วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เจตนารมณ์ประชาชน

ขณะนี้ถนนการเมืองทุกสายมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้ง จะช้าหรือเร็วเป็นอีกเรื่องหนึ่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากจะเร่งให้ คสช.ปลดล็อกโดยเร็ว เพื่อให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมการเมืองได้ทันกาลแล้ว ยังได้แสดงความคิดเห็นที่น่าสนใจใน 2 ประเด็น ได้แก่การเร่งออกกฎหมายลูก และเตือน ส.ว.แต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่

การจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ จะต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 240 วัน หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 อดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องใช้กรอบเวลาเต็มเพดาน คือ 240 วัน แต่หากจัดทำกฎหมายได้เร็วขึ้น และสามารถจัดการเลือกตั้งได้เร็วขึ้น คาดว่าจะเลือกตั้งได้ในเดือนสิงหาคม 2561

การจัดทำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ รวมทั้งกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. กฎหมายการได้มาซึ่ง ส.ว. กฎหมายคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ พ.ร.บ.พรรคการเมือง ที่จำเป็นสำหรับการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่า “ต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 240 วัน” ไม่ได้บังคับว่าต้องเสร็จ “ในวันที่ 240” คือวันสุดท้าย จึงอาจทำให้เสร็จก่อนกำหนดก็ได้

กฎหมายทั้ง 10 ฉบับ ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่นวัตกรรมใหม่ทางการเมืองที่ซับซ้อน แต่ล้วนเคยมีมาแล้วอย่างน้อย 20 ปี ตามรัฐธรรมนูญ 2540 ส.ว.ใน 5 ปีแรกของการใช้รัฐธรรมนูญก็มาจากการแต่งตั้ง ส่วนที่อาจจะพิสดารบ้าง มีแค่การ เลือกตั้ง ส.ส. ที่ใช้ระบบจัดสรรปันส่วนผสม บัตรเดียวเลือกได้ทั้ง ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จึงอาจเร่งเวลาได้

ส่วนเรื่อง ส.ว. นายอภิสิทธิ์เตือนว่า แม้จะมีอำนาจร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี แต่อย่าฝืนเจตนารมณ์ของประชาชน ต้องตระหนักว่าตนเป็นผู้แทนปวงชน ไม่ใช่ตัวแทนของคนที่แต่งตั้งหรือสรรหามา ต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชน ถ้าทำตัวเป็นพรรคจะเกิดความขัดแย้ง ต้องไม่ลืมว่าแม้จะเลือกนายกรัฐมนตรีได้ แต่ถ้า ส.ส.ไม่ยอมรับก็จะอยู่ไม่ได้

ความปรารถนาที่อยากให้ ส.ว. 250 คน ที่มาจากการแต่งตั้งและสรรหาของ คสช. มีความเป็นผู้แทนปวงชน และคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชน โดยเฉพาะในการเลือกนายกรัฐมนตรี อาจจะเป็นการมองโลกสวยเกินไป ประวัติศาสตร์การเมืองไทยเคยมี ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารค้ำจุนรัฐบาลคณะรัฐประหารมาแล้วหลายครั้ง

รัฐสภาตามรัฐธรรมนูญใหม่ มี ส.ส. 500 คน และ ส.ว. 250 คน รวมเป็น 750 คน ทั้งสองสภาเป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรีที่จะต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งคือ 376 เสียงขึ้นไป เชื่อว่าในการเลือกตั้ง ส.ส.น่าจะไม่มี พรรคใดได้เสียงถึง 376 คน ที่จะเลือกนายกฯได้เอง ส.ว. 250 เสียง อาจกลายเป็น “พรรค” ใหญ่ที่สุดในสภา แม้จะไม่ได้ตั้งพรรคเป็นทางการ.