วันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นั่งนิ่งวิ่ง 90 รถตู้บ่นระงมหวั่นหลับใน ผู้โดยสารอุ่นใจแต่ถึงช้า

ต้องยอมรับว่า อุบัติเหตุที่เกิดจากรถโดยสารสาธารณะ โดยเฉพาะกับรถตู้เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง และแต่ละครั้งได้เกิดการสูญเสียมากมาย อย่างเมื่อช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุครั้งนั้นถึง 25 ศพ สร้างความเศร้าสลดไปทั่วทั้งประเทศ

ในวันนี้ ‘บิ๊กตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงลั่นระฆังใช้อำนาจ ม.44 ฉบับที่ 14/2560 เรื่องมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก ออกมาแก้ไขปัญหาอย่างเด็ดขาดจริงจังเสียที

ทั้งนี้ สำหรับรถตู้โดยสารนั้น จะต้องติดตั้ง GPS ทุกคัน หากไม่ติดจะไม่อนุญาตให้วิ่ง พร้อมกับกำหนดความเร็วในการขับรถต้องไม่เกิน 90 กม./ชม. รวมถึงเวลาทำงานของพนักงานขับรถ จากเดิมที่กำหนดให้ทำงาน 8 ชม. เปลี่ยนเป็นกำหนดตามระยะเส้นทาง โดยรถ 1 คันจะวิ่งได้ไม่เกิน 600 กม. และทุก 200 กม. จะต้องหยุดพัก 30 นาที

นอกจากนี้ ยังสั่งให้รถตู้ทุกคันต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง และผู้โดยสารทุกคนต้องคาดเข็มขัดด้วย หากไม่คาดจะมีความผิด ถูกปรับ 5,000 บาท รวมถึงรถตู้ทุกคันต้องปรับปรุงเบาะที่นั่งผู้โดยสารให้เหลือ 13 ที่นั่ง จากปัจจุบันที่ยัดกันเข้าไปอย่างต่ำ 15 ที่นั่ง บางคันเพิ่มเก้าอี้เสริมทะลุไปถึง 18 ที่นั่งจนอัดเป็นปลากระป๋องอยู่ในนั้น

สำหรับในช่วงสงกรานต์นี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ไม่พลาดที่จะไปสอดส่องการบังคับใช้กฎหมายของลุงตู่ในครั้งนี้ด้วย

สัมผัสบริการรถโดยสารสาธารณะ หลัง ม.44 ลุงตู่บังคับใช้เคร่ง!

ในวันที่ 11 เม.ย. 60 ณ สถานีขนส่งเอกมัย ซึ่งเป็นแหล่งขึ้นรถโดยสารสาธารณะสายภาคตะวันออก ในช่วงสงกรานต์นี้คับคั่งไปด้วยประชาชนที่ต้องการเดินทางออกต่างจังหวัด ผู้สื่อข่าวเดินไปซื้อตั๋วโดยมีจุดหมายอยู่ที่ ท่าเรือบ้านเพ จ.ระยอง ค่าโดยสารคนละ 200 บาทเท่าเดิม ไม่บวกเพิ่มช่วงเทศกาล โดยในช่วงหกโมงเช้านี้ ถือว่าคนยังไม่มาก จึงนั่งรอรถออกประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น

เมื่อขึ้นไปบนรถตู้ก็พบว่า มีการถอดเบาะหลังออก 2 ที่นั่ง มีถังดับเพลิงขนาดเล็กแขวนอยู่ มีป้ายเตือนให้คาดเข็มขัดอย่างชัดเจน ซึ่งก่อนรถจะออกจากสถานีขนส่งเอกมัย คนขับได้แจ้งผู้โดยสารให้คาดเข็มขัด และทุกคนบนรถต่างพร้อมใจทำตาม เพราะไม่อยากโดนปรับ 5,000 บาท

เมื่อได้เวลา 07.30 น. รถเคลื่อนตัวออกจากจุดจอดจนถึงทางออก คนขับได้ลงจากรถไปรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบก มีการตรวจสมุดประจำรถ พร้อมทั้งตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ด้วย ขณะที่ เจ้าหน้าที่อีกนายหนึ่งได้เปิดประตูรถตรวจสอบความเรียบร้อย พร้อมแจ้งต่อผู้โดยสารให้คาดเข็มขัดนิรภัยด้วย ส่วนเจ้าหน้าที่อีกนายได้ตรวจสอบสภาพรถด้านนอก ทั้งยางรถ การเชื่อมต่อสัญญาณ GPS และเช็กป้าย พ.ร.บ. โดยใช้เวลาประมาณ 10 นาที เมื่อตรวจเช็กเรียบร้อยจึงอนุญาตให้ออกเดินทางได้

และด้วยความที่ผู้โดยสารไม่เต็มคันรถ คนขับจึงขับไปรับผู้โดยสารต่อที่ท่ารถย่านสี่แยกบางนาจนเต็ม 13 ที่นั่ง ก่อนออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ท่าเรือบ้านเพ จ.ระยอง เมื่อขับไปได้ครึ่งทาง คนขับแวะเติมแก๊สแถวชลบุรี และให้ผู้โดยสารแวะเข้าห้องน้ำ ประมาณ 15 นาที ก่อนออกเดินทางต่อ

ตลอดระยะทางที่รถวิ่ง คนขับใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 90 กม./ชม. ต้องขับชิดซ้ายตลอดไม่สามารถแซงรถคันข้างหน้าได้ เพราะความเร็วไม่เพียงพอ และที่ผู้โดยสารหลายคนบนรถถึงกับถอนหายใจ เมื่อเห็นรถทัวร์คันใหญ่วิ่งแซงรถตู้อย่างหน้าตาเฉย จนคนขับถึงกับเอ่ยปากบ่นเรื่องมาตรการของรัฐบาลตลอดทางตั้งแต่ชลบุรีถึงระยอง

ผู้สื่อข่าวไปถึงที่หมายเกือบเที่ยง รวมระยะเวลาประมาณ 4 ชม.นิดๆ !!! เขียนไม่ผิดหรอก เดินทางจาก กทม. ไประยอง 4 ชม.นิดๆ จากปกติไม่เกิน 3 ชม. !!! บอกได้คำเดียวว่า “ช้ามากกกกกกกกกกกกกก แต่อุ่นใจว่าปลอดภัยชัวร์!” ประสบการณ์ในอดีตสุดหวาดเสียว ขับเร็วยิ่งกว่า The Fast รถจะคว่ำ ยางจะแตก ได้หมดไปทันที เมื่อเจอมาตรการ ม.44 ของลุงตู่ในวันนี้

ผู้สื่อข่าววาร์ปมาเจอรถตู้อีกครั้งในวันที่ 14 เม.ย. 60 เวลา 13.40 น. ณ ท่าเรือบ้านเพ ผู้สื่อข่าวเดินหาคิวรถตู้จนทั่วบริเวณเพื่อเดินทางกลับ กทม. พบว่า จะต้องรอรถเที่ยว 16.00 น. เนื่องจากรถเต็ม!!! แม้ว่ารถตู้จะออกทุก ชม.ก็ตาม ด้วยระยะเวลารอนานแสนนานจึงตัดสินใจใช้บริการรถทัวร์แทน และถือเป็นโชคดีที่รถทัวร์เที่ยว 15.00 น. เหลืออยู่ 3 ที่นั่ง ไม่เช่นนั้นคงต้องรอเที่ยว 16.00 น. ผู้สื่อข่าวไม่รอช้าซื้อตั๋วในทันที ค่าโดยสารคนละ 151 บาท พร้อมน้ำเปล่า 1 ขวด รถทัวร์ออกจากท่าเรือบ้านเพ 15.00 น. ถึงสถานีขนส่งเอกมัย 18.45 น. ใช้เวลาเดินทาง 3 ชม. 45 นาที เท่านั้น! โดยใช้ความเร็วเฉลี่ย 80-100 กม./ชม. รวมแวะเติมน้ำมัน เข้าห้องน้ำ 15 นาที

ผู้โดยสาร อุ่นใจ กฎหมายเข้ม รถตู้ขับช้า

ทางด้าน เพื่อนร่วมใช้บริการรถตู้โดยสาร นายอัครวินญ์ เขียนบัณฑิตย์ อายุ 25 ปี ผู้ใช้บริการรถตู้สาธารณะ ได้เล่าประสบการณ์ให้ผู้สื่อข่าวฟังด้วยว่า ตนเดินทางไปกลับกรุงเทพฯ-แม่กลอง เป็นประจำทุกสัปดาห์ ซึ่งแม่กลองจะเป็นสถานที่ที่ มีแต่รถตู้ไปกลับกรุงเทพฯ หากจะไปกรุงเทพฯ ต้องนั่งรถตู้เพียงอย่างเดียว ลักษณะเหมือนกับไม่มีทางเลือกสำหรับคนแม่กลอง

และช่วงที่กฎหมายเรื่องคาดเข็มขัดออกมาใหม่ๆ ช่วงปี 2556-2557 เข็มขัดนิรภัยจะอยู่ในลักษณะเก็บไว้ใต้ที่นั่ง หรือไม่ก็พันกับเบาะเอาไว้ ขณะที่ตอนนี้หลังจากออกมาตรการเข้มข้นขึ้น คนขับก็ได้แจ้งให้ผู้โดยสารคาดเข็มขัด หากภาครัฐไม่ได้มาตรวจเข้มก็คงไม่มีใครสนใจเรื่องคาดเข็มขัด ขณะที่รถตู้บางคันเข็มขัดนิรภัยใช้งานไม่ได้ด้วย

“ผมคาดเป็นประจำ ติดนิสัยมาตั้งแต่นั่งรถยนต์แล้ว เพราะเวลาที่รถเบรกมันจะช่วยป้องกันได้ และเคยสังเกตตอนที่กฎหมายยังไม่เข้มงวด ผู้โดยสารส่วนใหญ่ไม่มีใครคาดเข็มขัดเลย แต่ตอนนี้ถ้าบังคับถึงคาดกัน คิดว่าถ้าไม่มีด่านตรวจคนก็คงไม่คาดกัน คนที่ใส่ใจถึงความปลอดภัย เมื่อขึ้นรถก็คาดเข็มขัดทันทียังเป็นส่วนน้อย” นายอัครวินญ์ ถ่ายทอดประสบการณ์การขึ้นรถตู้

ส่วนเรื่องที่นั่งนั้น เท่าที่ตนสังเกตเห็นช่วงสัปดาห์ก่อนที่เดินทางไปหัวหิน รถตู้เริ่มปรับปรุงยกเบาะหลังออกให้เหลือ 13 ที่นั่ง ตามกฎหมายแล้ว ยิ่งตอนที่เจ้าหน้าที่มาคนขับก็เข้มงวดขึ้น เพราะหากไม่ทำตาม เจ้าหน้าที่จะไม่อนุญาตให้ออกวิ่งเลย

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า คนขับมีมาบ่นให้ผู้โดยสารฟังบ้างหรือไม่ นายอัครวินญ์ แจงว่า มีบ่นบ้าง แต่ไม่ได้บ่นเรื่องเบาะ หรือเรื่องคาดเข็มขัด โดยจะบ่นเรื่องความเร็วที่ห้ามขับเกิน 90 กม./ชม. เนื่องจากบ้างครั้งเหยียบคันเร่งเพลิน สัญญาณ GPS ก็ดังเตือนขึ้นมาตลอด จึงทำให้รถไม่สามารถวิ่งเร็วได้ ผู้โดยสารบางคนก็บ่นเช่นกันว่าทำไมขับช้า แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าจะปลอดภัยกว่า หากใช้ความเร็วตามที่กฎหมายกำหนด

ขณะเดียวกัน ทั้งขาไปและขากลับจาก จ.ระยอง ผู้สื่อข่าวได้เสวนากับโชเฟอร์ 2 คน โดยเมื่อพูดถึงมาตรการอันเข้มข้นนี้ ทั้งคู่ส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มแห้งๆ ก่อนตอบคำถาม

วิ่งช้า ปลอดภัย หวั่นโชเฟอร์ง่วง

พนักงานขับรถตู้โดยสาร สายเอกมัย-แม่กลอง กล่าวว่า สำหรับวันธรรมดา ตนจะวิ่งรถไม่เกิน 4 ขาต่อวัน แต่ช่วงเทศกาลต้องวิ่ง 5 ขาต่อวัน เพราะมีผู้โดยสารเยอะ อีกทั้ง เมื่อรัฐบาลออกกฎหมายจำกัดความเร็วไม่เกิน 90 กม./ชม. ก็ทำให้วิ่งได้ช้าลง ปลอดภัย แต่คนขับจะหลับ เพราะปกติเหยียบประมาณ 110 กม./ชม.

ทั้งนี้ ตนมีเวลาพักรถเต็มที่ประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วก็รับผู้โดยสารวิ่งต่อทันที ยิ่งถ้าเป็นช่วงเช้าที่มีผู้โดยสารเยอะ มาถึงคิวก็ต้องออกรถวิ่งต่อเลย

และหลังจากมีมาตรการออกมา เจ้าหน้าที่ก็เข้มงวดมากขึ้น โดยก่อนออกจากสถานีขนส่งนั้น ทางเจ้าหน้าที่ของกรมการขนส่งทางบก จะตรวจสภาพรถ ตรวจการคาดเข็มขัดของผู้โดยสาร และตรวจคนขับ ทั้งการวัดปริมาณแอลกอฮอลล์ และตรวจปัสสาวะ หากพบว่าสภาพคนหรือสภาพรถไม่พร้อมใช้งาน เจ้าหน้าที่ก็จะไม่อนุญาตให้วิ่งรถ โดยเปลี่ยนให้คันอื่นวิ่งแทน ส่วนคนขับจะต้องไปปรับปรุงรถจนกว่าจะพร้อม ซึ่งก็จะต้องผ่านด่านตรวจของเจ้าหน้าที่อีกครั้งว่า พร้อมให้บริการได้หรือไม่

นอกจากนี้ พนักงานขับรถตู้โดยสาร ยังเล่าอีกว่า มีผู้โดยสารบ่นให้ฟังด้วยว่า ทำไมตนถึงขับรถช้า ซึ่งตนก็ได้แจ้งผู้โดยสารไปว่า ขับเร็วไม่ได้ เพราะกฎหมายให้วิ่งไม่เกิน 90 กม./ชม. และรถตู้ก็ติด GPS แล้วด้วย ถ้าใช้ความเร็วเกินเครื่องก็จะมีเสียงดังเตือน

วอนรัฐบาลผ่อนปรน ใช้ความเร็วไม่เกิน 110 กม./ชม. เฉพาะวิ่งทางไกล

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวพูดคุยกับโชเฟอร์รถตู้ที่นั่งคอยผู้โดยสารอยู่ที่ท่ารถ โดย พนักงานขับรถตู้โดยสาร สายเอกมัย-ตราด เล่าว่า ปกติจะวิ่งวันละ 2 ขา คือ ขาไปและขากลับ ก่อนหน้าที่จะมีการกำหนดความเร็วใช้เวลาประมาณ 4 ชม.กว่า แต่หลังจากที่มีการกำหนดความเร็วไม่เกิน 90 กม./ชม. ใช้เวลาประมาณ 5 ชม. นานๆ ครั้งถึงจะมีวิ่งถึง 3 ขา ซึ่งทางบริษัทจะให้เพิ่มรายได้ให้จาก 500 บาท เป็น 1,000 บาทต่อวัน แต่ไม่ได้ส่วนแบ่งจากค่าตั๋ว

ส่วนมาตรการคาดเข็มขัดนั้น ตนได้บอกให้ผู้โดยสารคาดเข็มขัดทุกครั้ง ซึ่งหลายคนก็เชื่อฟัง และต้องคาดให้พอดี ไม่หลวมเกินไปด้วย เพราะช่วงนี้มีมาตรการเข้มงวดมาก จะมีเจ้าหน้าที่ตรวจก่อนออกจากขนส่งเอกมัย หากพบว่าไม่คาดเข็มขัด ผู้โดยสารจะโดนปรับ 5,000 บาทด้วย

พนักงานขับรถตู้โดยสาร สายเอกมัย-ตราด ยังขอวอนไปยังรัฐบาลด้วยว่า ควรจะกำหนดความเร็วไม่ให้เกิน 110 กม./ชม. เพราะว่าเกียร์ 1 วิ่งประมาณ 20 กม./ชม. เกียร์ 2 วิ่งประมาณ 30-40 กม./ชม. เกียร์ 3 วิ่งประมาณ 60-70 กม./ชม. เกียร์ 4 วิ่งประมาณ 70-90 กม./ชม. ส่วน เกียร์ 5 วิ่งประมาณ 100-110 กม./ชม. ซึ่งจะได้รอบเครื่องพอดี แต่หากวิ่งตามความเร็วที่กฎหมายกำหนดจะไม่ได้รอบวิ่ง พอวิ่งไปจนถึงเกียร์ 5 รถก็จะแรงเกินไปจน GPS ดัง พอดังนานๆ ก็ต้องลดความเร็วลงมาให้เหลือเกียร์ 4 ซึ่งจะส่งผลให้เฟืองท้ายหอน เพราะวิ่งไม่ได้รอบของเครื่อง

อีกทั้ง ความเร็วคงที่ 80-90 กม./ชม. นั้น มองว่าคนขับยิ่งไม่ระมัดระวัง เพราะความช้าทำให้ขับอย่างเพลิดเพลิน หรือบางครั้งจะวิ่งแซงรถสิบล้อก็แซงไม่พ้น เพราะ GPS ส่งสัญญาณเตือนก็ต้องผ่อนความเร็วลง จนเกือบจะทำให้รถที่ตามมาข้างหลังชนท้ายได้

นอกจากนี้ จะทำให้คนขับมีเวลาพักน้อยลง อย่างเมื่อก่อนที่ตนขับ 100-110 กม./ชม. ใช้เวลาประมาณ 4- 4.30 ชั่วโมง ก็ยังได้มีเวลานั่งพักบ้าง ก่อนที่จะวิ่งกลับมา กทม. แต่ตอนนี้ต้องใช้เวลาถึง 5 ชม. เมื่อไปถึงบางครั้งก็ต้องออกรถเลย แทบจะไม่ได้พัก

มาตรการจำกัดความเร็วคิดเห็นอย่างไร? ผู้สื่อข่าวซักถามแหล่งข่าวที่ยืนอยู่ข้างรถตู้คู่ใจ ก่อนที่เขาจะหัวเราะแห้งๆ ก่อนตอบว่า “มันก็ช้าหน่อยครับ กฎหมายออกมาแบบนี้ เราก็ต้องทำตาม และผมขับรถตู้มาเกือบ 10 ปีแล้ว สิ่งที่รัฐบาลกำหนดก็กระทบกับความเป็นอยู่นิดหน่อย มันระแวงเวลาขับๆ ไปต้องมองไมล์อยู่ตลอดกลัวความเร็วเกินกำหนด หรืออย่างบางทีขับๆ ไปเสียงเตือนความเร็วก็ดัง ปรี๊ดดดด เพราะหากใช้ความเร็วเกินผมก็จะโดนปรับเงิน ก็ต้องระมัดระวังตรงนี้ครับ”

ขนส่ง คุมเข้ม ติด GPS คนขับ-สภาพรถ ไม่พร้อมไม่ให้ออก

ด้าน นายสมภพ วีระชนประเสริฐ เจ้าพนักงานขนส่งชำนาญงาน กรมการขนส่งทางบก ผู้ตรวจสภาพรถและคนขับก่อนออกเดินทางที่สถานีขนส่งเอกมัย กล่าวว่า ทางขนส่งได้เริ่มตรวจมาตั้งแต่วันที่ 5 เม.ย.แล้ว โดยจำนวนรถโดยสารที่เอกมัยมีประมาณ 400 กว่าคัน ค่อยๆ ทะยอยตรวจกันมาเกือบหมดแล้ว ส่วนใหญ่จะเช็กเรื่องของการเชื่อมต่อสัญญาณของระบบ GPS ว่ามีการเชื่อมต่อหรือไม่ ถ้าไม่เชื่อมต่อจะไม่อนุญาตให้รถวิ่ง และให้เปลี่ยนคันอื่นแทน เนื่องจาก GPS จะเป็นสิ่งที่บอกว่า รถออกกี่โมง วิ่งเส้นทางไหน ใช้ความเร็วเท่าไร

ส่วนสภาพรถ ต้องเช็กยางรถว่าสึกหรอหรือไม่ โดยร่องดอกยางจะต้องมีความลึกไม่น้อยกว่า 1.6 มิลลิเมตร ยางไม่มีรอยฉีกขาด บวม นูน เช็กกระจก ระบบไฟ ตัวถังรถ ประตูรถ ที่นั่ง เข็มขัดนิรภัย รวมทั้งดูอุปกรณ์ต่างๆ บนรถ เช่น ถังดับเพลิงประจำรถ ค้อนทุบกระจก

นอกจากนี้ จะต้องตรวจความพร้อมของคนขับด้วย ไม่ว่าจะเป็น ใบขับขี่ สมุดประจำรถ ตรวจวัดระดับแอลกฮอล์ ความอ่อนเพลียของคนขับด้วย หากพบว่าไม่มีความพร้อม อาจจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการเดินทาง เจ้าหน้าที่จะห้ามวิ่งรถทันที โดยต้องให้กลับไปแก้ไขจนกว่าจะพร้อมให้บริการ

ขณะที่ นายบำรุง ศิริสวัสดิ์ นายช่างชำนาญงาน กรมการขนส่งทางบก เผยว่า ตั้งแต่ตรวจมาพบรถที่ไม่พร้อมหลายคัน ทั้งเรื่อง GPS ไม่เชื่อมต่อ และพบคนขับมีปริมาณแอลกอฮอล์ 2 ราย ซึ่งหากเป็นผู้ขับรถโดยสารสาธารณะ ตามกฎหมายแล้วห้ามมีปริมาณแอลกอฮอล์แม้แต่นิดเดียว ทางเจ้าหน้าที่จึงห้ามรถวิ่งทันที และเปลี่ยนคันอื่นให้บริการประชาชนแทน และนอกจากจะห้ามวิ่งรถแล้ว ยังได้ส่งดำเนินคดีตามกฎหมายกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย ส่วนจะเสียค่าปรับเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับว่าศาลจะสั่งปรับเท่าไร

ส่วนผู้ที่ไม่รัดเข็มขัดนิรภัยนั้น ตามกฎหมายของกรมการขนส่งทางบก ผู้ประกอบการจะต้องถูกปรับ 50,000 บาท คนขับและผู้โดยสารถูกปรับ 5,000 บาท เว้นแต่คนขับแจ้งแล้วแต่ผู้โดยสารไม่ปฏิบัติตาม หรือระหว่างทางผู้โดยสารปลดออก คนขับก็จะไม่ถูกปรับ และจะปรับเฉพาะผู้โดยสารแทน

สรุปแล้วจะฟันธงได้หรือยังว่า ม.44 ของลุงตู่ประสบความสำเร็จ เพราะสงกรานต์ปีนี้ไม่มีข่าวคราวอุบัติเหตุรถตู้โดยสารหนักจนถึงขั้นเสียชีวิตหลายศพเลย หรือจะเป็นเพราะเจ้าหน้าที่เข้มงวดก็ไม่รู้ ต้องรอดูหลังเทศกาลว่าจะเข้มงวดได้อีกนานแค่ไหน แต่ถ้าเป็นแบบนี้ตลอดไป ผู้โดยสารก็คงโล่งใจที่ได้เดินทางอย่างปลอดภัยเสียที.

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน