วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วิถีเกษตรฮิปสเตอร์

อาชีพเกษตรในอดีตถูกมองว่าเป็นอาชีพที่ต้องอาศัยความทรหดอดทน มีแต่ความลำบาก เหนื่อยยากเลือดตาแทบกระเด็น ถึงขั้นเปรียบเปรยเป็นอาชีพที่ “หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน” ยิ่งทำยิ่งเป็นหนี้เป็นสิน ยิ่งยากจน

แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นอาชีพในฝันของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายของเมือง มีชีวิตแบบสโลไลฟ์ หลายคนยอมทิ้งวิถี “มนุษย์เงินเดือน” เบนเข็มทิศชีวิตมุ่งหน้ากลับบ้านเกิด หันไปทำอาชีพดั้งเดิมของบรรพบุรุษ

การทำเกษตรเป็นอาชีพอิสระที่ไม่ต้องเผชิญกับความเคร่งเครียดในการทำงานที่ถูกกำหนดเป้าหมายจากเจ้าของบริษัทให้ต้องทำได้ตามเกณฑ์ ตามเครื่องมือชี้วัดนานาชนิด และไม่ต้องอยู่ในกรอบกฎระเบียบของบริษัทตลอดเวลา ไม่ต้องผจญกับปัญหารถติด ไม่ต้องเร่งรีบเดินทางเพื่อตอกบัตรเข้างานให้ทันเวลา เลิกงานกลับบ้านก็อยู่ในอาการอ่อนล้าทั้งร่างกาย สมอง และจิตใจ

นอกจากนี้การทำเกษตรยังดีต่อสุขภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ได้ดูแลคนใกล้ชิดในครอบครัว ไม่ต้องทิ้งพ่อแม่ หรือลูกให้อยู่ตามลำพัง รวมทั้งสามารถมีรายได้ที่จะเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างสบายอีกด้วย หากรู้จักวิธีการบริหารจัดการที่ทันสมัย ไม่ใช่เกษตรแบบดั้งเดิม

อย่างไรก็ตาม ยังมีคนอีกจำนวนมากที่มีฝันอยากทำเกษตร แต่ยังไม่กล้าก้าวออกจากพื้นที่ความปลอดภัยไปผจญความเสี่ยง

“ทีมเศรษฐกิจ” จึงขอนำเรื่องราวของ 3 เกษตรกรฮิปสเตอร์ที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของตัวเองจากมนุษย์เงินเดือนหันไปทำอาชีพเกษตร โดยใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีมาช่วยในการทำงาน ทั้งเรื่องของการทำตลาดออนไลน์ การใช้เครื่องมือและวิธีคิดแบบใหม่ จนก้าวไปสู่ความสำเร็จในที่สุดมานำเสนอดังนี้

อนุรักษ์ พลอยผิวเมฆ
เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวน้ำหอม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี อายุ 34 ปี โทร.08–0484–1315

“อนุรักษ์” หรือที่เพื่อนๆเรียกว่า “แว่น” อดีตหนุ่มพนักงานออฟฟิศจากเมืองกรุง ผู้ผันตัวเองมาทำสวนมะพร้าวน้ำหอม เล่าให้ฟังว่า เดิมทีครอบครัวมีอาชีพทำนา จึงได้สัมผัสคลุกคลีกับการเกษตรมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งยอมรับว่าเป็นอาชีพที่เหนื่อย ใช้แรงกายเป็นหลัก เพราะอุปกรณ์ทางการเกษตรยังไม่ทันสมัยเหมือนตอนนี้ จึงเกิดความคิดว่าจะหาหนทางอย่างไรถึงจะไม่ต้องทำนาเหมือนพ่อแม่

“ตอนเด็กๆเคยบ่นว่าทำอย่างไรถึงจะไม่ต้องทำนาทำไร่ พ่อแม่บอกว่าไม่อยากลำบากก็เรียนให้สูง จะได้นั่งห้องแอร์เย็นๆเป็นเจ้าคนนายคน จากนั้นผมก็มุ่งมั่นจนโตขึ้นได้เป็นพนักงานบริษัทสมใจ”

ในที่สุดก็ได้ค้นพบว่าความฝันนั้นไม่ได้งดงามเสมอไป ชีวิต “มนุษย์เงินเดือน” ในห้องแอร์ ไม่ได้เลิศหรูอย่างที่คิด อยู่กับความเคร่งเครียดหาความสุขไม่ได้ เงินเดือนทั้งเดือนไม่พอใช้ และสัจธรรมอย่างหนึ่งก็คือ “มนุษย์เงินเดือน” กับ “มนุษย์เงินผ่อน” เป็นเพื่อนสนิทที่มาพร้อมกันเสมอ ชีวิตติดกับดักการนำรายได้ในอนาคตมาใช้ล่วงหน้าผ่านบัตรเครดิตวันหนึ่งจึงมานั่งคิดทบทวนและตัดสินใจหันหน้าสู่วิถีเกษตรกรรม

“อนุรักษ์” เลือกที่จะมอง “ตลาด” ก่อนอันดับแรก โดยให้เหตุผลที่เลือกปลูกมะพร้าวน้ำหอม เพราะมองเห็นว่า ตลาดมีความต้องการสูง ไปได้แน่นอน และที่สำคัญก็คือ พื้นที่ปลูกคือ อ.ดำเนินสะดวก มีความเหมาะสมเพราะอยู่ในเขตน้ำกร่อย ทำให้รสชาติมะพร้าวหอมหวาน

จากนั้นจึงเริ่มหาความรู้ เริ่มค้นคว้าและทดลองทำ ลองผิดลองถูกด้วยตัวเองและขอคำชี้แนะจากปราชญ์เกษตรกรในพื้นที่ควบคู่กันไป

“ระยะ 4-5 ปีมานี้ โรงงานผลิตเครื่องดื่มจากมะพร้าวน้ำหอมเกิดขึ้นเยอะมาก ในเขต อ.ดำเนินสะดวกและละแวกใกล้เคียงเพราะตลาดขยายกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญมะพร้าวน้ำหอม ได้ชื่อว่าเป็นไม้ผลที่ปลอดสารพิษชนิดหนึ่ง เนื่องจากเกษตรกรใช้สารเคมีน้อยมาก จึงเป็นเครื่องดื่มที่เข้ากับเทรนด์รักสุขภาพที่กำลังมาแรง และยังเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย”

หลังจากลงมือปลูกมะพร้าวน้ำหอมไปแล้ว ในช่วงที่รอผลผลิตประมาณ 4 ปี ได้ปลูกพืชผักอายุสั้น เช่น มะเขือ กะเพรา แซมในสวนมะพร้าวพร้อมทั้งเลี้ยงปลาในร่องสวน เพื่อไว้รับประทานเอง ที่เหลือก็ขายได้ด้วย

ทุกวันนี้สวนมะพร้าวน้ำหอมให้ผลผลิตเต็มที่แล้ว ตัดขายได้ทุก 20 วัน ครั้งละกว่า 20 ตัน มีคนมารับซื้อถึงในสวน คนซื้อจะมีคนงานมาตัดมะพร้าวเองด้วย จึงมีเวลาส่วนตัวมากขึ้น มีเวลาไปเที่ยวกับครอบครัวและทำอาชีพเสริมอย่างอื่นได้อีก

ส่วนแผนในอนาคตนั้น “อนุรักษ์” เตรียมที่จะสร้างแบรนด์มะพร้าวน้ำหอมบรรจุขวด ของตัวเองขึ้นมา เพราะได้ราคามากกว่าการขายแบบมะพร้าวผลสด และมองตลาดจีนเป็นเป้าหมาย

กานต์รวี บัวบุญ
“บ้านสวนภูระวี” อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม อายุ 32 ปี www.facebook.com/baansuanphurawee

“จุดเปลี่ยนที่ทำให้หนูลาออกจากอาชีพพยาบาล ที่ทำมา 8 ปี ได้รับเงินเดือนเดือนละ 30,000 บาท ก็คือ คุณแม่ป่วยเป็นมะเร็ง เราดูแลคนได้เป็นร้อยเป็นพัน แต่เราดูแลแม่ตัวเองไม่ได้ แม่จะไปหาหมอต้องจ้างคนอื่นพาไปเพราะเราติดเวร” “กานต์รวี” หรือน้องอ้น เล่าถึงที่มาที่ไปของจุดเริ่มต้นในอาชีพเกษตร

อย่างไรก็ตามก่อนที่เธอจะลาออกมานั้น ได้วิเคราะห์ถึงอาชีพที่จะทำไว้ล่วงหน้า โจทย์ใหญ่คือได้อยู่บ้านเพื่อดูแลแม่ โดยเห็นว่าอาชีพเกษตรทำที่บ้านได้ แต่ปัญหาคือน้ำมีน้อย คนในพื้นที่ส่วนใหญ่ทำนากันปีละครั้งเพราะต้องรอหน้าฝนอย่างเดียว

คำตอบสุดท้ายจึงอยู่ที่การเลี้ยงสัตว์ เธอเลือกที่จะเลี้ยงไก่ไข่ โดยไม่เป็นลูกฟาร์มของบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย ที่จะต้องซื้อทั้งพันธุ์ไก่และอาหารของบริษัทเท่านั้น สุดท้ายเป็นได้แค่คนรับจ้างเลี้ยง ไม่เหลืออะไร

“น้องอ้น” ตัดสินใจไปซื้อลูกเจี๊ยบไก่ไข่ของกรมปศุสัตว์มาทดลองเลี้ยง 30 ตัว ควบคู่ไปกับไก่พื้นเมือง โดยใช้สูตรอาหารที่มีส่วนประกอบเป็นวัตถุดิบธรรมชาติที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น ข้าวเปลือก ข้าวโพด เมล็ดทานตะวัน ที่ปลูกไว้เองเพื่อเป็นพืชอาหารสัตว์ ลองผิดลองถูกสั่งสมประสบการณ์จากการสังเกต

“พอไก่ไข่ที่เลี้ยงไว้อายุครบ 16 สัปดาห์ซึ่งควรจะออกไข่ได้แล้ว ก็ยังไม่ออกไข่สักที มานั่งวิเคราะห์ว่าโปรตีนน่าจะน้อยเกินไป จึงไปซื้ออาหารสำเร็จรูปมาให้ไก่กิน ด้วยความที่เราเลี้ยงมาด้วยอาหารธรรมชาติ ไก่ก็ทำหน้างง ไม่กินอาหารสำเร็จรูป จากปกติจะกรูกันเข้ามากิน เปลี่ยนเป็นคุ้ยเขี่ยกระจาย ทดลองอยู่ 2 สัปดาห์จึงหันกลับไปใช้อาหารธรรมชาติตามเดิมปรากฏว่าออกไข่มาจนได้”

อย่างไรก็ตาม ไข่ไก่ของเธอสีซีดไม่เหมือนไข่ฟาร์มที่สีเข้มและฟองเล็กเพราะเป็นไก่สาว พอเธอนำไปขายที่ตลาดในหมู่บ้าน ชาวบ้านก็ไม่ซื้อ โชคดีที่ตลอดเวลาที่เธอเริ่มทำเกษตรได้โพสต์เฟซบุ๊ก เล่าเรื่องราวของเธอให้โลกโซเชียลรับรู้มาตลอด เธอจึงโพสต์ขายไข่ในเฟซบุ๊ก ซึ่งมีเสียงตอบรับที่ดีมาก

เริ่มจากเพื่อนที่โรงพยาบาลสั่งซื้อทั้งหมอ พยาบาล เภสัชกร เพราะเห็นว่ามีความปลอดภัย เนื่องจากเลี้ยงตามธรรมชาติ ไม่ใช้ฮอร์โมน หรือสารเร่ง จนตลาดกระจายไปวงกว้างมากขึ้น ส่งขายให้ทั้งที่ จ.นครราชสีมา และกรุงเทพฯ ผลิตขายไม่ทัน มีบริษัทติดต่อมาจะให้ผลิตไข่ขายให้สัปดาห์ละ 300 แผง แต่ไม่รับ เพราะเห็นว่าถ้าผลิตเกินกำลังมากไป จะควบคุมคุณภาพไม่ได้ เป็นการเอาเปรียบลูกค้า และทุกวันนี้ “น้องอ้น” ยังปลูกผักนานาชนิด และเลี้ยงหมูดำภูพานอีกด้วย ทั้งกินเองและขาย

“รายได้ทุกวันนี้บางเดือนถึงหลักแสน มากกว่าอาชีพพยาบาล 3 เท่า แต่ทำงานแค่ 4 ชั่วโมง เช้า 2 ชั่วโมง เย็น 2 ชั่วโมง และเห็นแล้วว่า ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่อาชีพเกษตรนี่เอง เป็นนายของตัวเอง ไม่ถูกบังคับ ไม่ต้องรอคำสั่งจากใคร แค่รับผิดชอบการกระทำของตัวเอง”

ส่วนอาการของคุณแม่หลังจากผ่าตัดเอาเนื้อร้ายออก ผลตรวจล่าสุดไม่พบเชื้อมะเร็งแล้ว เธอบอกว่าตัดสินใจถูกแล้วที่ลาออกมาดูแลแม่ แม้ช่วงแรกจะถูกกดดันจากคนในชุมชนและญาติ มองว่าเป็นคนบ้า เรียนมาสูง ทำงานดี แล้วลาออกมาทำเกษตร ทำให้พ่อแม่ลำบากเหนื่อยตามไปด้วย ถึงขั้นไม่พูด ไม่มองหน้ากัน

ผ่านไป 2 ปีทุกคนยอมรับ และได้ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมด้วยการไปเป็นวิทยากรแนะนำชาวบ้าน รวมถึงได้สร้างเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่และไก่บ้าน โดยกำลังจะสร้างแบรนด์ไก่บ้านของชุมชนในชื่อ “ตักศิลา” ขึ้นมา

“ไม่มีอาชีพใดมั่นคงเท่าอาชีพเกษตรแล้ว ถ้าคิดเป็นก็ไม่จน สามารถวางแผนได้เลยว่า เดือนนี้จะเอารายได้เท่าไหร่ ถ้าทำของมีคุณภาพปลอดภัย ตลาดจะวิ่งมาหาเราเอง” น้องอ้นให้ข้อคิดทิ้งท้าย

บดินทร์วิทย์ เอี่ยมอิสรา
“ไร่สันติสุข” อ.วังจันทร์ จ.ระยอง อายุ 40 ปี โทร.08-4712-8686

จากคนที่ไม่เคยสนใจงานด้านเกษตรเลย แต่หลังจากมีอาการ “กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน” ต้องผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ ทำให้ “บดินทร์วิทย์” หรือ “แบล็ค” หันกลับมาใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น แต่ไม่อยากจะไปออกกำลังกายในฟิตเนส เลยคิดว่าน่าจะหาอะไรที่ได้ออกกำลังกายและมีรายได้ไปด้วย

โชคดีที่ครอบครัวมีที่ดินอยู่ “แบล็ค” จึงลองออกมาทำเกษตร แต่เป็นเพราะไม่มีความรู้ด้านนี้เลย ในช่วงแรกจึงเป็น “การทดลอง” โดยเริ่มจากทดลองปลูกพืชระยะสั้น เช่น ผักสลัด เมล่อน เพราะใช้เวลาไม่นานก็เห็นผล และยังได้ศึกษาระบบต่างๆ ในการทำเกษตรสมัยใหม่ เช่น ระบบน้ำ การเตรียมดิน การให้ปุ๋ย

“ผมชอบหาความรู้ใหม่ๆ นำเทคโนโลยีเกษตรมาใช้ ทดลองทำอะไรแปลกๆที่เกษตรกรในพื้นที่ไม่ทำกัน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะออกมาดีหรือไม่ดี แต่ก็อยากจะลองดู เพราะฉะนั้นเวลาคนอื่นถามว่าทำอะไร ก็จะตอบง่ายๆว่าทำ “เกษตรอินดี้”

ล่าสุดได้พยายามมองหาพืชที่น่าสนใจและเหมาะกับพื้นที่ จนพบกับ ดร.ทวีศักดิ์ ภู่หลำ ผู้พัฒนาสายพันธุ์ข้าวโพดหวานสีแดง หรือราชินีทับทิมสยาม จึงเข้าไปศึกษาดูงานอย่างจริงจัง และลงมือปลูกไปเรียบร้อยแล้ว

นอกจากการปลูกข้าวโพดหวานสีแดงแล้ว ที่ไร่สันติสุข ยังมีสวนไผ่ “พันธุ์กิมซุง” หรือไผ่ตงลืมแล้ง อีก 10 ไร่ ซึ่งเป็นสวนไผ่ที่ปลูกมาหลายปีแล้ว แต่ไม่มีคนดูแล จึงเข้ามาปรับปรุงและบริหารจัดการใหม่

อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงสวนไผ่ต้องใช้เงินทุนจำนวนหนึ่ง เพราะต้องวางระบบน้ำใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ได้ผลผลิตตลอดทั้งปี แต่เงินทุนที่มีอยู่ไม่มากพอที่จะทำให้เต็มทั้ง 10 ไร่ภายในเวลาสั้นๆ จึงไปโพสต์ในเฟซบุ๊ก ประกาศหาผู้ร่วมทุน เพราะเพื่อนหลายคนก็สนใจอยากทำเกษตร ปรากฏว่ามีคนเข้ามาร่วมทุนครบตามจำนวนที่ต้องการภายในไม่กี่วัน

“พอประกาศระดมทุนผ่านเฟซบุ๊กไปแล้ว ก็มีคนบอกว่า วิธีการที่เราระดมทุนจากเพื่อนๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย เหมือนกับการระดมทุนรูปแบบใหม่ ที่ธุรกิจ รุ่นใหม่ในต่างประเทศกำลังนิยมกัน ซึ่งเรียกว่า equity crowd funding”

“แบล็ค” บอกว่าข้อดีของการระดมทุนให้เพื่อนๆมาเป็นเจ้าของนั้น จะได้ตลาดเร็วขึ้นเพราะเพื่อนที่เข้าร่วมลงทุนด้วยก็จะบอกเพื่อนต่อๆกันไปอีกทีช่วยหาตลาดให้เราไปในตัว เป็นการสร้างเน็ตเวิร์ก หรือเครือข่ายที่ดีนั่นเอง

ในอนาคต “ไร่สันติสุข” มีแผนที่จะเปิดให้เป็นซุปเปอร์มาร์เกตสำหรับพ่อค้าแม่ค้า โดยจะมีผักสวนครัวหลากหลายชนิด เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้าเข้ามาช็อปปิ้งได้เหมือนไปตลาดค้าส่ง และพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรต่อไป

“บางคนบอกอยากออกมาทำเกษตรตอนเกษียณ ลองคิดดูใหม่นะครับ เพราะทำตั้งแต่ตอนยังแข็งแรงหรือไม่แก่มาก เรี่ยวแรงยังดี ยังเหนื่อยพอสมควรเลย ที่สำคัญคือการสร้างตลาดต้องสะสมไปเรื่อยๆ หากทำตอนเกษียณ กว่าจะปั้นตลาดขึ้นมาได้คงต้องใช้เวลานาน” แบล็คให้ข้อคิดไว้สำหรับคนที่ยังลังเล.


ทีมเศรษฐกิจ