วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฉะเก็บ 'ค่าสมาชิก' 2พรรคซัดกีดกันคนจน นศ.ล่าชื่อทวงคืน 'หมุด'

สนช.เดินเครื่องพิจารณา 2 ร่าง ก.ม.ลูก “อมร” ดักคอ สนช.ปรับแก้อะไรระวังขัด รธน. ขู่ทำให้เสียเวลายืดเยื้อต้องรับผิดชอบเอง “วัลลภ” เผยทุกพรรครุมต้าน พ.ร.บ.พรรคการเมืองฉบับ กรธ. เหตุมองการเมืองแต่แง่ลบ มุ่งลงโทษรุนแรง ยันไม่มีหมกเม็ดเซ็ตซีโร่พรรคการเมือง พท.-ปชป.รุมถล่มยับบังคับเก็บค่าสมาชิกพรรคปีละร้อย “สามารถ” ซัดผิด รธน. มาตรา 45 ห่วงจ้องเล่นงานสมาชิกพรรคทำผิด ก.ม. เปิดช่องใส่ร้ายป้ายสี “วัชระ” จวก “มีชัย” เขียน ก.ม.ขาดหลักนิติรัฐ นิติธรรม เอาเรื่องเงินมากีดกันคนจน “นิพิฏฐ์” ตอกย้ำชาวบ้านบ่นเศรษฐกิจแย่ โหร คมช.ฟันธงไม่เกิน ต.ค. มีแน่ปรับ ครม. “ศรีวราห์” ย้อนกลุ่มทวงคืนหมุดคณะราษฎร เป็นเจ้าของตัวจริงจะตามให้ “วัฒนา” สอนมวยถือเป็นโบราณวัตถุ คือสมบัติของชาติ นศ.กลุ่มพีพีดีดีเปิดเว็บไซต์ชวนประชาชนร่วมลงชื่อทวงคืน

จากกรณีที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทำให้พรรคการเมืองจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ต่างไม่เห็นด้วยในหลายมาตรา โดยเฉพาะการกำหนดให้ต้องเสียค่าสมาชิกพรรคไม่น้อยกว่าปีละ 100 บาทนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 45 เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพและกีดกันคนจน

กรธ. ส่งร่าง ก.ม.ลูก 2 ฉบับให้ สนช.

เมื่อวันที่ 17 เม.ย. นายอมร วาณิชวิวัฒน์ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงการที่ กรธ.จะยื่นร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวันที่ 18 เม.ย.ว่า บทบัญญัติของร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับที่จะส่งให้ สนช. ไม่มีการปรับหลักการ หรือรายละเอียดจากที่ได้นำเสนอในเวทีรับฟังความเห็นของพรรคการเมืองไปก่อนหน้านี้ ประเด็นที่สำคัญและเป็นที่ยอมรับของพรรคการเมืองร่วมกัน คือ กรณีที่กำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขให้พรรคการเมืองต้องปรับตัว หากไม่ทำให้เสร็จตามเวลาจะได้รับโทษ คือ การยุบพรรค รวมถึงกรณีที่กำหนดให้สมาชิกพรรคชำระค่าบำรุงพรรค ส่วนตัวเชื่อว่าประเด็นรายละเอียดจะไม่ทำให้เกิดปัญหาการยอมรับหรือไม่ยอมรับร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

ขู่จะแก้อะไรต้องรับผิดชอบเอง

นายอมรกล่าวด้วยว่า ตนยืนยันว่า กรธ.จัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โดยยึดกับรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ไม่ใช่รับฟังพรรคใหญ่มากกว่าพรรคเล็ก หรือทำเพื่ออุ้มพรรคการเมืองใด และวางหลักการให้พรรคการเมืองสามารถทำประโยชน์ให้กับประเทศและประชาชนได้เป็นหลักสำคัญ เราได้เขียนกฎหมายโดยคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุดต่อประเทศ แต่ยอมรับว่า สนช. ยังมีความเห็นที่แตกต่าง หลากหลาย และมีบางประเด็นที่ไม่เห็นด้วยกับเนื้อหา เป็นเอกสิทธิ์ของ สนช.ที่พิจารณาได้ แต่การแก้ไขรายละเอียดต้องคำนึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ รวมถึงการแก้ไขนั้นจะทำให้ขัดกับรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ และหาก สนช.แก้ไขแล้วมีปัญหาหรือทำให้เสียเวลาหรือเวลายืดเยื้อออกไป สนช.ต้องรับผิดชอบ

ทุกค่ายรุมต้าน ก.ม.พรรคการเมือง

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ. พรรคการเมือง สนช. กล่าวถึงการพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองว่า วันที่ 18 เม.ย. คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะส่งร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองให้ สนช.อย่างเป็นทางการ เพื่อให้ สนช.พิจารณาออกกฎหมายฉบับดังกล่าวให้เสร็จภายใน 60 วัน ที่ผ่านมาคณะกรรมการพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง ที่มี พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม เป็นประธานได้พิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองมาแล้วล่วงหน้าระดับหนึ่ง โดยเชิญพรรคการเมืองมาให้ความเห็นพบว่า พรรคการเมืองทุกพรรคเห็นตรงกันว่า ร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองฉบับนี้มองพรรคการเมืองด้วยสายตาเป็นลบ มุ่งเน้นลงโทษพรรคการเมืองอย่างรุนแรงมากกว่าการส่งเสริมให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง รวมถึงการให้สมาชิกพรรคต้องเสียค่าสมาชิกพรรคปีละ 100 บาท ไม่สมควรให้สมาชิกพรรคเสียเงินจำนวนนี้ ควรให้เป็นเหมือนเดิมคือ ไม่ต้องเสียค่าสมาชิกพรรค

ยอมรับพรรคเล็กเสียเปรียบ

นายวัลลภกล่าวว่า ขั้นตอนหลังวันที่ 18 เม.ย. คณะกรรมการพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองที่จะเปลี่ยนไปเป็นกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง จะนำความเห็นของพรรคการเมืองมาประกอบการพิจารณายกร่างกฎหมายลูกฉบับนี้ให้เสร็จภายใน 60 วัน เท่าที่ดูเนื้อหาฉบับของ กรธ. 70% ตรงกับที่ สนช.ศึกษามา แต่อาจต้องเน้นมากหน่อยในประเด็นที่พรรคการเมืองท้วงติงมากคือ การให้สมาชิกพรรคต้องเสียค่าสมาชิกปีละ 100 บาท และกำหนดบทลงโทษรุนแรง เพราะบางเรื่องพิสูจน์ยาก เช่น กรณีให้นอมินีที่เป็นบุคคลภายนอกพรรคเข้ามาครอบงำหรือก้าวก่ายการบริหารพรรคพิสูจน์ลำบาก นอกจากนี้ การให้พรรคการเมืองต้องหาสมาชิกพรรคให้ได้ 10,000 คนภายใน 4 ปี พรรคขนาดใหญ่และกลางคงไม่มีปัญหา แต่จะมีปัญหาต่อพรรคเล็ก เช่น พรรคที่เกษตรกรหรือเยาวชนรวมตัวกันคงลำบาก อาจต้องปรับให้เหมาะสม ส่วนการเซ็ตซีโร่พรรคการเมืองใหม่ทั้งหมด ยืนยันว่า สนช. ไม่ทำแน่นอน เพราะขัดต่อหลักการที่ กรธ.เสนอมา ทำไม่ได้อยู่แล้ว

“ทวีศักดิ์” หวั่นครหาตั้งธงล่วงหน้า

นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน รองประธานคณะกรรมาธิการการเมือง สนช. และรองประธานกรรมการพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.กล่าวว่า ขณะนี้เป็นเพียงการศึกษา ยังไม่มีการออกมติใดๆหรือฟันธงว่าจะแก้ไขหรือไม่แก้ไขในสิ่งที่ กรธ.เขียนมา เพียงเเต่พูดคุยนอกรอบถึงข้อดีข้อเสีย ทั้งการมี กกต.จังหวัดเดิมกับการมีผู้ตรวจการเลือกตั้งตามที่ กรธ.เขียนขึ้นใหม่ เพียงแต่ศึกษาและประมวลความคิดเห็นเท่านั้น หากฟันธงไปทางใดทางหนึ่งจะล้ำหน้าเกินไปอาจถูกครหาว่ามีธงมาแล้ว เพราะยังไม่เห็นร่างกฎหมายลูกตัวจริงของ กรธ.อย่างเป็นทางการ ไม่แน่ว่าร่างกฎหมายลูกตัวจริงที่จะเปิดออกมา อาจไม่เหมือนตามที่สื่อลงก็ได้ จึงยังไม่ถึงเวลาที่จะพูดจนกว่าจะตั้งคณะกรรมาธิการ ขึ้นมาพิจารณาอย่างเป็นทางการ หลังรับร่างกฎหมายจาก กรธ.

“องอาจ” โลกสวยไม่คิด สนช.เตะถ่วง

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการพิจารณากฎหมายลูกในชั้น สนช.ว่า เป็นสิทธิ์และเป็นอำนาจของ สนช. จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ต้องติดตามต่อว่าจะพิจารณาเปลี่ยนแปลงอย่างไร ก่อนหน้านี้ สนช.ทำงานประสานกับ กรธ.มาแล้ว ถ้าเปิดให้พรรคเสนออะไรที่เป็นประโยชน์ก็พร้อม ส่วนที่เกรงกันว่า สนช.จะยื้อการเลือกตั้งออกไปนั้น สนช.คงไม่ตั้งใจจะยื้อการเลือกตั้ง เพราะกฎหมายกำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญที่บัญญัติว่าจะต้องเสร็จเมื่อไหร่ โรดแม็ปการเลือกตั้งคงยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่การที่รัฐบาลยังไม่ชัดเจนในการกำหนดวันเลือกตั้ง คงยังบอกไม่ได้ ไม่รู้ว่า การพิจารณากฎหมายลูกจะไปเสร็จสิ้นเมื่อไร จะมีปรับปรุงแก้ไขหรือไม่ แต่ถ้าทุกอย่างไม่ปรับแก้ไข ต้องเป็นไปตามโรดแม็ป ถ้ามีการปรับแก้คงมีเวลาที่บวกหรือลบ ซึ่งคงไม่มาก หากกฎหมายลูก 4 ฉบับที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งเสร็จออกได้ไว จะมีส่วนทำให้เกิดการเลือกตั้งเร็วขึ้น

ปชป.ค้านเก็บค่าสมาชิกพรรค

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข้อเสนอของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.ที่ระบุว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองจะต้องเรียกเก็บจากสมาชิกพรรคไม่น้อยกว่าปีละ 100 บาทว่า อาจดูไร้ค่าสำหรับนายมีชัยที่ได้เบี้ยประชุมร่างรัฐธรรมนูญครั้งละ 9,000 บาท ขณะที่คนทั่วไปได้ค่าแรงเพียงวันละ 300 บาทเท่านั้น นับแต่ พ.ศ.2475 จนปัจจุบัน 2560 เพิ่งเป็นครั้งแรกที่นายมีชัยคิดได้เมื่ออายุ 80 ปีว่า คนไทยถ้าจะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองต้องจ่ายเงินให้ปีละ 100 บาท ถือเป็นการเอาเงินมาเป็นตัวกำหนดในเรื่องสิทธิและเสรีภาพในการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองมากเกินไป นับเป็นการกีดกัน แบ่งแยกพี่น้องประชาชนให้ห่างจากพรรคการเมือง เพราะถ้าไม่มีเงินก็เป็นสมาชิกไม่ได้ จึงขอคัดค้านแนวคิดนี้ว่า พวกท่านกำลังจะแบ่งแยกประชาชนที่ไม่มีเงินไม่ให้เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ไม่มีมนุษย์ผู้เจริญด้วยสติปัญญาที่ไหนในโลกพึงกระทำกัน

ฉะใช้อำนาจเพลินร่าง ก.ม.กีดกันสิทธิ

“วันนี้ท่านมีอำนาจที่เขาสวมหัวโขนให้ ท่านก็ใช้อำนาจเพลิดเพลินจนลืมสาแหรกของคนไทยทั้งประเทศ เขียนกฎหมายขาดหลักนิติรัฐนิติธรรมยังทำได้ นึกไม่ถึงว่าคนที่เขาเรียกกันว่าอาจารย์เขียนกฎหมายกีดกันคนจนกันแบบนี้ ถ้าขอร้องได้ต้องขอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. โปรดบอกนายมีชัย เลิกบังคับให้ประชาชนต้องจ่าย เงินค่าสมาชิกให้พรรคการเมืองปีละ 100 บาท ได้แล้ว หากว่าการใช้มาตรา 44 ของ พล.อ.ประยุทธ์บังคับให้ประชาชนห้ามนั่งแค็บหรือท้ายรถกระบะฉันใด ร่างกฎหมายพรรคการเมืองก็กีดกันคนจนไม่ให้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองฉันนั้น แล้ว พล.อ.ประยุทธ์จะได้รับความศรัทธาจากประชาชนตรงไหน การปรอง-ดองที่แท้จริงต้องปรองดองให้พี่น้องประชาชนทุกชนชั้นอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในยุค คสช. อย่าเขียนกฎหมายกีดกันกันแบบนี้” นายวัชระกล่าว

พท.ติงให้จ่าย 100 ผิด รธน.มาตรา 45

นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย ในฐานะคณะทำงานติดตามร่างรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทยกล่าวถึงกรณี กรธ.จะเสนอร่าง พ.ร.บ. พรรค การเมือง ให้ สนช.พิจารณาในวันที่ 18 เม.ย.ว่าเมื่อดูรายละเอียดแล้ว ยังติดใจอยู่สองประเด็นคือการให้สมาชิกชำระค่าบำรุงปีละ 100 บาท ไม่น่าจะบัญญัติแบบบังคับไว้ เพราะคนมาร่วมกับพรรคด้วยอุดมการณ์ ด้วยใจที่จะทำตามนโยบาย เข้ามาก็ลงแรงลงสมอง ให้กำลังใจ ช่วยป่าวประกาศนโยบาย ตีค่าแล้วมากกว่าเงิน 100 บาท ต้องเข้าใจจิตใจชาวบ้านชนบทว่าเงิน 100 บาทเป็นภาระ ดังนั้นไม่เห็นด้วยที่จะบังคับ ควรให้เป็นไปตามกำลังมากกว่า โดยหากไม่มีเงินแล้วเป็นสมาชิกพรรคไม่ได้ จะไม่ผิดมาตรา 45 ของรัฐธรรม-นูญที่ระบุว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมตัวกันจัดตั้งพรรคการเมืองหรือ แน่นอนว่าเรื่องนี้กระทบพรรคการเมืองแน่นอน เช่น พรรคเพื่อไทยมีสมาชิกแสนกว่าคน หรือพรรคประชาธิปัตย์มี 2 ล้านคน จะให้ไปไล่เก็บเงินอย่างไร เพราะมีข้อที่ระบุว่าคนที่เคยเป็นสมาชิกอยู่แล้ว ต้องจ่ายภายในเวลาที่กำหนด ไม่เช่นนั้นจะหมดสมาชิกภาพ

ซัดฟันสมาชิกทำผิดเปิดช่องใส่ร้าย

นายสามารถกล่าวต่อว่า ส่วนอีกประเด็นคือกรณีที่ระบุว่า เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งต้องไม่ให้สมาชิกพรรคทำผิดกฎหมาย หรือระเบียบข้อบังคับของ กกต. เมื่อก่อนบังคับใช้เฉพาะผู้สมัคร ส.ส.และกรรมการบริหารพรรค วันนี้เล่นถึงสมาชิกพรรคเลย แล้วมีสมาชิกกันเป็นหมื่นเป็นแสนจะทำอย่างไร เพราะให้ผู้บริหารพรรครับผิดชอบด้วย ไม่น่าจะเป็นธรรม ประเทศอื่นที่ก้าวหน้าไม่ทำอย่างนี้ มันกว้างไป ควรจะตีวงแคบลงไปแค่ผู้สมัคร ส.ส.หรือตีกรอบให้ชัดเจนกว่านี้จะดีกว่า ทั้งนี้อาจเป็นเหตุให้กล่าวหาใส่ร้ายกัน เป็นสิ่งที่เราเป็นห่วงกันอยู่

ให้ ปชช.เป็นคนเลือกนโยบายพรรค

นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การร่างกฎหมายลูกบางประเด็นอยู่บนพื้นฐานความไม่มั่นใจการบริหารพรรคการเมืองที่ผ่านมา ทำให้วางกติกาไว้ละเอียดยิบ บางอย่างเจตนาดีให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมือง เช่น กำหนดให้ต้องมีสมาชิกเท่าไหร่ในเวลาเท่าใด แต่บางเรื่องอาจมีปัญหาในการปฏิบัติ เช่น การกำหนดนโยบายที่ใช้โฆษณาของพรรคการเมือง ตามมาตรา 51 ต้องระบุวงเงินที่จะใช้ มีแหล่งที่มาจากไหน ความคุ้มค่า และผลกระทบต่อการดำเนินนโยบาย โดยแจ้งให้ กกต.รับทราบ หากไม่ได้ดำเนินการตาม กกต.มีอำนาจสั่งให้ดำเนินการให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนด กกต.จะกลายเป็นผู้เห็นชอบนโยบายของพรรคการเมืองหรือไม่ และที่มาของแหล่งเงินถ้าบอก ว่ามาจากงบประมาณแผ่นดิน จะถือว่ากระทำตามข้อกำหนดดังกล่าวแล้วหรือไม่ เข้าใจว่า กรธ.กังวลเรื่องนโยบายประชานิยม แต่ กกต.มีหน้าที่หลักในการจัดการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม ไม่ควรมีบทบาทเป็นผู้เห็นชอบนโยบายพรรคการเมือง สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการคิดนโยบายตามที่ กรธ.กำหนดในกฎหมายลูกอยู่แล้ว เหตุใดไม่ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินนโยบายของพรรคการเมืองระหว่างการหาเสียง ให้เขาใช้ดุลพินิจตัวเองในการหย่อนบัตรเลือกตั้ง อุปมาเหมือนการแข่งขันฟุตบอล กกต.เปรียบเหมือนกรรมการ ดูว่าเล่นตามกติกาหรือไม่ จึงไม่ควรให้เข้าไปดูแผนการเล่นของแต่ละฝ่าย ไม่ใช่เรื่องของกรรมการ

ชทพ.สะกิดคำนึงถึงจิตวิญญาณ ปชต.

ด้านนายวัชระ กรรณิการ์ โฆษกพรรคชาติไทย-พัฒนา (ชทพ.) กล่าวว่า พรรคชาติไทยพัฒนายังไม่ได้หารือถึงกรณีดังกล่าว แต่ร่างกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับ มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศไทย ไม่ใช่เฉพาะ ทางการเมือง แต่ยังเป็นเดิมพันอนาคตของประเทศอีกด้วย จึงจะขอฝากข้อสังเกตไปยัง สนช. 2 ข้อ คือ 1.อยากให้พิจารณาโดยคำนึงถึงข้อเท็จจริงและ สภาพความเป็นจริงของการเมืองไทย 2.คำนึงถึงจิตวิญญาณของประชาธิปไตยตามหลักสากลว่าเป็นอย่างไร หาก สนช.คำนึงถึงข้อสังเกตดังกล่าวก็น่าจะเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้ ทั้งนี้ยังเชื่อมั่น สนช. แม้จะมาจากการแต่งตั้ง แต่มีทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิ เชื่อว่าจะพิจารณาด้วยความเป็นธรรมปราศจากอคติ

“สมชัย” ห่วงปมคุณสมบัติทำติดล็อก

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกลาง กล่าวถึงปัญหาคุณสมบัติของ กกต.ปัจจุบันหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญว่า การที่รัฐธรรมนูญกำหนดคุณสมบัติกรรมการองค์กรอิสระเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เป็นประเด็นสาธารณะไม่ได้มีผลเฉพาะ กกต. ยังกระทบองค์กรอิสระอื่นด้วย แต่ของ กกต.จะให้อยู่ต่อหรือไม่แล้วแต่ สนช. คิดว่าทุกคนพร้อมออก พร้อมเก็บของ แต่มีประเด็นที่น่ากังวลใจเรื่องบทเฉพาะกาลของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.กำหนดไว้ว่า เมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับให้คณะกรรมการสรรหาพิจารณาวินิจฉัยว่า กกต.ปัจจุบันว่าใครขาดคุณสมบัติ ให้พ้นจากตำแหน่งทันที เช่น วินิจฉัยวันนี้พ้นจากตำแหน่งในวันต่อไปเลย และคำสั่งถือเป็นที่สุด ตรงนี้จะทำให้ติดล็อกของระบบการเมืองไทยทั้งประเทศหรือไม่ เมื่อไปดูขั้นตอนการสรรหาคณะกรรมการสรรหาจะใช้เวลา 30 วัน ดำเนินการสรรหากรรมการมาทดแทน จากนั้นส่งไป สนช.พิจารณาอีก 30 วัน ถ้าเห็นชอบมีขั้นตอน เสนอชื่อโปรดเกล้าฯ รวมเบ็ดเสร็จแล้วใช้เวลาอย่างน้อย 75 วัน หรือ 2 เดือนครึ่ง เป็นช่วงระยะที่องค์กรอิสระนั้นจะไม่สามารถทำงานสำคัญอะไรได้เลย หาก สนช.ตีกลับรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาเสนอ จะทำให้เสียเวลาไปอีกระยะหนึ่ง ปัญหาเหล่านี้จะเป็นการติดล็อกทางการเมืองหรือไม่ สนช.ต้องคิดให้รอบคอบ อยากให้การแก้ไขดังกล่าวแก้ไขได้ในขั้นตอนของการเขียนกฎหมาย มากกว่าต้องมาแก้ไขด้วยการใช้มาตรา 44 หรือออกคำสั่งอื่นที่ทำ ให้ดูเหมือนการเขียนกฎหมายนั้นดำเนินการแบบไม่รอบคอบ

“อำนวย” บี้ รบ.อธิบายเปลี่ยนหมุด

อีกเรื่อง กรณีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ภายหลังมีการถอดเปลี่ยนหมุดคณะราษฎร สัญลักษณ์การอภิวัฒน์สยาม 2475 จนมีกลุ่มบุคคลไปแจ้งความไว้ที่ สน.ดุสิตนั้น นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หมุดดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นมาในประเทศไทย มาหลายสิบปี มีความยึดโยงกับประชาชนมาอย่างช้านาน จึงไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แต่พอมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว ประชาชนอยากรู้ถึงว่าทำไมต้องมีการเปลี่ยนแปลง และเป็นไปไม่ได้เลยว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะไม่รู้เห็น เพราะจุดที่ตั้งของหมุดดังกล่าวอยู่ใกล้กับหน่วยงานสำคัญทั้งกองทัพภาคที่ 1 กองบัญชาการตำรวจนครบาล วันนี้กลับยังไม่มีการชี้แจงอะไรออกมา จึงอยากให้หน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่ หรือรัฐบาลออกมาอธิบายให้ประชาชนรับทราบสิ่งที่เกิดขึ้น

“ศรีวราห์” ระบุเป็นเจ้าของจะตามให้

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. กล่าวถึงกรณีนายพริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ อายุ 30 ปี หลานชายหลวงเสรี เริงฤทธิ์ น.ส.ภัคจิรา กีรติวิบูลย์วงศ์ อายุ 19 ปี นิสิตปี 1 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย น.ส.สุทธิดา วัฒนสิงห์ อายุ 21 ปี นิสิตปี 3 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนายคุณภัทร คะชะนา อายุ 22 ปี นศ.ปี 4 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เข้าแจ้งความเพื่อขอลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานและให้ช่วยติดตามหมุดคณะราษฎร สัญลักษณ์เหตุการณ์อภิวัฒน์สยาม 2475 ที่อยู่บริเวณลานหน้าพระบรมรูปทรงม้าที่หายไปว่า ผู้ที่มาแจ้งความหมุดดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของตนเองหรือเป็นทรัพย์สินของบุคคลใด และเป็นผู้เสียหายหรือไม่ จึงเข้ามาแจ้งความ หากยืนยันว่าเป็นทรัพย์มรดกของตนเองจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจก็พร้อมดำเนินการให้ อีกทั้งบริเวณดังกล่าวเป็นสถานที่ของตนเองหรือไม่ จึงนำหมุดไปวางไว้ ขอฝากเตือนกลุ่มเคลื่อนไหวที่เรียกร้องเรื่องนี้ ให้เลี่ยงแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในบริเวณพื้นที่ลานพระราชวังดุสิต เพราะอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. และ พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ

“วัฒนา” สอนมวยเป็นโบราณวัตถุ

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า “หมุดที่หายเป็นสมบัติของชาติ” รู้สึกสังเวชในพฤติกรรมของรอง ผบ.ตร.คนหนึ่ง ที่ออกมาถามนิสิตนักศึกษาที่ไปแจ้งความที่ สน.ดุสิต ว่าเป็นผู้เสียหายหรือไม่ขอตอบคำถามแทนคนไทยเพื่อเป็นวิทยาทานว่า หมุดของคณะราษฎรเป็นสังหาริมทรัพย์ที่เป็นของโบราณที่ประดิษฐ์ขึ้น โดยลักษณะแห่งการประดิษฐ์หรือโดยหลักฐานเกี่ยวกับประวัติของสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นประโยชน์ในทางประวัติศาสตร์ คือเป็นสัญลักษณ์ของการอภิวัฒน์สยามเมื่อ 24 มิ.ย.2475 จึงถือเป็นโบราณวัตถุ ตามมาตรา 1 แห่ง พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑ– สถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 หมุดดังกล่าวจึงถือ
เป็นสมบัติของชาติ การที่หมุดหายไป ผู้ที่เก็บหรือเบียดบังเอาไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่น ถือเป็นความผิดตามมาตรา 31 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปีหรือปรับไม่เกินเจ็ดแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ที่คนไทยทุกคนย่อมเป็นผู้เสียหายที่จะแจ้งความดำเนินคดีได้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติควรจะขอบคุณนิสิตนักศึกษาที่ใส่ใจติดตามเอาสมบัติของชาติกลับคืนมา

เฉ่งรัฐบาลพวกเลี้ยงเสียข้าวสุก

นายวัฒนาระบุอีกว่า ส่วนรัฐบาลที่กินเงินเดือนจากภาษีอากรของประชาชนต่างหากที่สมควรถูกประณาม เพราะสมบัติของชาติฝังอยู่กับพื้นบริเวณเขตพระราชฐาน แวดล้อมด้วยสถานที่ราชการด้านความมั่นคงทั้งสิ้น แต่กลับไม่มีปัญญารักษาไว้ได้ พอสูญหายไปแทนที่จะแสดงความรับผิดชอบกลับบ่ายเบี่ยง แล้วจะเอาปัญญาอะไรมาปกป้องชาติ แบบนี้โบราณเรียกเลี้ยงไว้เสียข้าวสุก

นศ.เปิดเว็บเชิญชวนร่วมทวงคืน

ขณะที่ลานปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าจันทร์ พ.ต.ท.ปิติพันธ์ กฤดากร ณ อยุธยา สว.สส.สน.ชนะสงคราม พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน สน.ชนะสงคราม เจ้าหน้าที่ข่าวกรองทั้งทหาร ตำรวจ เข้าสังเกตการณ์นักศึกษากลุ่มพีพีดีดี ประกอบด้วย น.ส.กนกกร คำตา คณะรัฐศาสตร์ มธ. นายศศวัชร์ คมนียวนิช คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มธ. น.ส.อรัญญิกา จังหวะ นิสิตคณะ ประมง ม.เกษตรศาสตร์ ที่นัดรวมตัวแสดงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนหาหมุดคณะราษฎรที่หายไป โดยได้นำน้ำมาล้างหน้า อ้างว่าหมุดใหม่ที่ถูกนำมาติดแทน มีคำหนึ่งที่เขียนไว้ว่า ประชาชนสุขสันต์หน้าใส จึงมาล้างหน้ากันให้เห็นว่า ประชาชนหน้าใสจริงหรือไม่ จากนั้นเชิญชวนให้ประชาชน ร่วมกันลงชื่อผ่านเว็บไซต์ change.org ในหัวข้อ “เอาผิดผู้ทำลายและต้องคืนหมุดคณะราษฎร” ที่มีนายชำนาญ จันทร์เรือง ตั้งหัวข้อ เรียกร้องให้หน่วยงาน รัฐรับผิดชอบ จากนั้นกลุ่มนักศึกษาพีพีดีดี จึงเดินไปยังศาลาการอภิวัฒน์ 2475 ในลานประติมากรรมประวัติศาสตร์ มธ. ที่จำลองหมุดคณะราษฎรขนาดใหญ่ไว้ในศาลา แล้วนำน้ำมาล้างให้สะอาดก่อนประกาศว่าแม้หมุดคณะราษฎรได้หายไป แต่มีการจำลองไว้หลายแห่ง ผู้ที่นำไปไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้

จี้เปิดกล้องวงจรปิดพิสูจน์

จากนั้น นายศศวัชร์กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า ผู้ที่มาแจ้งความตามหาหมุดคณะราษฎร ไม่สามารถทำได้ เพราะไม่ได้เป็นเจ้าของว่า ตำรวจอาจไม่ได้เห็นถึงความสำคัญ แต่นักศึกษาและประชาชนจำนวนมากเห็นความสำคัญ ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ทั้งตำรวจและรัฐบาลต้องรับผิดชอบสืบหาข้อเท็จจริง ทางกลุ่มจะยังคงเดินหน้าทวงคืนหมุดคณะราษฎรต่อไป ด้าน น.ส.กนกกร กล่าวว่า การปฏิวัติ 2475 มีผลถึงชีวิตประจำวัน ทั้งการมีผู้แทนราษฎร มีการกระจายอำนาจ ระบบเศรษฐกิจ ดังนั้น หมุดจึงมีความสำคัญ ขอเรียกร้องให้เอาหมุดมาคืนโดยเร็ว หน่วยงานที่รับผิดชอบบริเวณนั้น จะต้องสืบสวนสอบสวน ไม่ใช่ปล่อยทิ้งไว้ จะขอติดตามจนกว่าจะมีผลการสืบสวนสอบสวน และขอให้เปิดกล้องวงจรปิดในบริเวณนั้น ปลายเดือน เม.ย.นี้ ทางกลุ่มเตรียมจะจัดกิจกรรมเสวนาเกี่ยวกับหมุดคณะราษฎร และการก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญด้วย

ร้องขอตั้งสภาปวงชนชาวไทย

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่บริเวณข้างวัดเบญจมบพิตร น.อ.(พิเศษ) คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ เลขาธิการพรรคอธิปไตยปวงชนชาวไทย นำชาวบ้านจากภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือกว่า 50 คน รวมตัวเพื่อเรียกร้องขอตั้งสภาปวงชนชาวไทยที่นำโดยประชาชน ทั้งนี้ น.อ.(พิเศษ) คัมภีร์ กล่าวว่า วันนี้นำประชาชนที่ต้องการมีสิทธิเสรีภาพมาชุมนุมเพื่อขอความเป็นธรรม เพราะตั้งแต่เป็นประชาชนในยุค 2475 ไม่เคยได้รับประชาธิปไตยที่แท้จริงเลย ตนเชื่อคำที่ว่า “ฟ้าสีทองผ่องอำไพประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนจะได้รับความเป็นธรรม โดยการตั้งสภาปวงชนชาวไทยโดยประชาชนจากทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม และอยากให้มีนโยบายจากข้างล่างสู่ข้างบน ไม่ใช่มีแต่นโยบายจากข้างบนลงสู่ข้างล่าง

ตร.ล็อกแกนนำไปปรับทัศนคติ

จากนั้น พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รอง ผบช.น. พ.ต.อ.มนตรี เทศขัน ผกก.สน.ดุสิต เดินทางมาควบคุมการชุมนุมพร้อมนำกำลังกองร้อย อคฝ.1 กองร้อย เจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่เทศกิจมาดูแลความเรียบร้อย ก่อนเริ่มประชาสัมพันธ์ผ่านเครื่องขยายเสียงให้เลิกการชุมนุม เนื่องจากผิดกฎหมายห้ามมีการชุมนุมเกิน 5 คนขึ้นไป โดยเจ้าหน้าที่ให้เวลา 5 นาที ถ้าไม่เลิกการชุมนุมจะดำเนินการจับกุม ซึ่งภายหลังประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงครบ 3 ครั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าควบคุมตัว น.อ.(พิเศษ) คัมภีร์ ขึ้นรถตู้เพื่อไปปรับทัศนคติที่ มทบ.11 ก่อนส่งตัวมาดำเนินคดีที่ สน.ดุสิต จากนั้นได้นำรถตู้มารับกลุ่มผู้ชุมนุมที่ต้องการกลับภูมิลำเนาพร้อมรื้อเวทีในทันที

สอบปากคำ-สั่งปรับเจ้าของเวที

ต่อมาเวลา 13.00 น. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. เดินทางมาที่ สน.ดุสิต เพื่อสอบปากคำนายสุนทร บัวกลิ่น อายุ 65 ปี ชาว จ.นนทบุรี เจ้าของเวที ซึ่งอ้างว่าได้รับจ้างจากนายปัญญา คนลำ หรือเปี๊ยก บ้านโป่ง อายุ 71 ปี ให้มาตั้งเวทีในงานวัด 10 วัน โดยได้รับเงินมัดจำมาแล้ว 20,000 บาท และเมื่อมาถึงเวลา 07.00 น. จึงสั่งให้ตั้งเวทีโดยไม่ได้สงสัยอะไร แต่เมื่อตนกางป้ายผ้าออกมาก็รู้สึกตกใจว่า ไม่ใช่งานวัดตามที่ตกลงกัน ทั้งนี้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ได้สั่งดำเนินคดีกับนายสุนทรฐานความผิดตั้งวางสิ่งของ (เต็นท์และเก้าอี้) กีดขวางการจราจรโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มีโทษปรับจำนวน 10,000 บาท และฐานความผิดชุมนุมโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 เปรียบเทียบปรับจำนวน 10,000 บาท

โหร คมช.ชี้ไม่เกิน ต.ค.ปรับ ครม.แน่

ส่วนกรณีที่มีผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนผ่านโพลบางสำนักระบุสถานการณ์ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ค่อนข้างน่าเป็นห่วงนั้น วันเดียวกัน นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ โหรชื่อดัง เจ้าของฉายา “โหร คมช.” กล่าวถึงกรณีผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน ระบุสถานการณ์รัฐบาลช่วงนี้ น่าเป็นห่วงกับการแก้ไขปัญหาประชาชนว่า ดูแล้วไม่นำไปสู่ความรุนแรง รัฐบาลทุกยุคมีปัญหาเหมือนกันหมด เป็นเรื่องธรรมดาของการปกครองคนมากๆ ย่อมมีปัญหา แต่ในที่สุดจะคลี่คลาย ผ่านวิกฤติไปได้ ตรงนี้ไม่ได้พูดเพื่อเอาใจใคร เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้เคยระบุรัฐบาลจะต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้งหนึ่ง

นายวารินทร์กล่าวว่า มีแน่นอนไม่เกินเดือน ต.ค.นี้ คนที่ทำงานไม่เข้าเป้าต้องปรับออก นำผู้ที่เหมาะสมมาทำหน้าที่ต่อ วันนี้ทุกคนทำงานเต็มที่ แต่จะบรรลุเป้าหมายหรือไม่ ดูที่ผลงาน การกระทำ ในห้วงเวลาต่อไป ตอนนี้ควรให้เวลารัฐบาลทำตามโรดแม็ป เมื่อสำเร็จแล้วไม่นานประชาธิปไตยบ้านเราจะเต็มใบ มีการเลือกตั้งแน่

“นิพิฏฐ์” ตอกย้ำ ปชช.บ่น ศก.ดิ่ง

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีผลสำรวจโพลพบว่าคะแนนนิยมของรัฐบาลลดลงว่า ผลโพลสะท้อนความเป็นจริงบางส่วน เพราะเท่าที่ตนอยู่กับพี่น้องประชาชน เขารู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่ดีจริง ส่วนใหญ่ ล้วนคิดว่าถ้ามีการเลือกตั้งแล้วเศรษฐกิจจะดีกว่าที่เป็นอยู่ เพราะนักการเมืองจะเข้าใจความทุกข์ยากของประชาชนได้มากกว่าทหาร ดังนั้น เมื่อนักการเมืองรู้ถึงปัญหาเหล่านี้ดีกว่าแล้วก็ไม่ควรทำโครงการประชานิยมต่างๆ ที่เป็นต้นเหตุนำมาซึ่งการทุจริต คอร์รัปชัน ไม่เช่นนั้นจะย้อนกลับเข้าสู่วงจรอุบาทว์เช่นนี้ เพราะต้องยอมรับความจริงว่าเวลานี้ประชาชนส่วนใหญ่ในต่างจังหวัดและชนบทล้วนไม่มีกำลังจ่ายหรือ ขาดสภาพคล่องมาก ต่างพูดตรงกันว่าเศรษฐกิจไม่ดีคำเดียว เมื่อถามว่า สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สปท. ที่เรียกร้องให้นายกฯกล้าปรับ ครม.เศรษฐกิจ นายนิพิฏฐ์กล่าวว่า ไม่กล้าให้ความเห็นเช่นที่ พล.ร.อ.พะจุณณ์ แต่บอกได้เพียงว่าเศรษฐกิจไม่ดีจริง และไม่กล้าจะเรียกร้องให้ปรับ ครม.เศรษฐกิจ เพราะไม่ทราบว่าสาเหตุที่เศรษฐกิจไม่ดีนี้ เกิดขึ้นจากความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ หรือเป็นเพราะฝีมือของทีม ครม.เศรษฐกิจ เพราะอาจมีฝีมือจริง แต่นักลงทุนไม่เชื่อมั่น ไม่เชื่อถือก็เป็นได้ จึงอยู่ที่ผู้มีอำนาจจะตัดสินใจแก้ไขปัญหานี้อย่างไร

เด็ก ปชป.แนะรีบปะผุฟื้นศรัทธา

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เวลาอีกปีครึ่งนับจากนี้ เป็นขาลงของรัฐบาล จะอาศัยข้าราชการตอบสนองเต็มร้อยยาก ในภาวะเกียร์ว่าง รัฐบาลจะถูกโจมตีพุ่งเป้าไปที่เรื่องปากท้องประชาชน ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ไม่ปรับกลยุทธ์ มีหวังกอดคอกันกลับกรมกอง ดังนั้นนายกฯควรปรับนโยบายกับปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปรับนโยบายเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ประชาชน โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง และใช้มาตรา 44 ขับเคลื่อนนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ ทลายกำแพงและอุปสรรคต่างๆเปิดกว้างนโยบาย ตรวจสอบแผนงานค้างทุกกระทรวง ระดมการลงทุนจากเอกชนภายในประเทศ เพื่อกระตุ้นการหมุนเวียนทางการเงิน เพราะตัวชี้วัดไม่ใช่แค่ตัวเลขของกระทรวงการคลัง แต่วัดที่ความฝืดเคือง การทำมาหากินลำบาก ไร้สภาพคล่อง เงินในกระเป๋าไม่มี มีแต่อาชญากรรมเพิ่มขึ้น จะเป็นชนวนให้สังคมไทยเบื่อรัฐบาลทหาร เมื่อมีการเลือกตั้ง คนจึงคาดหวังจากการโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มการเมือง ที่สร้างความหวังด้วยการตลาดแนวเดียวกับทัวร์โชกุน เลิกหวังกับโครงการประชารัฐได้แล้ว เพราะไม่เป็นตามที่คาดหวัง และไม่ควรรอคอยเมกะโปรเจกต์

ชงเลื่อนพิเศษ 2 ขั้นกำลังพล คสช.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 18 เม.ย. สำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เสนอให้ ครม.พิจารณาเรื่อง ขอรับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนกรณีพิเศษ 2 ขั้น เพิ่มเติมอีกร้อยละ 3 (นอกเหนือโควตาปกติ) จากงบกลางเพิ่มเติมให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติงานใน คสช.ที่อยู่ในเกณฑ์สามารถนำมาพิจารณาบำเหน็จประจำปีได้จำนวน 721 คน ทั้งนี้ ให้มีผลในปีงบประมาณ ปี 60 โดยให้ใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีของส่วนราชการต้นสังกัดในโอกาสแรกก่อน และหากไม่สามารถดำเนินการได้ ขอให้เบิกจ่ายจากงบกลาง รายการเลื่อนเงินเดือนและปรับวุฒิข้าราชการเป็นตามลำดับต่อไป ในลักษณะเดียวกับการเบิกจ่ายงบประมาณให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติด เพื่อสร้างขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้วยความทุ่มเทและเสียสละ ซึ่งข้าราชการกลุ่มนี้เป็นการขอตัวช่วยราชการจากส่วนราชการต้นสังกัด ทำให้มีโอกาสได้รับการพิจารณาบำเหน็จ (2 ขั้น) จากหน่วยต้นสังกัดเดิมน้อยลง