บริการข่าวไทยรัฐ

อย่าให้การเมืองแทรก

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เป็นกลไกสำคัญในการปกป้องสิทธิ และเสรีภาพของประชาชน ข่าวการวิวาทะกันระหว่างกรรมการ กสม. ไม่ใช่แค่การให้ สัมภาษณ์ตอบโต้กันทางสื่อมวลชน แต่ถึงกับออกแถลงการณ์ส่วนตัว กล่าวพาดพิงถึงการรับใช้ต่างชาติ และการบ่อนทำลายชาติ ย่อมก่อความกังวลในหมู่ประชาชน

มีเสียงวิจารณ์จากภายนอกว่า ความขัดแย้งใน กสม. อาจเกิดจากความเห็นต่างในเรื่องสิทธิมนุษยชน หรือเพราะมีความยึดโยงกับการเมือง หรืออาจถูก “ล้วงลูก” หรือถูกแทรกแซงจากการเมือง ถึงขั้นเสียงข้างน้อยไม่ฟังเสียงข้างมาก กรรมการ กสม.บางคนเปิดเผยว่า การลงมติหลายครั้งเป็นเอกฉันท์ บางคดีเป็นมติเสียงข้างมาก แต่ถูกดองเรื่องเดินหน้าไม่ได้

ความขัดแย้งใน กสม.ก้าวมาถึงขั้นที่ว่า กรรมการคนหนึ่ง ซึ่งเป็นนายแพทย์และรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ลาออก จากตำแหน่ง โดยอ้างเหตุผลว่า ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อไป ในขณะที่ประธาน กสม. ได้ชี้แจงผ่านทางสื่อสังคม เตือนว่า กสม.ต้องทำหน้าที่เพื่อสิทธิมนุษยชนที่ถูกต้องแท้จริง ถ้าประพฤติรับใช้ต่างชาติ และบ่อนทำลายชาติตน จะก่อความชิงชังและอยู่ไม่ได้

กสม.ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ตามรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ได้รับยกย่องเป็นฉบับปฏิรูปการเมือง หรือฉบับประชาชน มีอำนาจหน้าที่หลักคือการตรวจสอบ และรายงานการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเสนอมาตรการแก้ไขที่เหมาะสมต่อหน่วยงานที่ละเมิด หากไม่ดำเนินการให้ฟ้องต่อรัฐสภา และเสนอแนะนโยบายส่งเสริมสิทธิมนุษยชน

รัฐธรรมนูญ 2550 ได้เพิ่มบทบาทและหน้าที่ กสม. ให้เข้มข้นยิ่งขึ้น เช่น มีอำนาจร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีที่เห็นว่ามีกฎหมายกระทบสิทธิมนุษยชนหรือขัดต่อรัฐธรรมนูญ รวมทั้งฟ้องศาลปกครอง และฟ้องศาลยุติธรรมแทนผู้เสียหาย เมื่อได้รับคำร้องขอส่วนรัฐธรรมนูญใหม่ 2560 ได้ลดความเข้มข้นลง บทบาทของ กสม.ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับตัวกรรมการ

หวังว่า กสม.จะไม่ทะเลาะกัน จนถึงขั้นนำไปสู่การแทรกแซงทางการเมืองจนทำให้ กสม.ซึ่งเป็นองค์กรอิสระขาดความเป็นอิสระ ไม่สามารถปกป้องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ตามเจตนารมณ์ของคณะผู้ปฏิรูปการเมืองตามรัฐธรรมนูญ 2540 หาก กสม.ขาดความเป็นอิสระจะทำให้ขาดพลังการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ เสาหลักประชาธิปไตย

เกี่ยวกับความขัดแย้งใน กสม.มีความเห็นจากกรรมการผู้ช่วยรองนายก-รัฐมนตรีท่านหนึ่งว่า กสม.เป็นองค์กรที่มีประโยชน์ แต่ต้องทำหน้าที่เพื่อสิทธิมนุษย-ชนที่ถูกต้องแท้จริง ถ้าประพฤติตนรับใช้ต่างชาติ บ่อนทำลายชาติของตนก็จะเสียธงเสียธรรม ในที่สุดก็อยู่ไม่ได้ และเสนอให้หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจมาตรา 44 แต่งตั้งผู้ที่รักชาติให้ดำรงตำแหน่งแทน.