วันพุธที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดใจ "พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" บนเก้าอี้ ผอ.สำนักพุทธฯคนที่ 8 "สอบผ่าน" ยกแรก

พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์

นับเป็นเวลากว่า 1 เดือนแล้ว

ที่ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ เข้ามารับตำแหน่ง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คนที่ 8 ตาม คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

แน่นอนว่าการโยก พ.ต.ท.พงศ์พร ข้ามห้วยมาจาก กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ มานั่งเก้าอี้ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ แทน นายพนม ศรศิลป์ ที่ถูกย้ายไปเป็น ผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แบบฟ้าผ่าในครั้งนี้ ย่อมต้องถูกจับตามองเป็นพิเศษ

โดยเฉพาะปัญหาที่เป็นประเด็นร้อนเข้าขั้นวิกฤติ กรณีการเข้ามาช่วยสางปมวัดพระธรรมกาย ซึ่งสถานการณ์ในขณะนั้น เรียกได้ว่า ส่อเค้าที่จะบานปลาย และเกิดความรุนแรงอย่างยิ่ง

ทั้งยังรวมไปถึงการที่ พ.ต.ท.พงศ์พรเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักคดีภาษีอากร ดีเอสไอ ไม่เคยทำงานกับคณะสงฆ์ ยิ่งทำให้ทั้งคณะสงฆ์ และองค์กรชาวพุทธ ต่างตั้งคำถามว่า พ.ต.ท.พงศ์พรถูกย้ายมาเพื่อเข้ามาจัดการทรัพย์สินของวัดและของพระ ซึ่งถือว่าเป็นทรัพย์สินของพระพุทธศาสนาหรือไม่

ท่ามกลางสภาวะกดดันจากทุกด้าน พ.ต.ท.พงศ์พร เปิดใจให้สัมภาษณ์ “ทีมข่าวศาสนา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ถึงการเข้ามาดำรงตำแหน่ง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คนที่ 8 ว่า ไม่รู้สึกกดดัน รัฐบาลส่งมาดำรงตำแหน่งนี้เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โครงการต่างๆของสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ อะไรที่ดีอยู่แล้ว ก็ให้ทำต่อไป แต่ในเรื่องการบริหารงานบุคคลนั้น จะต้องเน้นระบบคุณธรรม ไม่เล่นพวก ไม่ให้มีการซื้อขายตำแหน่ง การแต่งตั้งโยกย้าย จะยึดหลักอาวุโส และความเหมาะสม

ในส่วนของการทำงานสนองงานคณะสงฆ์นั้น พ.ต.ท.พงศ์พร บอกว่า นโยบายหลักของตนคือการรักษา คุ้มครอง พระพุทธศาสนา ซึ่งสิ่งที่ตั้งใจจะเร่งดำเนินการ คือ จะทำอย่างไรให้เงินงบประมาณไปสู่วัดที่ขาดแคลนจริงๆ เพราะยอมรับว่ายังมีวัดที่มีความขาดแคลนอยู่อีกจำนวนมาก ซึ่งหากวัดได้รับงบประมาณในการช่วยเหลือดูแลอย่างทั่วถึง จะสามารถช่วยแก้ปัญหาได้

“ปัญหาที่พระพุทธศาสนา และคณะสงฆ์ ถูกโจมตีอยู่ในขณะนี้ เพราะเกิดจากการปฏิบัติของพระบางรูปที่ทำให้เกิดความเสื่อม สิ่งสำคัญ ผมมองว่า ต้องยึดการปฏิบัติที่ระบุไว้ในพระไตรปิฎก ต้องสามารถตอบคำถามสังคมได้ว่า อะไรคือสิ่งที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ซึ่งผมมีแนวคิดที่จะให้ตั้งกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อคอยพิจารณาในเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นกับคณะสงฆ์ ว่าเรื่องใดผิด หรือถูกต้องตามพระธรรมวินัย ซึ่งจะต้องหารือยังมหาเถรสมาคม (มส.) เพื่อออกเป็นมติ มส. ในการดำเนินการเรื่องนี้ อีกปัญหาที่ต้องรีบ

แก้ไข คือการตรวจสอบผู้ที่จะเข้ามาบวช เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่มีคดีติดตัว หรือผู้ที่ติดยาเสพติดเข้ามาบวช ซึ่งเบื้องต้นได้มีการหารือกับทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) แล้ว” พ.ต.ท.พงศ์พร เปิดเผยถึงแนวคิดในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในคณะสงฆ์

ส่วนกรณีวัดพระธรรมกายนั้น พ.ต.ท.พงศ์พร ยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้ย้ายตนมาเพราะเรื่องนี้เท่านั้น และการดำเนินการกับวัดพระธรรมกายในขณะนี้ อยู่ที่การพิจารณาของเจ้าคณะผู้ปกครองแล้ว สำนักงานพระพุทธศาสนาฯได้ดำเนินการตามกรอบอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายหมดแล้ว

อย่างไรก็ตามการถูกโยกย้ายชนิดฟ้าผ่า ทั้งยังมาด้วยคำสั่ง คสช. ของ พ.ต.ท.พงศ์พรในครั้งนี้ ย่อมถูกมองจากคณะสงฆ์ และองค์กรชาวพุทธเป็นพิเศษ โดย พระสุธีวีรบัณฑิต (โชว์ ทัสสนีโย) รองประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า การโยกผู้ที่ทำงานอยู่ดีเอสไอ ทั้งยังเคยดูเรื่องภาษี และไม่เคยคลุกคลีงานกับคณะสงฆ์มาก่อน มาเป็น ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาฯนั้น อยากตั้งคำถามว่า มาเพื่อดำเนินการสนับสนุนการแก้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ในการเข้ามาดูแลทรัพย์สินของคณะสงฆ์ตามคำสั่งของรัฐบาลหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นจริง เท่ากับว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ทำลายพระพุทธศาสนาอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน และต่อไปนี้คณะสงฆ์คงเงียบไม่ได้แล้ว คณะสงฆ์ และชาวพุทธ กำลังจับตาการเข้ามาทำงานของ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ คนนี้ ว่ามีนโยบายอย่างไร มาสนองพระพุทธศาสนาอย่างไร หากมาเพื่อเอาเงินของพระพุทธศาสนา คิดหรือว่าจะอยู่ได้

“ทีมข่าวศาสนา” มองว่า 1 เดือนที่ผ่านมาบนเก้าอี้ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนา การทำงานของ พ.ต.ท.พงศ์พรยังเป็นแค่การเริ่มต้น

แต่หากจะดูที่ผลงานในการดำเนินงานกรณีวัดพระธรรมกายจนสถานการณ์ต่างๆเริ่มคลี่คลาย หลายคนให้คะแนน พ.ต.ท.พงศ์พร “สอบผ่าน” ในยกแรก

ส่วนในยกต่อไป คือ การทำงานสนองงานคณะสงฆ์ และพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการพิสูจน์สิ่งที่ พ.ต.ท.พงศ์พรประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนว่า เข้ามารับตำแหน่งนี้ เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนานั้น

มองดูเหมือนง่าย แต่ในทางปฏิบัติบอกได้เลยว่า เป็นด่านที่หินไม่น้อยกว่ายกแรกแน่นอน.

ทีมข่าวศาสนา