอนุกรรมการชุดที่ 3 ได้เชิญที่ปรึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิร่วมประชุม เพื่อหารือถึงแผนงานการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ภายหลังคณะอนุกรรมการชุดที่ 1 ได้ส่งข้อมูลการรับฟังความคิดเห็นให้คณะอนุกรรมการชุดที่ 2 เพื่อบูรณาการข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะก่อนส่งให้คณะอนุกรรมการชุดที่ 3 โดยในที่ประชุมได้รายงานถึงกรอบระยะเวลาในการปฏิบัติงาน รวมทั้งฟังความคิดเห็น แนวคิดจัดทำร่างสัญญาประชาคมเพื่อความสามัคคีปรองดองและสาระสำคัญที่ควรบรรจุไว้ ซึ่งคณะอนุกรรมการได้แสดงความคิดเห็นข้อเสนอแนะข้อห่วงใยในหลายมิติ ก่อนนำไปเป็นแนวทางในการร่างสัญญาประชาคม

วธ.ชวนฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 235 ปี

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุม ครม. นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม นำการแสดงหุ่นไทย เช่น หุ่นกระบอก หุ่นละครเล็ก หุ่นมือ หนังใหญ่ หนังตะลุง หุ่นอาเซียนจากเมียนมา และกัมพูชา มาจัดแสดงเพื่อประชา-สัมพันธ์เชิญชวนร่วมงานมหกรรมวัฒนธรรม “ใต้ร่มพระบารมี 235 ปี กรุงรัตนโกสินทร์” บริเวณรอบเกาะรัตนโกสินทร์ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ และลานคนเมือง เพื่อเทิดพระเกียรติพระมหากรุณาธิคุณพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรี เนื่องในการฉลองครบรอบวันสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ 235 ปี ตลอดเดือน เม.ย.นี้ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ได้กล่าวขอบคุณทุกคนว่า “ขอบคุณที่ร่วมกันทำสิ่งดีๆ ขอให้ประสบความสำเร็จ” พร้อมให้กำลังใจกับเยาวชนว่าให้เป็นเด็กดีตั้งใจเรียน และเรียนหนังสือให้เก่ง

ร้อง “บิ๊กตู่” ปลดบอร์ดการบินไทย

วันเดียวกัน ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ บริเวณสำนักงาน ก.พ. กลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย นำโดยนายดำรงค์ ไวยคณี ประธานสหภาพฯ ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. เสนอให้ใช้มาตรา 44 ปลดคณะกรรมการบริหารการบินไทยและฝ่ายบริหาร โดยนายดำรงค์กล่าวว่า บอร์ดชุดนี้มีเหตุอันควรให้เชื่อว่าบริหารงานไม่โปร่งใส เข้าข่ายตัดสินใจผิดพลาดที่ซื้อเครื่องบินมาจอดทิ้งไว้ถึง 17 ลำ จนต้องขายต่อทั้งที่มีอายุใช้งานเหลือประมาณ 6-8 ปี ทำให้งบการเงินปี 2551-2559 ขาดทุน 30,134 ล้านบาท หากปล่อยไว้ปัญหาในการบินไทยจะยังมีต่อไป