วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผ่าเงื่อนไขไปต่อ “ประยุทธ์” ลดโหลดเรือแป๊ะ : สถานการณ์บีบ ตัดผุอำนาจ

มหาสงกรานต์ชุ่มฉ่ำ พี่น้องประชาชนได้ดื่มด่ำกับเทศกาลแห่งความสุข หยุดยาวติดต่อกันหลายวัน ราชการเปิดทำการอีกทีในวันที่ 18 เมษายน

ชาร์จแบตกันเต็มที่ก่อนกลับมาสู่วิถีชีวิตปกติ

ขณะที่รัฐบาลภายใต้การนำของ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หัวหน้า คสช. ก็ได้จังหวะพักหายใจหายคอในช่วงสงกรานต์คั่นเวลา

บรรยากาศการเมืองลดความร้อนแรง ซาลงไปชั่วขณะ

ตามรูปการณ์อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์บอกเองว่า ได้อนุมัติใบลาราชการของรัฐมนตรีหลายคนที่ขอไปพักผ่อนตามเทศกาล โดยเฉพาะคิวของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ที่ยื่นใบลาจนถึงวันที่ 16 เมษายน ต่างคนต่างไป

โดย “นายกฯลุงตู่” อาสาอยู่โยงเฝ้าประเทศไทยเอง

ผู้นำรัฐบาลเปิดทางทีมงานคณะรัฐมนตรีไปเที่ยวพักผ่อนเอาแรง ก่อนกลับมาลุยงานหนัก

ตามเค้าลางที่ต้องเจอโจทย์ยากกว่ารอบหลายปีที่ผ่านมา

กับเงื่อนสถานการณ์ภายใต้การบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่ทำให้การบริหารโดยอำนาจพิเศษมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นจากข้อกฎหมายที่เพิ่มจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนับร้อยมาตรา

ต่อให้ถือมาตรา 44 ไว้ในมือก็ใช่จะงัดมาใช้กันง่ายๆ

ตามสภาพที่ถูกปรับไปไว้แค่บทเฉพาะกาล ยังไงก็ไม่สำคัญไปกว่าบทบัญญัติหลักของรัฐธรรมนูญ

ในขณะที่กระแสหนุนเนื่องไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนักการเมือง นักวิชาการ แม้แต่นายศุภชัย

สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ต่างร้องขอให้ คสช.ปลดล็อกพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมได้

ตามเงื่อนไขหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้เข้าสู่ภาวะอำนาจปกติ จะได้มีเวลาเตรียมพร้อมเลือกตั้ง

เสียงพลเรือนเริ่มดังสวนทางกับทหาร

นั่นก็ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องออกมาแบะท่าเป็นเชิงบอกปัดให้นักการเมืองอย่าเพิ่งเคลื่อนไหว ปีนี้ยังไม่ปลดล็อกให้ทำกิจกรรม ให้อดทนรอไปปีหน้า 2561

ถึงจะได้เวลาเริ่มต้นกระบวนการเลือกตั้ง

เช่นเดียวกับ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ คสช.ก็ยืนยัน แม้สถานการณ์จะดีอยู่ในระดับหนึ่ง แต่ยังมีความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่ต้องการสร้างสถานการณ์

ดังนั้น การใช้อำนาจตามกฎหมาย ยังคงจำเป็นต้องมี ม.44

และที่สำคัญเรายังมีพระราชพิธีพระบรมศพ ช่วงปลายปี 2560 และพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งทั้ง 2 พิธีมีความสำคัญ ในช่วงนี้ต้องควบคุมสถานการณ์ให้ได้

นายกฯและ ผบ.ทบ.ประสานเสียงย้ำความจำเป็น

แต่ในขณะเดียวกันก็ได้เห็นถึงความพยายามลดโทนความเข้มของอำนาจพิเศษ

ไม่ว่าจะเป็นการถอยมาตรการบังคับใช้มาตรา 44 กรณีของการห้ามโดยสารแค็บและนั่งท้ายรถกระบะ จังหวะต่อเนื่องกับการยกเลิกคำสั่งควบคุมพื้นที่รอบวัดพระธรรมกาย

ลดการเผชิญหน้าท้าทาย หลีกเลี่ยงแรงต้าน

โดยการนี้ยังสังเกตได้อีกว่า มาตรา 44 ได้ถูกใช้ในการผ่าทางตันปมการบริหารด้านเศรษฐกิจ อำนวยความสะดวกเมกะโปรเจกต์ให้เดินหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อกระตุ้นการลงทุน

กระตุ้นมุมบวกของอำนาจพิเศษให้คนได้เห็นคุณมากกว่าโทษ

ทหาร คสช.ต้องเคลียร์แรงเสียดทานที่ยกระดับขึ้นตามเงื่อนเวลา ในจังหวะโรดแม็ปที่เริ่มนับหนึ่งกระบวนการจัดทำกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ ตามรูปการณ์ล่าสุดที่นายมีชัย

ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ออกตัวชัดเจนเลย


ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งภายในสิ้นปีนี้ หรือช่วงเดือนมกราคมปี 2561

เนื่องจากในช่วงระยะเวลา 8 เดือนนับจากนี้ จะต้องทำการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.

ทั้งนี้ หากกรณีที่ สนช.ลงมติ 2 ใน 3 ไม่เห็นชอบร่างกฎหมายลูกที่กรรมาธิการร่วมกันปรับแก้ไข คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็จะต้องพิจารณาใหม่ โดยในขั้นตอนนี้ไม่มีกรอบระยะเวลากำหนด จึงไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะกระทบกับการเลือกตั้งหรือไม่

ในเหลี่ยมของเซียนรัฐธรรมนูญที่ “แบะท่า” เปิดทางหนีทีไล่ไว้ล่วงหน้า

เพราะอีกมุมหนึ่ง โดยสถานการณ์ตามโปรแกรมที่เปิดออกมามีช้าสุด เร็วสุด นั่นแสดงว่าถ้าจริงใจก็สามารถเร่งให้ทันได้ แถมยังตรงใจกระแสสังคมที่อยากให้สถานการณ์กลับสู่การเมืองปกติ

ถ้าใช้เวลากันแบบ “เต็มเก” ก็หนีไม่พ้นคนมองยื้อ

ระดับความน่าเชื่อถือหดหายไป สวนทางกับภาวะความหวาดระแวง

ด้วยปัจจัยที่ย้อนแย้งกัน ตามจังหวะ “จุดเปลี่ยน” ของอำนาจพิเศษหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้

“นายกฯลุงตู่” ถูกบีบด้วยเงื่อนไขสถานการณ์รอบด้าน

ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนกฎหมายที่สลับซับซ้อน อำนาจพิเศษใช้ไม่ง่ายเหมือนเดิม ไหนจะถูกเร้าให้ปลดล็อกกฎเหล็ก ปล่อยไฟเขียวพรรคการเมืองทำกิจกรรมเตรียมเลือกตั้ง ขณะที่เงื่อนเวลาในห้วงท้ายปลายโรดแม็ปที่กระชั้นเข้ามาทุกขณะ

ตามจังหวะที่ “ทหารเฒ่า” รุ่นพี่อย่าง พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ออกมาเตือนแกมขู่รุ่นน้อง หากยังหลงใหลอยู่ในอำนาจ ไม่ยอมลงง่ายๆ

ระวังอนาคตจะไม่มีแผ่นดินอยู่

แรงกระเพื่อมที่ถูกอำนาจพิเศษกดทับไว้ ทยอยผุดกลับมาเป็นระลอก

โดยภาวะต้นทุนหน้าตักของ “นายกฯลุงตู่” ที่หนาๆ ลดลงอย่างฮวบฮาบ จนถึงจุดไม่ปลอดภัย

ถึงจุดที่ต้องเดินยุทธศาสตร์บริหารกระแส

แบบที่ “บิ๊กป้อม” ต้องแอ่นอกรับเสียงด่า เป็นคนสั่งการให้บังคับใช้กฎหมายห้ามนั่งท้ายรถกระบะเอง

เบี่ยงเสียงด่าไม่ให้โหลด พล.อ.ประยุทธ์

เช่นเดียวกับกรณีของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ที่ออกมาเปิดวาทะ “อภินิหารกฎหมาย” ล่อเป้าปมภาษีหุ้นชินคอร์ป

ยั่วลูกทีม “นายใหญ่” ให้ถล่มตัวเองแทน “นายกฯลุงตู่”

ดูตามรูปการณ์ก็ชัด พล.อ.ประยุทธ์แบกภาระคนเดียวไม่ไหว

เรื่องของเรื่อง โดยภาวการณ์ลำพังปัจจัยภายนอก กระแสเร่งให้ทหาร คสช.คายอำนาจทั้งจากภายในประเทศและต่างประเทศ ก็หนักหนาเอาการพอแล้ว

นั่นหมายถึงปัจจัยภายในมาซ้ำอีกก็จะ “โหลด” ไปกันใหญ่

ตามเงื่อนไขสถานการณ์ ถ้าหากยังเป็นแบบที่ผ่านมา รัฐบาลทหาร คสช.ยังติดปมเชิงบริหาร งานไม่เดินหน้า ปั่นเนื้องานไม่ออก

โพลออกมาสอบตก คะแนนตกต่ำลงทุกด้าน

นั่นไม่สำคัญเท่ากับการแฝงปมความไม่โปร่งใส สลัดไม่พ้นเครื่องหมายคำถามเรื่องการเอื้อประโยชน์ให้ตัวเองและเครือข่ายพวกพ้อง

ติดปัญหาพี่ๆน้องๆเพื่อนๆคนรอบข้าง

บางครั้งก็ขบเหลี่ยมกันเองในหมู่ขั้วอำนาจที่ร่วมกันโค่นระบอบทักษิณร่วมกันมา อย่างปรากฏการณ์ของร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯและขบวนการคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน

อาการสนิมเนื้อใน ทำ “เรือแป๊ะ” โคลงไปโคลงมาเป็นระยะ

ภาวะเสี่ยงพังเพราะคนกันเอง

เอาเป็นว่า มาถึงจุดนี้คงต้อง “ตัดปะผุ” กันแล้ว ถ้าหวังจะเดินหน้าต่อไป

ในเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีแรงจะอุ้มกระเตงใครอีก

ซึ่งตามรูปการณ์ที่หนีไม่พ้นฟอร์มการเมืองทั่วไป ไพ่ใบสุดท้ายที่ถืออยู่ในมือของคนเป็นผู้นำรัฐบาล

ถึงจังหวะ “จวนตัว” ก็ต้องมีการขยับปรับเปลี่ยน

อย่างน้อยก็ช่วยผ่อนแรงกดดันเฉพาะหน้ากันเป็นชอตๆไป

ประเมินกันตามไฟต์บังคับมาถึงตรงนี้ “นายกฯลุงตู่” น่าจะต้องขยับปรับคณะรัฐมนตรี

ไม่ช้าไม่นานนับจากนี้ไป

ยังไงก็ต้องรีบลดโหลดเรือแป๊ะก่อนล่ม.

“ทีมการเมือง”