วันพุธที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เผยทอมโชกุนตุ๋น 6กก.ตั้งบริษัท

‘เฮเลน’ พิธีกรทีวี พบตร.แฉลากไส้ หวิดตกเป็นเหยื่อ

กรรมการบริษัทเวลท์เอเวอร์ฯ 6 คน โร่ให้การตำรวจกองปราบฯ อ้างเป็นผู้เสียหายเช่นกันเพราะสมัครเป็นสมาชิกขายอาหารเสริมตั้งแต่รุ่นแรก เลยถูกชวนมาเป็นกรรมการบริษัท ให้ความหวังว่าถ้าบริษัทกำไรจะได้เงินปันผล แต่ไม่เคยเรียกประชุมหรือวางแผนการตลาดอะไรเลย ขณะที่ “เฮเลน-ชุติมนต์” เข้าพบตำรวจ แฉแหลกถูกหลอกให้ชวนเพื่อนที่เป็นเซเลบและคนดังไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยเงินค่าสมัครสมาชิกเพียง 13,130 บาท เลยหลวมตัวทำโปสเตอร์เชิญชวนส่งให้เพื่อนในกลุ่มไลน์จนหาคนได้ครบ 150 คน แต่โดนโทรศัพท์ทวงเงินถี่ยิบเลยเริ่มสงสัยโอนเงินไปให้ก่อนแค่ 11 คน ตอนหลังพบพิรุธเพียบเลยขู่เอาเรื่อง จนซินแสโชกุนยอมโอนเงินคืนมาให้หมด รับว่าโชคดีที่ไม่พาเพื่อนสูญเงิน ทหารเตรียมนำตัวแม่เพื่อนสาวคนสนิทพร้อมพวกรวม 8 คนของซินแสโชกุน ที่ถูกจับพร้อมกันที่ จ.ระนอง ส่งตำรวจกองปราบฯดำเนินคดีวันที่ 18 เม.ย.นี้ “ศรีวราห์” ขู่ให้ตำรวจทุกโรงพักทั่วประเทศรับแจ้งความคดีนี้ หลังมีเบี้ยวปฏิเสธจนเหยื่อเริ่มงง ด้าน ผอ.ทัณฑสถานหญิงกลางเผย ซินแสโชกุนนอนคุกคืนแรกเครียดเล็กน้อย แต่สุขภาพยังแข็งแรง

กรณีประชาชนกว่า 1,000 คน เดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเดินทางไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น แต่ปรากฏว่า ไม่สามารถเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นได้ จนเกิดความโกลาหลวุ่นวายไปทั้งสนามบิน จากการสอบสวนผู้เสียหายทั้งหมดเป็นสมาชิกขายตรงอาหารเสริมยี่ห้อออลลิเชียน ของบริษัทเวลท์ เอเวอร์ จำกัด ที่มี น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือ น.ส.ศรัณย์พัชร์ กิติขจรพัชร์ หรือซินแสโชกุน เป็นผู้บริหาร โฆษณารับสมัครสมาชิกด้วยเงินลงทุนหัวละ 9,730 บาท ได้โปรโมชั่นไปเที่ยวญี่ปุ่นฟรี ช่วงระหว่างวันที่ 11-16 เม.ย. แต่ปรากฏว่า เมื่อสมาชิกมาถึงสนามบินกลับถูกทิ้ง ชุดสืบสวนกองปราบปรามตามจับกุมซินแสโชกุนพร้อมพวก 9 คนได้ที่ จ.ระนอง เบื้องต้นแจ้งข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนเพียงคนเดียว และส่งฝากขังศาลพร้อมค้านประกันตัว ศาลส่งเข้าทัณฑสถานหญิงกลางไปแล้ว ส่วนพวกอีก 8 คน ถูกควบคุมตัวไปสอบสวนที่มณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าจากกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 15 เม.ย. นายนิพนธ์ ม่วงมณี อายุ 59 ปี น.ส.ธัญวลัย น้ำแก้ว อายุ 49 ปี นายพลกฤต ตะกระจ่าง อายุ 49 ปี น.ส.ภัสจนันท์ ฟองเฟื่องฟ้า อายุ 62 ปี นายศาทิตย์ งามประภาพร อายุ 56 ปีและ น.ส.สิริธนัตถ์ รติวสุธัญกุล อายุ 63 ปี ทั้ง 6 คนเป็นกรรมการบริษัทเวลท์ เอเวอร์ จำกัด ของ น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือซินแสโชกุน เดินทางเข้าพบตำรวจเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ เจ้าหน้าที่จึงพาเข้าไปสอบสวนที่ห้องประชุมชิวปรีชา โดยมี พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช ผบก.ส.4 ที่เดินทางมาติดตามความคืบหน้าคดี พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. พ.ต.อ.สมควร พึ่งทรัพย์ รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รอง ผบก.ป.และ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ เสนาธิการผู้บังคับบัญชาฝ่ายกฎหมาย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ร่วมสอบปากคำ

ต่อมาเวลา 11.00 น. พล.ต.อ.ศรีวราห์ และคณะร่วมแถลงข่าว น.ส.ธัญวลัย น้ำแก้ว หนึ่งในกรรมการบริษัทเวลท์ เอเวอร์ จำกัด กล่าวว่า นำเอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้องมามอบให้พนักงานสอบสวนเพื่อชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้น เมื่อ 3 เดือนก่อนตนได้รับการชักชวนจากซินแสโชกุนให้สมัครสมาชิกบริษัทฯ รุ่นแรกเพื่อซื้ออาหารเสริม หลังจากนั้น 1 เดือน ถูก ชวนให้ร่วมเป็นกรรมการบริษัทเพื่อช่วยบริหารงาน โดยเป็นการเชิญปากเปล่า ไม่มีเอกสารแต่งตั้งเป็นทางการ และไม่ได้นำเงินมาลงทุน ที่ผ่านมายังไม่เคยได้รับผลตอบแทนในส่วนการเป็นกรรมการบริษัทฯ ทั้งที่ครั้งแรกที่ซินแสโชกุนมาชวนระบุว่า จะมีผลตอบแทนเป็นปันผลให้ในอนาคตหากว่าบริษัทมีกำไร แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการประชุมผู้บริหารบริษัทฯ และไม่เคยเรียกพนักงานหรือแม่ข่ายคนใดเข้ามาอบรมแนะนำสินค้าเหมือนธุรกิจขายตรงอื่นๆ

น.ส.ธัญวลัยกล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 7-9 ก.พ.ตนร่วมเดินทางไปท่องเที่ยวที่ฮ่องกง ก่อนที่วันที่ 17-20 ก.พ.ได้ไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น เพราะสั่งซื้อสินค้าและสะสมคะแนนครบตามยอดที่บริษัทกำหนดไว้คือ 8,830 บาท การเที่ยวตลอดทริปไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีก ถือว่าเป็นราคาที่ถูกมาก ซินแสโชกุน อ้างว่า การไปเที่ยวดังกล่าวเป็นโปรโมชั่น และเงินส่วนต่างที่เหลือได้มาจากงบด้านการโฆษณาใช้ดูแลตลอดทริป อย่างไรก็ตาม เมื่อเดินทางไปท่องเที่ยวแล้ว ทุกคนจะต้องถ่ายภาพคู่กับสินค้าเพื่อใช้ในการโปรโมตบริษัทฯต่อไป โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ขอยืนยันว่าซินแสโชกุนไม่ได้บังคับให้หาสมาชิกหรือเครือข่ายต่อ และไม่ได้จัดอบรมโฆษณาถึงสรรพคุณของสินค้า มีเพียงการชักชวนกันแบบปากต่อปาก หากมีสมาชิกเพิ่มเข้ามาจะได้รับค่าคอมมิชชั่นเช่นเดียวกับบริษัทอื่นๆ ตนถือว่าเป็นผู้เสียหายด้วยเช่นกัน เพราะถูกลอยแพที่สนามบินสุวรรณภูมิ

ด้าน พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาใดๆกับกรรมการบริษัททั้ง 6 คน เป็นเพียงการสอบปากคำในฐานะพยาน เนื่องจากขณะนี้ยังต้องสอบสวนเพื่อแสวงหาข้อมูลและข้อเท็จจริงในประเด็นต่างๆเพื่อใช้ประกอบสำนวนคดี และเป็นหลักฐานในการดำเนินคดีกับซินแสโชกุน จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า ทั้งหมดสมัครเป็นสมาชิกกับบริษัทเพื่อซื้อสินค้าอาหารเสริม แต่มีเพียง 1 คนที่ได้รับสินค้าครบจำนวน ดังนั้นจึงเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงอยู่แล้ว ส่วนการพิจารณาดำเนินคดีกับซินแสโชกุนข้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 รวมทั้งข้อหาอื่นๆ ยังอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ รวมถึงการขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหาในคดีนี้เพิ่มเติมด้วย

“สำหรับผู้เสียหายในคดีนี้ ที่เข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่ บก.ป.รวมแล้วกว่า 200 คน รวมมูลค่าเสียหายกว่า 2 ล้านบาท เชื่อว่าทั่วประเทศน่าจะมีผู้เสียหายกว่า 1,000 คน อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล อย่างไรก็ดีทางผู้เสียหายสามารถเข้าแจ้งความได้ที่สถานีตำรวจทั่วประเทศ เพราะสำนวนจะนำมารวมกันอีกครั้งที่กองปราบปราม หากสถานีตำรวจใดไม่รับแจ้งความจะถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ให้แจ้งมาที่ตนได้ทันที” รอง ผบ.ตร.กล่าว
ด้าน พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. กล่าวว่า จากพฤติการณ์เบื้องต้นของซินแสโชกุน ยังไม่เข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นสถาบันเบื้องสูงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ส่วนการดำเนินคดีข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆให้แน่นหนา และยังคงมีผู้เสียหายเดินทางเข้ามาแจ้งความดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง

พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ กล่าวว่า วันที่ 17 เม.ย. พนักงานสอบสวนจะไปขออำนาจศาล เพื่อออกหมายจับบุคคลอีก 8 คน ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่มณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน วันที่ 18 เม.ย. ทหารจะนำตัวทั้ง 8 คนมาส่งมอบให้พนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งข้อหา ก่อนนำฝากขังศาลอาญาต่อไป จากการประเมินความเสียหายเบื้องต้นพบว่ามีประมาณ 50 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า บรรยากาศที่กองบังคับการปราบปรามในวันนี้ยังคึกคัก ยังมีผู้เสียหายทยอยกันเดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน บก.ป. ให้ดำเนินคดีกับซินแสโชกุนอย่างต่อเนื่อง ยอดรวมถึงวันนี้สอบสวนครบถ้วนไปแล้ว 218 คน ส่วนยอดทั่วประเทศยังไม่ทราบจำนวนแน่ชัด

ช่วงบ่ายวันเดียวกัน น.ส.ชุติมณฑ์ หรือเฮเลน ศรีเทพ อายุ 57 ปี นักจัดรายการโทรทัศน์ และเป็นที่ปรึกษาเรื่องสุขภาพและความงาม เดินทางเข้าให้การกับตำรวจเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือซินแสโชกุน หลังจากมีภาพของ น.ส.ชุติมณฑ์อยู่ในโปสเตอร์โปรโมตทริปท่องเที่ยวเมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ที่ซินแสโชกุนจัดขึ้น แต่สมาชิกถูกลอยแพที่สนามบินสุวรรณภูมิกว่า 1,000 คน

น.ส.ชุติมณฑ์กล่าวว่า ตนและซินแสโชกุนรู้จักกันผ่านเพื่อนเมื่อต้นเดือน มี.ค.60 ครั้งแรกที่เจอกันซินแสโชกุนอาสาดูดวงให้ โดยใช้ไพ่ที่ทำขึ้นมาเอง ตนสังเกตว่าภาษาอังกฤษที่ปรากฏในสำรับไพ่ถูกหลักไวยากรณ์มาก จึงถามว่าใครเป็นคนสอนภาษาอังกฤษ ซินแสโชกุนระบุว่า ตนมีบริษัทชื่ออลิเซียน เป็นบริษัทจำหน่ายอาหารเสริม มีนายทุนอยู่ที่ฮ่องกง พร้อมชักชวนตนให้ร่วมโครงการขายอาหารเสริมดังกล่าว มีโปรโมชั่นว่า หากซื้อผลิตภัณฑ์จะได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นจ่ายเงินเพียง 13,130 บาท จะเหมาลำเครื่องบินเฉพาะส่วนของตนไป 150 ที่นั่ง ตนเห็นว่าดูน่าเชื่อถือเพราะเป็นบริษัทใหญ่มีนายทุนอยู่ต่างประเทศ จึงตัดสินใจเข้าร่วมลงทุนและทำโปสเตอร์โปรโมตเองทั้งหมด ใช้ชื่อว่า “หลบเมืองร้อนไปทริปสุขภาพดี ที่..โอซากา”

“โปสเตอร์ดังกล่าวจะส่งแค่เฉพาะกลุ่มแอพพลิเคชั่นไลน์ของเพื่อนเท่านั้น จากนั้นเพื่อนๆที่เป็นทั้งเซเลบและบุคคลมีชื่อเสียงหลายคนสนใจ โอนเงินให้จนครบ 150 คน เนื่องจากเห็นว่าราคาถูก ขณะเดียวกัน นางประนอม หรือแมว พลานุสนธิ์ อ้างว่าเป็นเลขาฯของซินแสโชกุน พยายามโทรศัพท์ทวงเงิน จึงบอกไปว่าได้เงินจากเพื่อนมาครบแล้ว แต่ยังไม่แน่ใจจึงโอนให้ไปเพียง 11 คน หลังจากนั้นคนในสมาคมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โทรศัพท์มาสอบถามพร้อมให้ข้อมูลว่า การจัดทริปที่มีคนจำนวนมากขนาดนี้ต้องมีบริษัททัวร์รองรับ จากการตรวจสอบไม่พบบริษัททัวร์ใดทราบเรื่อง ประกอบกับสายการบินคาเธ่ย์แปซิฟิคติดต่อมาหา ระบุว่าวันที่ 11-16 เม.ย.ช่วงที่ซินแสโชกุนจัดทริป ไม่มีการจองไฟล์ทบิน ยอมรับว่าเริ่มรู้สึกเอะใจ เนื่องจากใกล้วันเดินทางแล้ว แต่ฝ่ายซินแสโชกุนกลับไม่เคยให้รายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางเลย” น.ส.ชุติมณฑ์กล่าว

น.ส.ชุติมณฑ์เผยต่อไปว่า กระทั่งวันที่ 18 ม.ค. ตนไปร่วมกิจกรรมล่องเรือแม่น้ำเจ้าพระยาที่ท่าเรือริเวอร์ซิตี้ เป็นการพบปะของกลุ่มนายทุน ทำให้ตนพบกับซินแสโชกุนและนางประนอมอีกครั้ง ตนพยายามทวงถามรายละเอียดไฟลท์บิน ที่นั่ง และสถานที่ เกี่ยวกับทริปที่จะเดินทางไปญี่ปุ่น แต่ซินแสโชกุนบ่ายเบี่ยง ตอบเพียงว่า ทริปนี้เกิดขึ้นแน่นอน ไม่เบี้ยวแต่ไม่ยอมให้รายละเอียด อ้างว่ายังอยู่ระหว่างดำเนินการก่อนเดินหนีไป จากนั้นตนได้เจอหญิงสาวชาวฮ่องกงจึงพยายามสอบถามว่า เป็นนายทุนหรือไม่ และขอรายละเอียดเกี่ยวกับทริปดังกล่าว แต่หญิงคนดังกล่าวกลับไม่ให้ข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นชื่อหรือเบอร์โทรศัพท์ ก่อนซินแสโชกุนจะให้ชาย 2 คน ลักษณะเป็นบอดี้การ์ดมานำตัวหญิงชาวฮ่องกงไป ถึงตอนนี้ตนยอมรับว่าเริ่มรู้สึกว่ากลุ่มซินแสโชกุนมีพิรุธ จึงตะโกนขู่ไปว่า “ฉันน่ะ ของจริงนะ” หลังจากนั้นไม่เกิน 1 สัปดาห์ นางประนอมเลขาซินแสโชกุนโอนเงินค่าเดินทางของเพื่อนทั้ง 11 คนคืนมาให้ทั้งหมด

“หลังจากนั้นมีกลุ่มบุคคลอื่นนำภาพโปสเตอร์ทริปท่องเที่ยวที่ฉันทำขึ้นไปโปรโมตอีก ฉันจึงไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สน.โชคชัยและ สน.วัง-ทองหลาง เมื่อวันที่ 31 มี.ค.ว่า ไม่มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการจัดทริปทัวร์ไปเมืองโอซากาประเทศญี่ปุ่นของซินแสโชกุน การมาวันนี้เป็นการให้ข้อมูลกับตำรวจเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่รู้เห็นกับการกระทำความผิด เป็นการให้ปากคำในฐานะพยาน ไม่ใช่ผู้เสียหาย เนื่องจากฉันกับเพื่อนๆ โชคดีที่ไหวตัวทัน และได้รับเงินคืนครบทุกบาท” น.ส.ชุติมณฑ์กล่าว

วันเดียวกัน นายนิติศักดิ์ มีขวด ทนายความของซินแสโชกุน เผยว่า ขณะนี้ยังไม่ได้เข้าเยี่ยมซินแสโชกุนที่ทัณฑสถานหญิงกลาง เนื่องจากติดวันหยุดช่วงเทศกาลสงกรานต์ เตรียมเข้าเยี่ยมในช่วงเช้าวันที่ 18 เม.ย. วันเปิดทำการตามปกติเป็นวันแรก เพื่อพูดคุยถึงความชัดเจนและแนวทางการต่อสู้คดี รวมถึงการจัดเตรียมหลักทรัพย์ที่จะใช้ยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากหลักทรัพย์ที่มีอยู่ไม่สามารถนำมาใช้ได้ ส่วนกลุ่มผู้ต้องสงสัยที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่มณฑลทหารบกที่ 11 ซึ่งเป็นญาติและบุคคลใกล้ชิดของซินแสโชกุน มีกลุ่มญาติบางส่วนพยายามติดต่อขอเข้าเยี่ยม แต่ยังไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากอยู่ในการควบคุมตามคำสั่ง คสช.

ส่วนความเคลื่อนไหวของซินแสโชกุนหลังถูกส่งตัวไปทัณฑสถานหญิงกลาง นางชฎาพร รักษาทรัพย์ ผอ.ทัณฑสถานหญิงกลาง เผยว่า หลังจาก น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือซินแสโชกุน ถูกส่งตัวมายังเรือนจำทัณฑสถานหญิงกลาง เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 14 เม.ย. เบื้องต้นนำไปอยู่แดนแรกรับ ตรวจร่างกาย ทำประวัติ และตรวจสุขภาพผู้ต้องขังตามมาตรการปกติของเรือนจำ น.ส.พสิษฐ์มีอาการเครียดบ้างเล็กน้อย หลังเข้าเรือนจำวันแรกเป็นเรื่องปกติของผู้ต้องขังใหม่ แต่มีเจ้าหน้าที่ดูแลและให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม. เพื่อลดความเครียด โดยรวมสุขภาพร่างกายเจ้าตัวแข็งแรงดี หากมีอาการเจ็บป่วยที่นี่มีสถานพยาบาลของเรือนจำดูแลตลอด สำหรับการเข้าเยี่ยมของญาติ ทางทัณฑสถานหญิงกลางเปิดให้เข้าเยี่ยมได้ทุกวันในเวลาราชการ ยกเว้นวันหยุด