วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปลุกขอนแก่นโมเดล ก่อนปั้นอีสานเย็นฉ่ำ

“อีสาน”... เคยถูลู่ถูกังด้านท่องเที่ยวมานาน แม้จะมีศักยภาพมิได้ด้อยไปกว่าภูมิภาคอื่น เช่น ปัจจัยอำนวยความสะดวกต่อการเดินทาง มีเส้นทางคมนาคมทางบกทันสมัย ประดุจใยแมงมุม เชื่อมอีสานบ้านเฮาภาคกลางบางกอก หรืออีสานกันเองทั่วทั้งภาค

สำนักข่าวชื่อดังอเมริกันอย่างซีเอ็นเอ็นยังได้ตีฆ้องร้องว่า อีสานติดอันดับ 1 ใน 17 เมืองน่าเที่ยวของโลกประจำปีนี้ เช่น เกาะปีนังของมาเลเซีย กระทั่งภูฏาน และเฉิงตู

ซีเอ็นเอ็นให้เหตุผลชวนกด Like ด้วยว่าอีสานมีแหล่งท่องเที่ยวหลายรูปแบบ มีสนามบินและโรงแรมระดับ 3-5 ดาว มีข้าวเหนียว ส้มตำ ไก่ย่าง แบบที่อเมริกันชนนิยมกินกันในนิวยอร์ก อีกเหตุผลหนึ่งที่น่ารับฟังมากสุดคือ แหล่งท่องเที่ยวอีสานยังไม่กระจุกตัวเหมือนแหล่งอื่นๆ จึงเหมาะใช้เป็นทางเลือกสำหรับปีนี้

มูลเหตุแห่งการสร้างแรงจูงใจดังกล่าว ช่างสอดรับกระชับกับแผนงานด้านตลาดท่องเที่ยวประจำปี 2560 ของการท่องเที่ยวแห่ง ประเทศไทย (ททท.) ที่ต้องการพัฒนาตลาดด้วยยุทธศาสตร์ “มหานครขอนแก่นโมเดล” เพื่อมุ่งผลักดันให้เติบโตจากความเป็นเมืองท่องเที่ยวรอง

ซึ่งเคยมีนักท่องเที่ยวเมื่อปีที่ผ่านมา 3.44 ล้านคน ก้าวทะลุเกินเป้ากว่า 5 ล้านคนต่อปีในปีนี้

เพื่อแปลงสถานะเป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก ตามแผนพัฒนาวิสาหกิจองค์กรของ ททท.!

ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. ได้แจงให้ฟังว่า ยุทธวิธีที่จะนำ มาใช้กับยุทธศาสตร์นี้ ก็ด้วยการส่งเสริมให้ขอนแก่นมีองค์ประกอบเป็น New Biz Connect หรือมหานครแห่งใหม่ในการเชื่อมโยงสู่กลุ่มภูมิภาคต่างๆ รวมถึงกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน CLMV อันได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม

โดยมีจุดแข็งตรงที่กำลังก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและการสื่อสาร ติดอันดับ 1 ใน 3 ของประเทศ เทียบชั้นเชียงใหม่กับภูเก็ต

“นอกจากนี้เราจะส่งเสริมให้ขอนแก่นเป็นศูนย์กลางแห่งการจัดประชุมสัมมนาและศึกษาดูงาน เพื่อกระจายรายได้เข้าสู่ขอนแก่นรวมถึงจังหวัดเครือข่ายใกล้เคียง เช่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และกาฬสินธุ์”

หากวิเคราะห์กันด้วยเชิงตลาดตามยุทธศาสตร์ที่ว่านี้ ฟันธงลงไปเลยว่าช่างมีความเป็นไปได้สูง ตรงที่ปัจจัยรองรับกลุ่มตลาดล้วนมีความพร้อมในทุกๆด้าน ตั้งแต่การคมนาคมขนส่งที่มีสนามบิน กับมีเที่ยวบินเชื่อมกรุงเทพฯเหินฟ้าสู่เมืองดอกคูนเสียงแคนวันละ 14 เที่ยว

พิงคนคร...เชียงใหม่ถึงขอนแก่นอีกวันละ 2 เที่ยว และจากหาดใหญ่ร่อนลงขอนแก่นอีกวันละเที่ยว กับขบวนรถไฟจากกรุงเทพฯอีกวันละ 10 ขบวน รถประจำทางปรับอากาศเชื่อมภายในภูมิภาคและกระจายทั่วประเทศ ไกลไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน เวียงจันทน์อีกวันละ 2 เที่ยว

ทางด้านโรงแรมที่พักทุกระดับชั้น ณ วันนี้ ขอนแก่นมีอยู่ 302 แห่ง คิดเป็นจำนวนห้องพัก 8,400 ห้อง กับสถานที่จัดประชุมสัมมนาตั้งแต่ 200-1,900 คน รวม 18 แห่ง และสิ้นปีนี้จะมีศูนย์การประชุมนานาชาติจุคนได้มากถึง 7,100 คน เพื่อรับกับตลาดนี้

แรงจูงใจอีกสิ่งหนึ่งสำหรับใช้เป็นแม่เหล็กดึงดูดคนไปจัดประชุมสัมมนา ก็คือแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งมหานครขอนแก่นมีแหล่งท่องเที่ยวทุกประเภทอยู่ 45 แหล่ง ขณะที่จังหวัดเครือข่ายคือมหาสารคามอีก 22 แหล่ง ร้อยเอ็ด 32 แหล่ง กาฬสินธุ์ 25 แหล่ง

ที่น่าจับตาดูการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้ ใช่ว่าจะมีแต่องค์กรรัฐคือ ททท.ร่วมกับจังหวัดและเทศบาลขอนแก่นที่รับดำเนินการ แต่ยังมีภาคเอกชนนำโดยหอการค้าจังหวัด จับมือลงขันกันจัดตั้งหน่วยงานชื่อ “ขอนแก่นไมซ์แมนเนจเม้นท์” ขึ้นมารับตลาดไมซ์ (MICE) โดยเฉพาะ

หนทางแห่งการขยับตัวเลขนักท่องเที่ยวขึ้นสู่หลักเกิน 5 ล้านคนปีนี้ยังพอมีแสงสว่างปลายอุโมงค์อยู่อีก ตรงการกวักมือเรียกนักท่องเที่ยวที่เป็นคนรุ่นใหม่ทันสมัย ผู้ชอบท่องเที่ยวแล้วเลือกนั่งกินดื่มตามร้านหรูริมทางแบบเก๋ไก๋ Chick & Chill น่าสนใจว่า...ขณะนี้ขอนแก่นกำลังกลายเป็นกระแสที่นักลงทุนรายเล็กรายใหญ่กำลังให้ความสนใจ ไม่แพ้ไปจากกลุ่มนักลงทุนธุรกิจห้างสรรพสินค้าชั้นนำจากกรุงเทพฯ

หรือแม้กระทั่งการมีสวนน้ำ “ไดโน (เสาร์) ปาร์ค” ขึ้นแถบชานเมืองเล็กน้อย ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของนักทัศนาจรในภูมิภาคเดียวกัน ที่ประสงค์เดินทางไปท่องเที่ยวขอนแก่น แบบกิน ดื่ม ช็อปฯ และพักผ่อนในอาณาจักรสวนน้ำ แล้วเดินทางกลับโดยไม่แรมคืน

นอกจากความคิดจะปลุกขอนแก่นโมเดลขึ้นมาแล้ว ยุทธศักดิ์ สุภสร ยังมองอีสานโดยภาพรวมต่อไปอีกว่า แต่เดิมคนมักมองภาพลักษณ์ภูมิภาคนี้ เป็นแดนดินถิ่นดินแตกระแหงแห้งแล้งทุรกันดาร ทั้งที่ความเป็นจริงอีสานมีศักยภาพทางการท่องเที่ยวไม่ต่างภูมิภาคอื่นเลย

จริงอยู่อีสานไม่มีทะเลที่เต็มไปด้วยเกลือแร่ ทว่า...อีสานมีทะเลสาบเหนือเขื่อน ชวนให้นักท่องเที่ยวหรือนักทัศนาจรไปท่องเที่ยวได้

“ททท.จึงนำแผนตลาดเที่ยวอีสานปีนี้ ซึ่งเดิมชูจุดขายท่องเที่ยววิถีไทย สไตล์ลึกซึ้ง มาปรับแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อสร้างภาพลักษณ์และทัศนคติใหม่แก่อีสาน ด้วยแนวคิด อีสานเย็นฉ่ำ หรือ Cool I san”

ยุทธศักดิ์แก้ต่างไว้ก่อนว่า Cool I san มิได้สำเนามาใช้ตามรูปรอย COOL JAPAN ที่ญี่ปุ่นเคยนำไปใช้ในพิธีรับมอบธง เมื่อครั้งพิธีปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2016 ณ นครริโอ เด จาเนโร ประเทศบราซิล ก่อนจะเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิกปี 2020 ยังกรุงโตเกียว

แต่ COOL คำนี้มาจากปรัชญาแนวคิดของความแตกต่างระหว่างดำกับขาว ซึ่งนำมาใช้ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์อีสานใหม่ จาก “ร้อน” ไปสู่ “ความเย็นฉ่ำ” คือ COOL ก็น่าจะเป็นแนวทางในการทำตลาดการท่องเที่ยวได้อีกบริบทหนึ่ง
ความหมายของคำว่า COOL... “C” นั้นหมายถึง Cuisine Special เพื่อเตรียมส่งเสริมอาหารพื้นถิ่นที่มีตำนานเล่าขานมานาน คละเคล้าอาหารสุดยอดริมทางอีสาน และร้านกินดื่มแบบ Chick & Chill

“O” หมายถึง Oriental Herritage เพื่อช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ตามรอยอารยธรรมอีสาน กับการท่องเที่ยวเชิงศาสนาซึ่งถือเป็นจุดขายสำคัญของอีสาน

“O” ตัวต่อมาสะท้อนถึง Outstanding Look ซึ่งเป็นมุมมองใหม่ของประเพณีฮีตสิบสอง คลองสิบสี่ เช่น พิธีบวชนาคโหด จ.ชัยภูมิ ประเพณีแห่ต้นดอกไม้ จ.เลย งานแห่ไฟตูมกา จ.ยโสธร และพิธีเสียเคราะห์ จ.ขอนแก่น สุดท้ายคือ “L” สัญลักษณ์แห่ง Linkage Travel ที่จะเชื่อมโยงการท่องเที่ยวขยายวงกว้างภายในประเทศ และไกลไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน

“อีสานยุคใหม่” ไม่น่าจะใช่ “อีสานยุคเก่า” ในมุมมองที่เคยเข้าใจกันว่าแห้งแล้งแสนเข็ญ ด้วยปัจจุบันสถานะความเป็นอยู่ของผู้คนที่มีลมหายใจ ต่างกำลังก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อมการพัฒนา ไม่ได้แตกต่างคนภาคเหนือ ใต้ หรือตะวันออก ตะวันตก

ขอนแก่นโมเดลที่ถูกวาดหวังให้ควบรวมอีสานเย็นฉ่ำ จึงน่าจะเป็นอีกมิติหนึ่งด้านการท่องเที่ยวไทย ที่จะถูกผลักดันขึ้นสู่เวทีระดับประเทศและต่างประเทศ ได้อย่างน่าจับตามองนับแต่ปี พ.ศ.นี้ ขออย่างเดียวอย่าสะดุดขาตัวเองล้มลงซะก่อนละกัน!