วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทวงหมุดคณะราษฎร เรียกร้องรัฐบาลแจง มีชัยยุบกกต.จังหวัด

กรธ.ชงร่างกฎหมายลูกว่าด้วย กกต.18 เม.ย. ยืนกรานโละ กกต.จังหวัด ใช้ระบบผู้ตรวจการเลือก ตั้งจังหวัดละ 5-8 คน “มีชัย” แจงเหตุผลโดนครหานินทาเยอะ สับแนวคิด กกต.ให้มี กกต.จังหวัดพ่วงผู้ตรวจฯเลอะเทอะเปลืองงบ ข้องใจยื้อ กกต.จังหวัดไว้ทำไม โยน สนช.ตัดสินใจรีเซ็ตองค์กรอิสระ เผยหลักการสรรหา กกต.ห้ามเวียนเทียน ติดดาบให้มีอำนาจสอบบัญชีพรรคการเมืองช่วงเลือกตั้ง สนช.ยอมรับเสียงแตก 2 ขั้ว ปมผู้ตรวจฯ พท.จี้แม่น้ำ 5 สาย อย่าเตะถ่วงยื้อเลือกตั้ง ชี้ยิ่งช้าประเทศยิ่งซึมยาว “ศรีสุวรรณ” เล็งร้องแหลกทวงหมุดคณะราษฎร ยื่นหนังสือนายกฯ กระทรวงวัฒนธรรม กรมศิลป์ กทม. วุฒิสภา ด้าน ปชป.จี้ผู้มีอำนาจชี้แจงข้อเท็จจริง นปช.หวั่นสังคมปริร้าว

หลังรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ประกาศใช้กระบวนการที่สำคัญถัดไปคือการออกกฎหมายลูกที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะจัดทำออกมา 10 ฉบับ ในจำนวนนี้มี 4 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง โดยฝ่ายการเมืองเร่งรัดให้เร่งคลอดกฎหมาย 4 ฉบับดังกล่าวเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง โดยวันที่ 18 เม.ย.นี้ กรธ.จะเสนอร่างกฎหมายลูกให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาก่อนจำนวน 2 ฉบับ

กรธ.โละ กกต.จว.ใช้ผู้ตรวจฯ 5–8 คน

เมื่อวันที่ 15 เม.ย. นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ กรธ.จะส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาพร้อมกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง วันที่ 18 เม.ย. ว่า รายละเอียดของร่างกฎหมายลูก กรธ.ได้นำขึ้นเว็บไซต์แล้ว เป็นเนื้อหาล่าสุดที่เราจะส่งให้กับ สนช. สำหรับร่างกฎหมายลูก กกต.ไม่ได้ปรับไปจากเดิม เพียงแต่เกลาถ้อยคำ หลักการใหญ่คือไม่อยากให้มี กกต.จังหวัด เพราะมีปัญหาและข้อติฉินนินทาเยอะ แต่ทาง กกต.ยังอยากให้มี กกต.จังหวัดและให้มีผู้ตรวจการเลือกตั้งด้วย ตรงนี้จะยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ ยิ่งเปลืองงบประมาณและไม่คุ้มค่า กรธ.ยังยืนในหลักของผู้ตรวจการเลือกตั้ง เฉพาะช่วงที่มีเลือกตั้ง เพราะหากเอาไปอยู่ประจำพอตกเย็นก็เจอหน้าคนในพื้นที่ แล้วจะไปจับใครได้ ตนไม่เข้าใจว่าจะอยากมี กกต.จังหวัดไปทำไม โครงสร้างของผู้ตรวจการเลือกตั้งจะมี 5-8 คน จังหวัดไหนใหญ่ก็มีมาก และอาจจะมีส่วนกลางเป็นม้าเร็วไปเสริมได้ การจะส่งม้าเร็วลงไปก็ต่อเมื่อได้ข่าวว่าจะมีการทุจริต ก็จะลงไปได้ทันที

โยน สนช.ตัดสินใจรีเซ็ตองค์กรอิสระ

นายมีชัยกล่าวว่า ส่วนข้อห่วงกังวลจากหลายฝ่ายเรื่องการรีเซ็ตกรรมการองค์กรอิสระ ตรงนี้ก็แล้วแต่ทาง สนช. เพราะ กรธ.ก็ยังยืนยันคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ แต่ตอนนี้กำลังจะมีปัญหาเพราะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) เขาสมัครใจอยากรีเซ็ต ทีนี้ถ้าไปรีเซ็ต กสม.ขึ้นมา จะเกิดคำถามว่า แล้วทำไมองค์กรอื่นถึงไม่รีเซ็ต องค์กรแรกที่จะต้องดูเรื่องของคุณสมบัติ คือ กกต. เพราะจะเป็นกฎหมายลูกที่เสร็จออกมาเป็นฉบับแรก จะเป็นต้นแบบให้กับองค์กรอิสระที่เหลือ

วางหลักสรรหา กกต.ห้ามเวียนเทียน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเนื้อหาร่างกฎหมายว่าด้วย กกต. ที่ กรธ.ปรับปรุงล่าสุดมี 78 มาตรา แบ่งเป็น 4 หมวด และบทเฉพาะกาล ในส่วนขั้นตอนการสรรหากรรมการองค์กรอิสระมีเนื้อหา อาทิ คณะกรรมการสรรหาสามารถคัดเลือกจากบุคคลทั่วไปได้ด้วย แต่ต้องได้รับความยินยอมจากบุคคลนั้น ให้กรรมการสรรหาใช้วิธีการสัมภาษณ์ผู้สมัครหรือให้ผู้สมัครแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ ผู้ได้รับการสรรหาต้องได้คะแนนเสียงถึง 2 ใน 3 ของจำนวนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของคณะกรรมการสรรหา ถ้าไม่มีบุคคลใดได้รับคะแนนเสียงถึงตามที่กำหนด หรือยังได้บุคคลไม่ครบจำนวนที่ต้องการสรรหาให้ลงคะแนนใหม่ หากยังไม่ได้บุคคลไม่ครบตามจำนวนที่ต้องการสรรหา ให้ดำเนินการสรรหาใหม่ตามจำนวนที่ยังขาดอยู่ โดยผู้ที่ไม่ได้รับการสรรหาในรอบนี้จะเข้ารับการสรรหาใหม่ไม่ได้ สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา จะเข้ารับการสรรหาครั้งใหม่ไม่ได้

ติดดาบสอบเงินพรรคการเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนอำนาจหน้าที่ กกต. เช่น มาตรา 35 กกต.อาจตั้งบุคคล กลุ่มบุคคลหรือสถาบันการศึกษาที่สมัครใจ ไปทำหน้าที่ผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้ง เพื่อรายงานต่อ กกต.ได้ มาตรา 21 ระหว่างการดำรงตำแหน่ง กกต.จะเข้ารับการศึกษาหรืออบรมหลักสูตรหรือโครงการใดไม่ได้ เว้นแต่เป็นหลักสูตรหรือโครงการที่ กกต.เป็นผู้จัดขึ้น โดยเฉพาะสำหรับกรรมการ มาตรา 32 กกต.อาจขอให้มีอำนาจดำเนินการดังนี้ (1) ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สอบบัญชีของพรรคการเมืองอย่างเร่งด่วนในช่วงที่มีการเลือกตั้งก็ได้

สนช.รับเสียงแตกข้อเสนอผู้ตรวจฯ

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ประธานกรรมการพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง สภานิติบัญญัติ แห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ซึ่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะส่งร่างฉบับสมบูรณ์มาให้ สนช. วันที่ 18 เม.ย. ว่า หลักการสำคัญที่ กรธ. ได้วางกรอบไว้ ทั้งกลไกและมาตรการเชิงรุกของ กกต. ถือเป็นประเด็นที่คณะกรรมการฯ สนับสนุน และมองว่ามาตรการที่จะป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งได้ต้องเน้นที่หน่วยเลือกตั้ง หากสามารถควบคุมหน่วยได้ดี จะทำให้ช่องทางการโกงเลือกตั้งลดลงได้ สำหรับประเด็นที่ กรธ. กำหนดให้มีผู้ตรวจการเลือกตั้ง แทนกลไก กกต.ประจำจังหวัดนั้น ยอมรับว่าทางคณะกรรมการฯ มีความเห็นเป็น 2 ทาง คือ ให้คง กกต.จังหวัดตามที่ กกต.เสนอ หรือตัดออกไปโดยให้มีผู้ตรวจการการเลือกตั้งทำหน้าที่แทนตามร่างที่ กรธ. เขียนขึ้น โดยเรื่องนี้ยอมรับว่ายังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน

เปิดเวทีฟังความเห็นเรียบร้อยแล้ว

นพ.เจตน์กล่าวด้วยว่า สำหรับแนวทางการรับฟังความคิดเห็นเพื่อประกอบการยกร่างกฎหมาย ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 77 กำหนดไว้ ในชั้นของกรรมาธิการ (กมธ.) ของ สนช. คงไม่ตั้งเวทีเพื่อรับฟังความเห็นใดๆอีก เพราะทราบว่า ทาง กรธ. ฐานะผู้เสนอกฎหมายมีกระบวนการรับฟังความเห็นจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องด้วยการเปิดเวทีและรับฟังความเห็นประชาชนทั่วไปผ่านทางเว็บไซต์มาแล้ว ดังนั้นเมื่อถึงชั้น กมธ. ที่มีตัวแทนจาก กกต. กรธ. คณะกรรมการกฤษฎีกา และ สนช. คงเข้าสู่การพิจารณาเนื้อหา หากจำเป็นต้องแก้ไข จะยึดการปรับที่ไม่ขัดกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

กกต.วางยุทธศาสตร์รับเลือกตั้ง

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกลาง ให้สัมภาษณ์เรื่องการกำหนดยุทธศาสตร์ 20 ปีของ กกต.ว่า แม้ว่าแผนจะวางไว้ไกล แต่ต้องถอดแผนงานออกมาเป็นแผนระยะสั้น 1 ปี และแผนระยะยาวที่เรียกว่าแผน 5 ปี ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการสร้างพื้นฐานการเดินไปสู่ 20 ปี โดย 5 ปีแรกก็ต้องเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง รวมไปถึงการกำหนดแผนงานกิจกรรมต่างๆที่สอดคล้องกัน เรามีตัวชี้วัดที่จะประเมินว่าในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในปีใดจะต้องมีนวัตกรรมเกิดขึ้นอย่างน้อย 11 อย่าง ที่เราคิดค้นใหม่ขึ้นมาเพื่อที่อำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ส่วนการประเมินจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ต้องดูถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในช่วงเวลาดังกล่าวด้วยว่า คนจะมาใช้สิทธิมีความตื่นตัวมากน้อยขนาดไหน อย่างไรก็ตาม กกต. จะจัดเตรียมกลไกทุกอย่างเพื่ออำนวยความสะดวกกับประชาชนทุกกลุ่มทุกประเภทให้มากที่สุด

พท.วอนอย่าเตะถ่วงเลือกตั้ง

นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้กระบวนการไปสู่การเลือกตั้งก็เริ่มนับหนึ่ง ต้องมีกฎหมายลูกออกมา 10 ฉบับ มีระยะเวลากำหนดไว้ 8 เดือน แต่ถ้าอยากให้เลือกตั้งเร็วสามารถบริหารจัดการได้ โดยเร่งออกกฎหมายลูกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งออกมา เพราะมีการกำหนดไว้ให้จัดการเลือกตั้งภายใน 150 วันหลังกฎหมายลูกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับประกาศใช้ ส่วน 6 ฉบับที่เหลือ ค่อยออกตามมาได้ และกฎหมายลูก 4 ฉบับที่ว่าก็ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นหรือร่างเตรียมไว้แล้ว สนช.เริ่มศึกษาไปแล้วบางส่วนแล้ว หากจะเร่งให้เร็วแม่น้ำสายต่างๆของ คสช.สามารถดำเนินการได้ แต่ที่รัฐบาลออกมาระบุว่าต้องรอบคอบรับฟังความคิดเห็นอย่างทั่วถึงนั้น ตอนที่พรรคการเมืองไปแสดงความคิดเห็นก็เป็นเหมือนพิธีกรรม เพราะเท่าที่เห็นไม่มีเนื้อหาที่แตกต่างจากที่เขาร่างไว้เท่าไหร่ จึงควรรีบๆผลักดันให้ออกมา จะได้ทำให้การเลือกตั้งเร็วขึ้น เพราะยังไงก็ฝืนธรรมชาติที่ต้องเลือกตั้งไม่ได้ โอกาสของบ้านเมืองในการสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนการเดินหน้าเศรษฐกิจจะได้ดีขึ้น เพราะถ้าลากการเลือกตั้งยาวออกไป สถานการณ์ต่างๆจะยิ่งเลวร้าย เห็นได้จากช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ที่การจับจ่ายซบเซาไม่คึกคักเหมือนปีที่ผ่านๆมา

“มาร์ค” เห็นด้วยแก้ไขเนื้อหามาตรา 5

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ 2560 ที่มีการแก้ไขมาตรา 5 ว่า เป็นเนื้อหาที่ดีแล้ว คือกลับมาเหมือนมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ตนเคยพูดก่อนหน้านี้ว่า การกำหนดรูปแบบกรรมการอาจจะรัดตัวเกินไป ขอบเขตการวินิจฉัยทำได้แค่เรื่องของข้อกฎหมาย การเขียนกว้างแบบเดิมเปิดโอกาสให้หาทางออกได้มากกว่า ตนไม่เคยมองว่ากรรมการจะปฏิบัติราบรื่นได้จริง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และการยอมรับทางออกที่ตรงกัน การกำหนดตามรัฐธรรมนูญใหม่จึงยืดหยุ่นมากกว่า ต้องเข้าใจด้วยว่าไม่ใช่อยู่ดีๆจะใช้มาตรานี้ได้ ต้องเกิดสถานการณ์ที่เข้าข่ายว่าบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญไม่ครอบคลุมว่าต้องทำอย่างไร ไม่มีกฎหมายไหนเขียนรองรับได้ทุกสถานการณ์ เช่น ปัญหาที่เกิดขึ้น สาเหตุที่มาตรา 7 เดิมไม่สามารถนำมาแก้ไขได้ เพราะผู้มีอำนาจไม่พร้อมที่จะสละอำนาจของตนเองเพื่อเปิดทางให้แก้ปัญหา ตนจึงบอกว่าปัญหาการเมืองในอดีต อยู่ที่พฤติกรรมและวัฒนธรรมการเมืองในประเทศที่สามารถหาข้อยุติได้ คือมีการยอมถอย ไม่ใช่คิดว่าตัวเองมีสิทธิ์ก็ต้องอยู่อย่างนั้น จึงจะลดแรงกดดันทางสังคมได้ ทำให้แก้ปัญหาได้ ซึ่งรูปแบบการปกครอง ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมีหลักการอยู่แล้ว

หวั่นสภาแต่งตั้งมุ่งคิดรวบอำนาจ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการร่าง พ.ร.บ.จัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการ ปฏิรูปประเทศ ว่า กรรมการปฏิรูปแต่ละด้าน 14 คน ควรมีความเชี่ยวชาญจริงๆ ควรเอาผลการศึกษาเดิมที่เคยทำมาประกอบ แล้วเผยแพร่ตามสื่อให้รู้แนวคิด เช่น จะทำอย่างไรไม่ให้ความขัดแย้งกลับมาอีก เรื่องกระบวนการยุติธรรม เอาประชาชนเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เอาส่วนราชการเป็นตัวตั้ง ส่วนการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินนั้น แนวโน้มสภาที่มาจากการแต่งตั้งมักจะคิดรวบอำนาจ แทนที่จะกระจายอำนาจ ต้องอธิบายว่าการรวบอำนาจหรือกระจายอำนาจอันไหนดีกว่า ถ้าปัญหาเกิดขึ้นเพราะการทุจริตก็ต้องแก้ที่ทุจริต คือเอานักการเมือง หรือข้าราชการที่สมคบการทุจริตเข้าคุก การปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ไปยึดที่ชาวบ้าน ซึ่งเป็นสิทธิของชาวบ้านอยู่ก่อน แต่เป็นเพราะกฎหมายยังมีช่องว่าง เจ้าหน้าที่จงใจแปลความให้เกิดประโยชน์กับตน เมื่อเอาคืนแล้วบอกว่าเป็นความสำเร็จ ต้องทบทวนวิธีคิด หรือสภาพความเป็นป่าอยู่แล้ว แต่ไปโค่นทิ้งเป็นร้อยๆไร่ แล้วบอกว่าต้องการทวงคืนพื้นป่าซึ่งฟังดูแล้วพิลึก

ร้องแหลกทวงหมุดคณะราษฎร

สำหรับกรณีที่มีการเปลี่ยนหมุดคณะราษฎรบริเวณหน้าลานพระบรมรูปทรงม้านั้น วันเดียวกัน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า จากกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงหมุดคณะราษฎรบริเวณลานหน้าพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งเป็นหมุดที่สะท้อนถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของไทย การที่มีบุคคลหรือหน่วยงานใดกระทำการอันพยายามบิดเบือนหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โดยจัดทำหมุดขึ้นมาใหม่เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอาญา และขัดกับรัฐธรรมนูญ เป็นหน้าที่ของรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการหรือสั่งการให้นำหมุดคณะราษฎรกลับคืนมา ส่วนตัวจะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำหมุดคณะราษฎรเดิมหรือสร้างขึ้นใหม่ในลักษณะเดิมกลับมาไว้ที่เดิม ในวันที่ 18 เม.ย.นี้ นอกจากนี้ จะยื่นหนังสือไปยังหน่วย งานอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย คือ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม กทม. สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา

ปชป.จี้ผู้มีอำนาจแจงความจริง

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การที่หมุดประเทศเปลี่ยนไปหรือถูกเปลี่ยนนั้น เป็นเรื่องของผู้มีอำนาจหน้าที่จะต้องชี้แจงข้อเท็จจริงให้พี่น้องประชาชนทราบว่าเกิดเหตุนี้ได้อย่างไร เป็นการกระทำของผู้ใด และมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร พี่น้องประชาชนจะได้เข้าใจและติดตามสถานการณ์ได้ทันท่วงที ส่วนจะเป็นการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์หรือไม่ คงต้องรอฟังคำชี้แจงอย่างชัดเจนจากรัฐบาลก่อน

“เหวง” ขอเอาหมุดคืนหวั่นสังคมร้าว

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า หมุดดังกล่าวเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทย เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2475 เรื่องนี้ไม่สามารถลบล้างออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์ได้ ตนไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ดำเนินการและมีวัตถุประสงค์อะไร แต่ถ้าอยากจะลบล้างประวัติศาสตร์คงเป็นไปไม่ได้ เพราะมันถูกจารึกไว้แล้วทั้งในประวัติศาสตร์ของไทยและของโลก จึงไม่เข้าใจว่าคนดำเนินการมีวัตถุประสงค์อะไร ดังนั้น คนที่ดำเนินการควรเอาหมุดดังกล่าวมาไว้ที่เดิมจะดีกว่า ถ้าปล่อยไว้อาจก่อให้เกิดความคิดต่างของคนในสังคมได้

“ไก่อู” ไม่รู้รายละเอียดเปลี่ยนหมุด

ขณะที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตอบข้อซักถามผู้สื่อข่าวถึงการเปลี่ยนแปลงหมุดคณะราษฎร บริเวณลานหน้าพระบรมรูปทรงม้าสั้นๆว่า “ไม่ทราบรายละเอียดในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด”

พท.หนุนเพิ่มเบี้ยยังชีพคนชรา

นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีต ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลจะเพิ่มเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย จาก 600 บาท ต่อเดือน เป็น 1,200-1,500 บาทต่อเดือน ว่าเห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว ขอให้ทำได้จริงๆ เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สูงอายุจำนวนหลายล้านคนในประเทศ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่มีลูกหลานดูแล แม้ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจะยังไม่ถึงกับสอดรับต่อค่าครองชีพ แต่ยังดีกว่าจำนวนที่ได้รับอยู่ในปัจจุบัน และถ้าประชาชนติดตามข่าวสถิติของผู้สูงอายุในประเทศไทยมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น และจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยในอนาคต นอกจากเบี้ยยังชีพแล้วรัฐต้องคำนึงถึงการจัดสวัสดิการอย่างอื่นในอนาคตด้วย เพราะผู้สูงอายุเหล่านี้มีส่วนสร้างสังคมของเราในปัจจุบัน ขอให้แนวคิดนี้ไม่ใช่แค่เพียงแนวคิด ขอให้ทำจริง ตนจะเกาะติดความคืบหน้าเรื่องนี้ต่อไป

ปลื้มไทยติดอันดับประเทศมีความสุข

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เครือข่ายการแก้ปัญหาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UNSDSN) ได้ประกาศผลการจัดอันดับประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก ประจำปี 2017 โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดอันดับ 2 ของอาเซียน อันดับ 3 ของเอเชีย และอันดับที่ 32 ของโลก ดัชนีที่นำมาใช้วัดผลมีทั้งผลิตภัณฑ์มวล รวมประชาชาติ หรือจีดีพี อายุขัยเฉลี่ยของประชากร เสรีภาพในการเลือกใช้ชีวิตและทำงาน ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวว่า คนไทยควรภาคภูมิใจ เช่นเดียวกับที่ก่อนหน้านี้ไทยเพิ่งคว้าแชมป์เป็นประเทศที่มีความทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลก ที่สำรวจโดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ซึ่งวัดจากอัตราเงินเฟ้อและการว่างงานเป็นหลัก รัฐบาลทำทุกอย่างเพื่อให้คนไทยมีความสุข โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยให้ได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม ตลอดจนวางรากฐานการพัฒนาและปฏิรูปประเทศอย่างยั่งยืน โดยกำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อยกระดับให้ไทยก้าวพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง พร้อมทั้งขอความร่วมมือประชาชนร่วมกันสร้างบรรยากาศที่ดี เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไป