บริการข่าวไทยรัฐ

ระดมกว่าร้อย ตร.มือดี สางคดีโชกุน

ศาลให้ฝากขัง! ‘เจ้าตัว’นั่งรํ่าไห้ หลับคาห้องขัง

“ซินแสโชกุน” ไม่รอดนอนคุกตามคาด ไม่มีผู้ยื่นประกันในชั้นศาล ยังโดนข้อหาเดียว “ฉ้อโกงประชาชน” เจ้าตัวยังอ้อนเครือข่ายผ่านลูกกรงอย่าทิ้งกัน มีเหยื่อทยอยเข้าแจ้งความแล้วเกือบ 500 ราย ระหว่างเดินทางเหยื่อตะโกน “เอาเงินกูคืนมา” ลั่นกองปราบฯ เผยเจ้าตัวเพิ่งไปตัดนมมา กลัวแผลติดเชื้อ เลยเครียดร่ำไห้ในห้องขัง ขณะที่ ปปง.ตรวจสอบ พบการแปลงสภาพทรัพย์สิน สอดคล้องกับเจ้าตัวสารภาพใช้ชีวิตอู้ฟู่เพื่อสร้างภาพ ผบก.ป.ชี้เตรียมเชิญดาราที่มีภาพปรากฏมาชี้แจง หลังเสร็จขั้นตอนการรับแจ้งความจากผู้เสียหาย

ยังคงมีผู้เสียหายได้รับผลกระทบจากธุรกิจอำพรางทยอยเข้าแจ้งความเอาผิดกับ น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือ น.ส.ศรัณย์พัชร์ กิติขจรพัชร์ หรือซินแสโชกุน อย่างต่อเนื่องในข้อหาฉ้อโกงประชาชน หลังโฆษณาชวนเชื่อให้สมัครเป็นสมาชิกขายตรงอาหาร เสริม “ออลลิเชียน” ของบริษัทเวลท์ เอเวอร์ จำกัด ใช้เงินลงทุนหัวละ 9,730 บาท จะได้โปรโมชั่นไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นฟรี มีเหยื่อหลงเชื่อนับพันราย แต่เมื่อถึงวันนัดหมายกลับไม่สามารถไปได้จริง ทำให้เกิดเหตุวุ่นวายที่สนามบินสุวรรณภูมิ ต่อมาตำรวจกองปราบฯร่วมกับตำรวจ บก.ภ.จ.ระนอง จับกุมตัว น.ส.พสิษฐ์ หรือซินแสโชกุน พร้อมพวกรวม 9 คน ได้ที่ จ.ระนอง ก่อนนำตัวมาสอบสวน พบประวัตซินแสโชกุน สุดแสบมีหมายจับคดีฉ้อโกงติดตัวหลายคดี เคยเปลี่ยนชื่อมานับสิบครั้ง ตำรวจประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยึดทรัพย์เพื่อนำมาคืนให้ผู้เสียหาย พร้อมขยายผลถึงพฤติการณ์แอบอ้างเบื้องสูง

ทนายแจงเงินไม่พอยื่นประกัน

ความคืบหน้าที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 14 เม.ย. นายนิติศักดิ์ มีขวด ทนายความ น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์-ลาภิศ หรือซินแสโชกุน เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้เข้าเยี่ยมลูกความ เพื่อชี้แจงสิทธิตามขั้นตอนของกฎหมายและการฝากขัง พร้อมแจ้งว่าขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรวบรวมหลักทรัพย์เพื่อขอปล่อยตัวชั่วคราว คาดว่าจะยื่นต่อศาลหลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ หากวันนี้ศาลรับคำร้องฝากขังจะต้องถูกส่งตัวไปควบคุมที่เรือนจำก่อน เนื่องจากทรัพย์สินถูกเจ้าหน้าที่อายัดไปแล้วบางส่วน ทำให้ทรัพย์สินที่มีอยู่ไม่เพียงพอ

“ซินแสโชกุน” ยันไม่ได้ลวงโลก

“ตอนนี้ญาติของซินแสโชกุนทั้งหมดถูกควบคุม ตัวตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ มทบ.11 ทำให้ติดต่อไม่ได้ ประกอบกับรอผลสรุปของสำนวนคดีว่าจะมีการแจ้งข้อหาอื่นอีกหรือไม่ ซึ่งซินแสโชกุนเข้าใจแต่รู้สึกกังวลเล็กน้อย ถือเป็นเรื่องปกติ อย่างไรก็ตาม จากการพูดคุย ซินแสโชกุนยืนยันว่าไม่มีเจตนาหลอก การจัดทัวร์เป็นการพาไปเที่ยวคล้ายกับโปรโมชั่นที่แถมให้สมาชิก ยินดีชดใช้เงินคืนให้กับผู้เสียหายทั้งหมด” นายนิติศักดิ์กล่าว

โดนข้อหาเดียว “ฉ้อโกงประชาชน”

ขณะที่ พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป.เปิดเผยว่า เตรียมคุมตัวผู้ต้องหารายนี้ไปฝากขังผัดแรกที่ศาลอาญา ในเวลา 10.00 น. โดยแจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนเพียงข้อหาเดียว พร้อมคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากมีผู้เสียหายจำนวนมากหากได้รับการปล่อยตัวไป เกรงว่าจะหลบหนี ประกอบกับซินแสโชกุน ยังถูกยังศาลแขวงพระนคร-เหนือออกหมายจับในชื่อเดิม คือ น.ส.ภวิศ ภูริภัทร์-เมฆินทร์ ซึ่งตรวจสอบพบว่าเป็นบุคคลเดียวกัน ในข้อหาฉ้อโกง รวมทั้งกรณีหลอกลวงผู้เสียหายติดต่อนำบุตรอายุ 9 ปี ไปถ่ายแบบที่ประเทศญี่ปุ่น โดยเรียกเก็บค่าดำเนินการ 2.2 แสนบาท แต่ไม่สามารถพาไปถ่ายแบบได้จริง เหตุเกิดในพื้นที่ สน.ห้วยขวาง

จ่อเรียกดารามาสอบมีเอี่ยวหรือไม่

พล.ต.ต.สุทินยังระบุด้วยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ต้องเน้นไปที่ผู้เสียหายเป็นหลัก เพราะยังมีอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้แจ้งความ ส่วนกรณีมีภาพดารา 2-3 รายไปปรากฏอยู่ในภาพถ่าย รูปโปรโมตและอื่นๆ หลังจากที่เสร็จสิ้นขั้นตอนการแจ้งความของผู้เสียหายแล้ว พนักงานสอบสวนจะต้องเรียกตัวมาสอบถามว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้หรือไม่

เหยื่อตะคอก “เอาเงินกูคืนมา”

ต่อมาเวลา 10.20 น. ร.ต.อ.กฤษณ์ พิพัฒน์พูนสิริ พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. พร้อมกำลังคุมตัวน.ส.พสิษฐ์ หรือซินแสโชกุน ในชุดเสื้อยืดแขนสั้นสีขาว กางเกงสีฟ้า รองเท้าผ้าใบ ที่ข้อมือทั้งสองข้างมีผ้าสีฟ้าพันข้อมือเพื่อปิดบังการถูกสวมกุญแจมือ ออกจากห้องขังของ บก.ป. เพื่อไปขออำนาจศาลฝากขังผัดแรก ที่ศาลอาญา เจ้าตัวมีสีหน้ายิ้มแย้ม ไม่สะทก สะท้านกับสิ่งที่เกิดขึ้น ปฏิเสธไม่ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ระหว่างเดินขึ้นรถ มีผู้เสียหายกว่า 20 คน ที่ทราบข่าวว่าจะมีการนำตัวผู้ต้องหารายนี้ไปฝากขังได้มายืนตะโกน “เอาเงินกูคืนมา” บางส่วนได้ถือป้ายมีใจความว่า “มันนี่เกมทำลายอาชีพ ทำลายชาติ-เศรษฐกิจไม่ดี แต่จิตใจต้องดี-ปลุกพลังคนดีสู้คนเลว”

คุมตัวฝากขังพร้อมค้านประกัน

ที่ศาลอาญา เมื่อ น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือซินแสโชกุน กรรมการบริหารบริษัทเวลท์เอเวอร์ จำกัด ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงประชาชนตามหมายจับศาลอาญาที่ จ.939/2560 ลงวันที่ 12 เม.ย.60 ถูกคุมตัวมาถึง ร.ต.อ.กฤษณ์ พิพัฒน์พูนสิริ พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. ดำเนินการยื่นคำร้องฝากขังผัดแรก 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 14-25 เม.ย.60 เพราะการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบพยานเพิ่มอีก 50 ปาก รวมทั้งต้องรอผลตรวจสอบบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายและผู้ต้องหา รอผลตรวจลายพิมพ์นิ้วมือ ประวัติการต้องโทษผู้ต้องหาและอื่นๆ พร้อมยื่นหนังสือค้านประกันตัว

ประวัติยาวเหยียด–อนุมัติฝากขัง

ในหนังสือค้านประกันตัว ระบุว่า จากการตรวจสอบระหว่างปี 57-59 ผู้ต้องหายังก่อเหตุลักษณะเดียวกันอีก 4 คดีในพื้นที่ สภ.เมืองนครราชสีมา สภ.เมืองนนทบุรี สน.ปทุมวัน และ สน.ห้วยขวาง ซ้ำยังมีพฤติการณ์เปลี่ยนชื่อ-นามสกุล เข้าไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน ไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ทั่วประเทศหลงเชื่อหลายพันคน มีมูลค่าความเสียหายกว่า 50 ล้านบาท หลังเกิดเหตุผู้ต้องหายังได้ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินไปซื้อคอนโดมิเนียม รถยนต์ และอื่นๆ อันเข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงิน ทั้งยังมีพฤติการณ์หลบหนีไปที่ จ.ระนอง กระทั่งทหารควบคุมตัวมาโดยอาศัยอำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 13/2559 ลงวันที่ 29 มี.ค.59 เรื่องการป้องกันและปราบปรามกระทำความผิดบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อย มามอบให้พนักงานสอบสวน เชื่อหากผู้ต้องหาถูกปล่อยตัวชั่วคราวแล้วจะหลบหนี ยากต่อการติดตามตัวมาดำเนินคดี เชื่อว่าจะเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานให้เกิดความเสียหาย เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน ศาลพิจารณาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน อนุญาตให้ฝากขัง

อ้อนเครือข่าย “อย่าทิ้งกัน”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างขั้นตอนพิจารณาการฝากขังของศาล ไม่มีญาติของ น.ส.พสิษฐ์ หรือซินแสโชกุนมายื่นคำร้องขอประกันตัวแต่อย่างใด ขณะที่ถูกคุมขังที่ใต้ถุนศาลอาญาเพื่อรอนำตัวไปขังที่ทัณฑสถานหญิงกลาง ผู้ต้องหารายนี้กล่าวกับกลุ่มคนที่มาให้กำลังใจราว 10 คนว่า “ขออย่าทิ้งกัน คิดเสียว่าเป็นญาติคนหนึ่ง” ทำเอาสมาชิกกลุ่มคนที่มาเยี่ยมบางรายถึงกับร่ำไห้ กระทั่งเวลา 13.55 น.เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงคุมตัวไปคุมขังไว้ที่ทัณฑสถานหญิงกลางตามขั้นตอน โดยซินแสโชกุน มีสีหน้าเรียบเฉย

เครียดเพิ่งตัดนม-ร่ำไห้ในห้องขัง

ด้าน ร.ต.ท.สำเริง ใจแสน รอง สว.กก.ฝอ.บก.ป. ที่เข้าเวรเฝ้าหน้าห้องขัง หลังจากพนักงานสอบสวนนำตัว น.ส.พสิษฐ์ หรือซินแสโชกุน มาควบคุมในห้องควบคุมขังของ บก.ป. เมื่อคืนที่ผ่านมา เผยว่าสังเกตผู้ต้องหารายนี้มีอาการเครียดเป็นอย่างมากถึงกับนั่งร้องไห้อยู่เป็นเวลานานก่อนที่จะเผลอหลับไป กระทั่งช่วงกลางดึกเจ้าตัวตื่นขึ้นมานำยามาทารักษาแผลที่หน้าอก เมื่อสอบถามจึงทราบว่าเจ้าตัวเพิ่งไปผ่าตัดนมทิ้งเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ช่วงนี้ต้องทำแผลตลอด หลังจากนั้นตนจึงชวน น.ส.พสิษฐ์พูดคุยให้หายเครียดจนเริ่มอารมณ์ปกติ ถึงขั้นดูดวงให้และบอกว่าตนจะโชคดี ให้หาซื้อลอตเตอรี่ไว้จะถูกรางวัล หลังดูดวงให้เสร็จ น.ส.พสิษฐ์ขอตัวนั่งท่องบทสวดมนต์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์โต เพื่อคลายเครียดจนหลับไปในที่สุด

ปปง.-กองปราบฯประชุมร่วม

สำหรับการตรวจสอบทรัพย์สินของ น.ส.พสิษฐ์ หรือซินแสโชกุนนั้น สายวันเดียวกันเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. พ.ต.อ.สมควร พึ่งทรัพย์ รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รอง ผบก.ป. เพื่อหารือการตรวจสอบทรัพย์สิน และเส้นทางการเงินของผู้ต้องหาคดีนี้ ใช้เวลาในการประชุมนานกว่าชั่วโมง

แจ้งความแล้วเกือบ 500 ราย

หลังการประชุม พล.ต.ต.สุทินกล่าวว่าขณะนี้ ปปง.ได้อายัดเงินฝาก 3 ล้านบาทของ ซินแสโชกุนไปตรวจสอบแล้ว ยังไม่พบทรัพย์สินและอสังหาริมทรัพย์ถูกโอนต่อไปยังบุคคลอื่น เตรียมเร่งตรวจสอบอายัดทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการคืนให้กับผู้เสียหาย เชื่อยังมีผู้เกี่ยวข้องอีกหลายคนในฐานะแม่ข่ายอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพื่อออกหมายจับและรอผลสอบสวนผู้เกี่ยวข้องที่ถูกควบคุมตัวที่มทบ.11 เบื้องต้นยังไม่พบผู้บงการหรือตัวการใหญ่ที่อยู่ในระดับสูงกว่านี้ ในส่วนของผู้เสียหายเข้าแจ้งความที่ บก.ป.นั้นมีจำนวนกว่า 400 คน ส่วนผู้เสียหายที่อยู่ต่างจังหวัดสามารถเข้าแจ้งความกับตำรวจบก.ทท.หรือตำรวจพื้นที่

รับเพิ่งตั้งบริษัทใน จ.นครสวรรค์

มีรายงานว่า ซินแสโชกุน ให้การรับสารภาพเริ่มก่อตั้งบริษัทเวลท์ เอเวอร์ ตั้งแต่เดือน ม.ค.60 มีที่ตั้งบริษัทเลขที่ 88/6 หมู่ 9 ต.หนองยาว อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ จดทะเบียนรูปแบบบริษัทจำกัด ประกอบกิจการผลิตและจำหน่าย นำเข้า-ส่งออก น้ำดื่ม ชา กาแฟ น้ำแร่ และเครื่องดื่มทุกชนิด ประกอบกิจการผลิตและจำหน่าย นำเข้า-ส่งออกกระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า และเครื่องแต่งกาย

แปลงทรัพย์-ใช้ชีวิตหรูเพื่อสร้างภาพ

ซินแสโชกุนยังให้การด้วยว่า วิธีการหลอกลวงนั้นจะชักชวนให้คนมาลงทุนสมัครสมาชิกในราคา 1,380 บาท จากนั้นจะนำเงินแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นค่าสมัครสมาชิกบริษัท AllySian 850 บาท ส่วนที่สองเป็นค่าสมัครสมาชิกบริษัท เวลท์ เอเวอร์ 500 บาท ระยะแรกลงทุนเพียง 1,380 บาท ต่อมาภายหลังได้หลอกผู้เสียหายอีกว่า หากจะเดินทางไปท่องเที่ยวด้วย ผู้เสียหายจะลงทุนเพิ่มอัพเกรดต้องจ่ายเงิน 8,380 บาท และได้อาหารเสริมบำรุงสมอง 2 กระปุก ของ Allysian Sciences Mastermind และหากมีการบอกต่อจะได้ส่วนแบ่งหัวละ 1 พันบาท ส่วนทรัพย์สินที่ได้จากการหลอกลวงนั้นได้แปลงเป็นทรัพย์สินอื่นๆ ตั้งแต่เดือน ก.พ.-เม.ย.60 ซื้อคอนโดฯ 1 ห้อง ในราคา 2 ล้านกว่าบาท และเช่า 5 ห้อง ในราคาเดือนละ 8,000-9,000 บาท ซื้อรถยนต์ 4 คัน ประกอบไปด้วย รถเบนซ์เอสแอลเค 350 รถเรนจ์โรเวอร์ รถโตโยต้า คัมรี และรถเก๋งฮุนได เงินอีกส่วนหนึ่งได้พาสมาชิกไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น และฮ่องกง เพื่อโปรโมตบริษัท รวมทั้งใช้ชีวิตสวยหรู เพื่อสร้างภาพให้น่าเชื่อถือ

ค้นคอนโดฯ เจอหลักฐานเพียบ

มีรายงานเพิ่มเติมว่า สายวันเดียวกัน พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก. 2 บก.ป. พ.ต.ท.พัฒนพงศ์ ศรีพิณเพราะ รอง ผกก.2 บก.ป. พ.ต.ต.ปกรณ์เกียรติ พงษ์ธนนิกร สว.กก.2 บก.ป. นำกำลังตำรวจ กก.2 บก.ป. ตำรวจ บก.ทท.เข้าตรวจค้นห้องพัก ในคอนโดฯแห่งหนึ่งย่านรัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี เบื้องต้นสามารถตรวจยึดทรัพย์สินและเอกสารสำคัญที่เชื่อว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดไปตรวจสอบ

ระดมตำรวจมือดีร่วมสางคดี

ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก.ลงนามในคำสั่งกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางที่ 55/2560 แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน ระดมตำรวจฝีมือดีกว่า 100 นาย จากในส่วนของกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว (บก.ทท.) ตำรวจปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยว กับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ตำรวจปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินหรือ (ปปง.) มาร่วมคลี่คลายคดี โดยมอบหมายให้ พล.ต.ต.ชวลิต แสวงพืชน์ รอง ผบช.ก. เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. พล.ต.ต.ประเสริฐ เงินยวง ผบก.ทท. พล.ต.ต.ประเสริฐ พัฒนาดี ผบก.ปคบ. ทำหน้าที่เป็นรองหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ประชุมติดตามความคืบหน้าในคดีอีกครั้งวันที่ 17 เม.ย.

เน้นอำนวยความสะดวกผู้เสียหาย

ที่ห้องประชุมชิวปรีชา บก.ป. หลังถูกดัดแปลงใช้เป็นสถานที่สอบปากคำผู้เสียหาย ตลอดทั้งวันที่ผ่านมามีผู้เสียหายจำนวนมากทยอยเดินทางเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์กับคณะพนักงานสอบสวนในสังกัด บช.ก. โดย พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท. กล่าวว่า พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. เน้นย้ำให้ตำรวจอำนวยความสะดวกให้กับผู้เสียหายที่เดินทางเข้ามาแจ้งความ แนะนำขั้นตอนการแจ้งความ เตรียมแบบฟอร์มเอกสารให้ผู้เสียหายกรอกรายละเอียดเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว แต่คดีนี้มี ผู้เสียหายจำนวนมาก พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. สั่งการผ่านวิทยุในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีหนังสือเวียนกำหนดแนวทางเพื่ออำนวยความสะดวกผู้เสียหายว่าสามารถเดินทางมาแจ้งความที่ บก.ป. หรือแจ้งความในท้องที่เกิดเหตุและท้องที่ที่ใกล้ภูมิลำเนาได้

ยังอิหลักอิเหลื่อบางที่ไม่รับแจ้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า แม้จะมีการสั่งการผ่านวิทยุในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเรื่องการให้พนักงานสอบสวนรับแจ้งความร้องทุกข์คดีนี้ แต่ปรากฏว่ามีหลายท้องที่ที่ยังคงไม่รับแจ้งความ น.ส.แพรว (นามสมมติ) 1 ในผู้เสียหาย เผยว่า ตนและครอบครัวได้เดินทางมาแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี ในฐานะผู้เสียหาย ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนแนะนำว่าให้มาแจ้งความที่ บก.ป.เพราะจะได้รับความสะดวกรวดเร็วมากกว่า อีกทั้งพนักงานสอบสวนยังอ้างอีกว่ายังไม่ได้รับหนังสือเวียนสั่งการในเรื่องดังกล่าว เช่นเดียวกับผู้เสียหาอีกหลายราย ที่เดินทางไปแจ้งความในท้องที่ใกล้บ้าน แต่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนไม่รับแจ้งความ สำหรับกรณีนี้เกิดขึ้นในพื้นที่ของ บก.น.1 บก.น.2 บก.น.5 และ บช.ภ.2

ปธ.ต้านแชร์ลูกโซ่พาเหยื่อแจ้งความ

อีกด้าน นายอัครกิตติ์ ซิ้มเจริญ ประธานองค์ การต่อต้านแชร์ลูกโซ่ นำกลุ่มตัวแทนผู้เสียหายและแม่ข่ายจำนวน 50-60 คน จากตัวแทนจำนวนผู้ เสียหาย 333 คน ยอดความเสีย 6,299,936 บาท มาแจ้งความดำเนินคดีกับซินแสโชกุน ที่ บก.ป. โดยนายอัครกิตติ์ กล่าวว่า ได้นำผู้เสียหายมาแจ้งความเพื่อเรียกร้องคืนค่าเสียหาย ซึ่งการดำเนินธุรกิจแบบนี้เป็นธุรกิจอำพรางไม่ใช่ลักษณะของธุรกิจแชร์ลูกโซ่ หรือธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งพฤติกรรมมีการฉ้อโกงประชาชน ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศและธุรกิจขายตรงเกิดความเสียหาย ทั้งนี้ยังหลอกให้ประชาชนซื้อสินค้าพร้อมทั้งประชาสัมพันธ์เรื่องของการท่องเที่ยวมาจูงใจ โดยนำธุรกิจขายตรงมาบังหน้า มีการโปรโมตในช่วงแรกเพื่อดึงดูดให้เหยื่อสนใจ มีการโชว์ภาพถ่ายว่าได้ไปเที่ยวต่างประเทศจริง เพื่อให้ลูกค้าที่จะไปเที่ยวครั้งที่ 2 หลงเชื่ออย่างสนิทใจ

วอน“บิ๊กตู่” จัดการคดีให้จบไว

“อย่างไรก็ตาม ธุรกิจของซินแสโชกุนไม่ได้มีการจดทะเบียนตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัท อีกทั้งลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้า ไม่ได้รับสินค้าตามความที่กล่าวอ้างตามแผนธุรกิจนั้น เป็นแค่การโน้มน้าวใจและประชาสัมพันธ์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. คืนความสุขประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ด้วยการจัดการคดีให้เร็วที่สุด รวมทั้งคืนเงินให้ผู้เสียหายโดยเร็ว เพราะการกระทำของซินแสโชกุน เป็นการทำลายความสุขของประชาชน ดังนั้น วันนี้พวกเราจึงมาเรียกร้องสิทธิ์อันชอบธรรม” นายอัครกิตติ์ กล่าว

สภาทนายฯช่วยผู้เสียหายฟรี

นายเสาวภักดิ์ สกุลโรมวิลาศ อุปนายกฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย สภาทนายความ เผยว่า คดีนี้สร้างความเสียหายแก่ประชาชนในวงกว้าง เป็นความผิดอาญาแผ่นดินไม่สามารถยอมความได้ สภาทนายความติดตามเรื่องนี้มาตลอด ผู้เสียหายสามารถร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในท้องที่ใดก็ได้ที่มีภูมิลำเนา ก่อนรวบรวมสำนวนส่งพนักงานสอบสวน บก.ป. สรุปสำนวนพร้อมความเห็นส่งพนักงานอัยการ เมื่ออัยการสั่งฟ้อง ผู้เสียหายก็สามารถร้องขอเป็นโจทก์ร่วม หากผู้เสียหายต้องการความช่วยเหลือก็อาจร้องขอมายังสภาทนายความ บางเขน ส่วนค่าใช้จ่ายทางคดี สภาทนายความจะใช้งบประมาณที่รัฐสนับสนุนเป็นรายปี