บริการข่าวไทยรัฐ

หมุดคณะราษฎร โดนมือดีฉก เอาอันใหม่เปลี่ยนใส่แทน

ศรีสุวรรณโวยให้เอามาคืน ไผ่ ดาวดินคว้ารางวัลกวางจู


มือดีแอบเปลี่ยนหมุดคณะราษฎร สัญลักษณ์เหตุการณ์อภิวัฒน์สยาม 2475 นำหมุดใหม่สวมทับ “บิ๊กตู่” ย้ำอีกการเมืองต้องสงบราบคาบก่อนเดินหน้าเลือกตั้ง เปรียบเป็นเวทีมวยตอนนี้แค่ปี่กลองเชิด ยังไม่ส่งสัญญาณให้นักมวยชก แต่กรรมการดันโดนรุมซะแล้ว “อภิสิทธิ์” ชี้ ก.ม.พรรคการเมืองยังไม่สะเด็ดน้ำง่ายๆ อ้อน คสช.ผ่อนคลายกฎเหล็กหลัง ก.ม.ลูกคลอด เหน็บกติกาใหม่แค่สวยหรู “นพดล” โยนสังคมตัดสินเกมลากอำนาจ “มีชัย” แจงยกร่างฯฝ่ายตุลาการกันถูกแทรก จ่อตัดท่อน้ำเลี้ยงอัยการเหี้ยน “เสี่ยจ้อน” โชว์หล่อขอวางมือการเมือง “ไผ่ ดาวดิน” คว้ารางวัล “สิทธิมนุษยชนกวางจู” รางวัลเดียวกับที่ “อังคณา” ได้

แม้ฝ่ายการเมืองทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยจะส่งเสียงเรียกร้องให้ผ่อนคลายกฎเหล็ก เปิดช่องให้ประชุมพรรคกันได้ ขณะที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ยังคงยืนกรานคำเดิมไม่เปิดช่อง เปรียบเป็นเวทีมวยตอนนี้แค่ช่วงเสียงปี่กลองเริ่มเชิด ยังไม่ได้ส่งสัญญาณให้นักมวยเริ่มชก

“บิ๊กตู่” ย้ำอีกการเมืองต้องสงบ

เมื่อเวลา 20.15 น. วันที่ 14 เม.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ว่า เรื่องการเมือง การเดินหน้าสู่ประชาธิปไตย ขอให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย เราไม่ได้มีเรื่องนี้เรื่องเดียว เรามีปัญหาอีกมากที่ต้องแก้ไขไปพร้อมกัน รอไม่ได้ทั้งเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง เราต้องจัดทำกฎหมายลูกสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญใหม่ อยากให้ประชาชนมองภาพรวมของชาติ ไม่เช่นนั้นเราจะเดินหน้าไม่ได้เลย รัฐบาลพยายามอย่างยิ่งให้เป็นไปตามโรดแม็ป และงานสำคัญคือเตรียมดำเนินการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในหลวงรัชกาลใหม่ ให้สมพระเกียรติในช่วงปลายปี 2560

แค่ปี่กลองเชิดยังไม่ส่งสัญญาณ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้ก็เริ่มเหมือนเวทีมวยแล้ว นักมวยขึ้นเวทีมาแล้ว ปี่กลองเริ่มเชิดแล้ว กรรมการยืนอยู่ตรงกลางเวที แต่ยังไม่ทันให้สัญญาณ ปรากฏว่านักมวย พี่เลี้ยงเข้ามารุมกรรมการ จะไปชกกันได้อย่างไร มวยก็ชกกันไม่ได้ เรื่องการเลือกตั้งกับการปรองดองหลายคนพยายามเอามาพันกัน ทั้งที่มันน่าจะคนละเรื่องเดียวกันปนเปกันไปหมด มันส่งเสริมกัน แต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน การเลือกตั้งเป็นกิจกรรมให้ได้มาซึ่งรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย มีธรรมาภิบาลที่เราต้องการมาบริหารปกครองประเทศ ส่วนการปรองดองต้องทำตั้งแต่ครอบครัว สังคม ชุมชน จังหวัด กลุ่มจังหวัด ถึงส่วนภูมิภาค มันเป็นกิจกรรมที่คงไม่ใช่เพื่อการเลือกตั้ง แต่เป็นกิจกรรมต่อเนื่องที่ต้องเกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ว่าจะก่อน ระหว่าง หรือหลังเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง รุนแรง แตกแยกของคนในชาติ อย่ามาอ้างปัญหาเดียวคือประชาธิปไตย เพราะมันเกิดจากหลายปัญหา

อย่าเอา รธน.ไปพันกับปรองดอง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า หลายเรื่องเป็นกระบวนการบิดเบือนข้อเท็จจริง การใช้สิทธิประท้วงตามรัฐธรรมนูญต้องดูข้อกฎหมายอื่นด้วย มีทั้งกฎหมายลูก กฎหมายความมั่นคง กฎหมายชุมนุม เยอะแยะไปหมด ฉะนั้นอย่าเอาคำว่ารัฐธรรมนูญไปพันกับเรื่องสร้างความไม่สงบเรียบร้อย รัฐบาลต้องรับฟังปัญหาประชาชนทุกกลุ่ม และพยายามหาทางแก้ไข ไม่ใช่ให้ประชาชนมาต่อสู้กันไปมา ต้องสร้างบรรยากาศให้เกิดความร่วมมือ ไม่ใช่ให้เกิดความขัดแย้ง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนน่าจะเข้าใจ ครั้งนี้ คสช.ก็พยายามเข้ามาเป็นคนกลางแก้ไขความขัดแย้ง มันจึงเลี่ยงไม่ได้ เป็นเหตุผลที่จะต้องนำมาสานต่อเพื่อจะยุติเรื่องราวดังกล่าวให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็รับฟังความคิดเพื่อเดินหน้าประเทศไปในอนาคตอีกหลายสิบหลายร้อยปี

“ปณิธาน” โต้ “พัลลภ” แทน คสช.

นายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อห่วงใยของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กรณี กรธ. อาจใช้เวลาเต็ม 8 เดือน เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายลูก ว่าเขาคงมีแรงกดดันการเตรียมทำพื้นที่สำหรับการเลือกตั้ง แต่การทำกฎหมายลูกต้องรอบคอบ ถ้าเร่งรีบไปอาจมีคนมาบอกว่าฝ่ายหนึ่งได้ฝ่ายหนึ่งเสีย จึงต้องระมัดระวังไม่ให้มีความขัดแย้งขึ้นมาอีก ส่วนข้อกังวลการคงมาตรา 44 ไว้นั้น ถือเป็นมาตรการรักษาเสถียรภาพประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่าน หลายประเทศก็มีช่วงเปลี่ยนผ่าน เช่น สหรัฐอเมริกาที่ใช้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันมาตลอด แต่พอเปลี่ยนรัฐบาลยังมีช่วงถ่ายโอนอำนาจถึง 3 เดือน ส่วนกรณีที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตที่ปรึกษา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาเตือน พล.อ.ประยุทธ์อย่ายึดติดอำนาจนั้น คงเป็นการตั้งข้อสังเกตเหมือนคณะรัฐประหารที่ผ่านมา แต่ต้องไม่ลืมว่าคณะรัฐประหารที่ทำแล้วยังอยู่ในประเทศได้ก็มี ข้อห่วงใยนี้นายกฯคงรับทราบ และท่านระมัดระวังการใช้อำนาจพิเศษอยู่แล้ว เพราะเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง

ก.ม.พรรคการเมืองยังไม่สะเด็ดน้ำ

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงปฏิทินการทำงานของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในการร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่า เห็นด้วยที่กรธ.จะส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง กับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ สนช.พิจารณาก่อน เพราะหาก กกต.และพรรคการเมืองต้องปรับตัวช่วงเลือกตั้งจะทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายได้ การที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. วางยุทธศาสตร์หรือโรดแม็ปไว้ว่าควรทำกฎหมาย 2 ฉบับนี้จะทำให้เร็ว ดึงกฎหมายเลือกตั้งไว้ก่อนน่าจะสอดคล้องความเป็นจริงมากที่สุด หลังจากขอความเห็นจากพรรคการเมืองแล้วคาดว่าจะมีการแก้ไขมากพอสมควร เพราะยังมีความสับสนค่อนข้างมาก เช่น การให้สมาชิกพรรคเสียค่าบำรุงพรรค ซึ่งระหว่างนั้นจะตีความสถานะสมาชิก องค์ประกอบสาขาพรรคที่ประชุมใหญ่ รวมทั้งจะมีการประชุมกันครั้งแรกกันอย่างไร เชื่อว่า สนช.ต้องปรับแก้อาจต้องไปให้ความเห็นกันอีก

อ้อน คสช.ผ่อนคลายกฎเหล็ก

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า คาดว่าหลังประกาศใช้ 3-4 เดือน พรรคการเมืองต้องไปแก้ไขข้อบังคับพรรคให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ให้เรียบร้อย แต่ยังติดคำสั่ง คสช.ไม่ให้ประชุมพรรค ทำให้พรรคการเมือง ทำตัวไม่ถูก เมื่อกฎหมายพรรคการเมืองออกมา คิดว่า คสช.ต้องทบทวนคำสั่งว่าจะผ่อนคลายแค่ไหน สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีปัญหา เพราะโครงสร้างพรรคให้สมาชิกมีส่วนร่วมมากกว่าที่กฎหมายเขียนด้วยซ้ำ แต่ปัญหาใหญ่คือ ทำอย่างไรจะสื่อสารกับสมาชิกจำนวนมากให้รู้ถึงความจำเป็นที่ต้องจ่ายเงินค่าบำรุงพรรค รวมถึงการมาเป็นสมาชิกพรรคที่ผ่านมารู้สึกว่าตัวเองสูญเสีย เพราะกฎหมายหลายฉบับห้ามไม่ให้เข้ารับตำแหน่ง จึงสวนทางกับที่บอกว่าจะส่งเสริมให้คนมีส่วนร่วม แต่กลับกลายเป็นว่าเสียสิทธิ์ในหลายเรื่อง ที่สำคัญคือในยุคที่รัฐบาลไม่มีคุณธรรมยังมีการกลั่นแกล้งสมาชิกพรรคของฝ่ายตรงข้ามด้วย

เหน็บกติกาใหม่แค่ทำสวยหรู

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า หลักคิดให้สมาชิกจ่ายค่าบำรุงพรรค จะทำให้เกิดความเป็นเจ้าของนั้นเป็นหลักการที่ดี แต่ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจและเปลี่ยนวิธีคิดของสังคม ถ้ายังกีดกันโดยสะท้อนผ่านกฎหมายก็สวนทางกัน ถ้าทำแบบอารยประเทศได้จริงก็ไม่มีปัญหา แต่บางเรื่องก็แปลก เช่น การเขียนเรื่องบทลงโทษเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง หากพรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมือง กรรมการฯ ซื้อขายตำแหน่งทางการเมืองต้องมีโทษ ถามว่าแล้วคนที่ไม่เป็นสมาชิกพรรคจะไม่ถูกลงโทษใช่หรือไม่ จึงไปเติมคำว่า “ผู้ใด” เข้าไปแทน ซึ่งบทบัญญัตินี้ไม่ควรอยู่ในกฎหมายพรรคการเมือง แต่ควรอยู่ในกฎหมายเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชัน หรือการบริหารราชการแผ่นดิน

โยนสังคมตัดสินเกมลากอำนาจ

ด้านนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรอบเวลาการจัดทำกฎหมายลูกจะทำให้เร็วหรือทำเต็มกรอบเวลา 8 เดือน สามารถทำได้ เพราะ กรธ.เปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชน และประชุมจัดทำกฎหมายลูกมาต่อเนื่อง โดยเฉพาะกฎหมายลูกที่เกี่ยวกับพรรคการเมืองและ กกต. สนช. เองก็ตั้งกรรมการขึ้นมาศึกษาควบคู่ไปด้วย จึงน่าจะทำให้เร็วกว่ากรอบเวลาได้ ขึ้นอยู่กับ กรธ. และ สนช. ว่าจะผลักดันให้เร็วหรือไม่ พรรคเพื่อไทยไม่มีปัญหา เพราะถ้าพูดมากไปจะกลายเป็นนักการเมืองห่วงแต่อยากเลือกตั้ง จึงอยากให้เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง อยากให้สังคมช่วยกันคิดว่าถ้าการเลือกตั้งเกิดขึ้นเร็ว ความเชื่อมั่นของต่างชาติจะเพิ่มขึ้น นักลงทุนจะเข้ามามากขึ้นหรือไม่ และจะเกิดผลดีกับประเทศมากกว่าหรือไม่

ยกร่างฯฝ่ายตุลาการกันถูกแทรก

วันเดียวกัน นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงข้อกำหนดการแก้ไขร่างกฎหมาย 3 ฉบับเกี่ยวกับศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และอัยการ ภายใน 1 ปี ตามที่กำหนดในรัฐ– ธรรมนูญ 2560 ว่า กฎหมายในส่วนอัยการที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของ สนช. เป็นเรื่องเกี่ยวกับอายุ ไม่ใช่ข้อกำหนดตามรัฐธรรมนูญที่ทั้ง 3 หน่วยงาน ต้องเสนอปรับแก้กฎหมายภายใน 1 ปี ให้สอดคล้องตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ส่วนข้อสังเกตว่าการปรับแก้ที่มาของผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่ใช่คนในองค์กรทั้ง 3 แห่ง จะกระทบต่ออิสระการทำงานหรือไม่นั้น คิดว่าคงไม่กระทบ เดิมผู้ทรงคุณวุฒิบางส่วนมาจาก ครม. รัฐสภา ใครก็มาวิ่งเต้นที่รัฐสภา มีการล็อบบี้กลายเป็นคนของ ครม.และสภาฯ แต่ครั้งนี้กำหนดจำนวนผู้ทรงคุณวุฒิให้แต่ละองค์กรเลือกเอง ขึ้นอยู่กับจะเลือกใครเข้ามา จะได้ไม่มีสายสัมพันธ์กับ ครม. หรือสภาฯ

ตัดท่อน้ำเลี้ยงอัยการจนเหี้ยน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 มีเนื้อหากำหนดให้ ครม.ต้องเสนอร่างแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับหน่วยงานด้านยุติธรรม ให้ สนช.พิจารณาภายใน 1 ปี ได้แก่ 1. มาตรา 196 ประกอบมาตรา 277 ให้ ครม.เสนอแก้กฎหมายเกี่ยวกับคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ประกอบด้วย ประธานศาลฎีกาเป็นประธานกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นข้าราชการตุลาการในแต่ละชั้นศาล และผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการตุลาการไม่เกิน 2 คน ให้ สนช. พิจารณาภายใน 1 ปี นับจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้ 2. มาตรา 198 ประกอบมาตรา 277 ให้ ครม. เสนอแก้กฎหมายเกี่ยวกับคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง ประกอบด้วย ประธานศาลปกครองเป็นประธานกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นตุลาการ และผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่เป็นหรือเคยเป็นตุลาการไม่เกิน 2 คน เพื่อให้ สนช. พิจารณาภายใน 1 ปี นับจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้ 3. มาตรา 248 วรรคสาม ประกอบมาตรา 277 ให้ ครม.เสนอแก้กฎหมายเกี่ยวกับคณะกรรมการอัยการ ประกอบด้วย ประธานต้องไม่เป็นอัยการ และผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีบุคคลที่ไม่ใช่อัยการอย่างน้อย 2 คน เพื่อให้ สนช.พิจารณาภายใน 1 ปี ระหว่างที่ยังไม่ได้นับจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ห้ามอัยการเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นหุ้นส่วนในบริษัท หรือเป็นที่ปรึกษาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

“เสี่ยจ้อน” โชว์หล่อขอวางมือ

ขณะที่นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงอนาคตทางการเมือง ว่า มาถึงโค้งสุดท้ายของการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง หลายฝ่ายอยากให้ตนตั้งพรรคการเมือง หรือกลับไปพรรคประชาธิปัตย์ หรือบางพรรคก็เชิญให้ไปอยู่ แต่เรื่องการไปอยู่พรรค การเมืองอื่นหรือตั้งพรรคใหม่ คงไม่ทำ เพราะต้องรักษาสัจจะที่เคยพูดกับคนเพชรบุรีว่า เมื่อเกิดที่พรรคประชาธิปัตย์ก็จะอยู่เพียงพรรคเดียว เมื่อชั่งน้ำหนักระหว่างอนาคตทางการเมืองกับอนาคตประเทศ จึงตัดสินใจวางมือทางการเมือง เพื่อทำงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจนถึงวาระสุดท้าย ตนพูดเสมอว่าต้องแยกการเมืองออกจากการปฏิรูป และการปฏิรูปประเทศครั้งนี้เป็นการปฏิรูปประเทศ ไม่ให้มีผลประโยชน์ทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง การปฏิรูปประเทศจะบรรลุความสำเร็จต้องยึดประโยชน์ส่วนรวม ต้องเป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด แม้แต่ตัวเองและพวกพ้องก็ฝักใฝ่ไม่ได้ จึงจะได้รับความร่วมมือ

ปมวาระกำนันยังไม่ได้ข้อสรุป

อีกเรื่อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. กล่าวในรายการศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ว่า ประเด็นการกระจายอำนาจตอนนี้ถือว่าอยู่ในขั้นตอนการทำงานของสปท. ยังไม่ได้ข้อสรุปใดๆ ยังมีอีกหลายขั้นตอนต้องดำเนินการ โดยเฉพาะการรับฟังความคิดเห็นประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ เรื่องจึงยังมาไม่ถึงรัฐบาล ไม่สามารถพิจารณาได้ ขอให้รอเป็นไปตามขั้นตอนไม่อยากให้ด่วนสรุป ทุกคนต้องช่วยกันว่ากันด้วยเหตุด้วยผล มีความเห็นหรือข้อเสนอแนะอะไรที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดี ยอมรับกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องบังคับกัน เพื่อประโยชน์ประเทศขอให้ไปทำต่อในเวทีการรับฟังความคิดเห็นอื่น หรือในช่องทางที่เหมาะสมตามกระบวนการ เพื่อสร้างความสุขสงบ ลดความขัดแย้ง โดยเฉพาะเรื่องที่ยังไม่ได้ข้อสรุปหลายๆเรื่องวันนี้

“มาร์ค” แนะวางระบบสวัสดิการ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงมาตรการขึ้นทะเบียนผู้มีรายได้น้อยของรัฐบาล ว่า รัฐบาลควรเร่งทำให้เป็นรูปธรรมว่าสิทธิควรเป็นอย่างไร และควรทำเป็นระบบสวัสดิการ อย่าทำเป็นมาตรการว่าผู้มีรายได้น้อยจะได้อะไรขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจจะช่วยอย่างไร เพราะเสี่ยงกลายเป็นประชานิยม ต้องยอมรับว่าสาเหตุที่เศรษฐกิจซบเซาเกิดจากหลายปัจจัยที่มาจากรัฐประหาร เพราะกระทบต่อการตัดสินใจของนักลงทุน ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจโลก นโยบายของประเทศคู่ค้าสำคัญก็มีความไม่แน่นอน แต่เรื่องใหญ่คือรายได้ของคนในประเทศได้รับผลกระทบ การกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นครั้งคราวของรัฐบาล ยังไม่สามารถสร้างความยั่งยืน ทำให้เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว ส่วนนโยบายประชารัฐก็ค่อนข้างจำกัด เป็นมุมมองของผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม อาจไม่มีส่วนร่วมกำหนดทิศทางเท่าที่ควร

กระทุ้งหั่นงบเรือดำน้ำดูแลคนชรา

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงแนวคิดเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากเดิมรายละ 600 บาทต่อเดือน เป็นรายละ 1,200-1,500 บาทต่อเดือนของรัฐบาล ว่า ถ้าทำได้จริงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ยากจน อยู่คนเดียว ลูกหลานไม่สามารถดูแลได้ เงิน 1,500 บาทถือว่าน้อยเกินไปด้วยซ้ำในการดำรงชีพปัจจุบัน ส่วนการให้ผู้สูงอายุที่มีฐานะดีเสียสละเบี้ยยังชีพคนชรา เพื่อนำมาจัดตั้งเป็นกองทุนผู้สูงอายุเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก รัฐบาลมีวิธีที่ง่ายกว่าและสามารถทำได้ทันที คือ การงดซื้อเรือดำน้ำแล้วนำงบประมาณนั้นมาจัดสรรเป็นสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุ จะช่วยเหลือผู้สูงอายุยากจนได้นับล้านคน เป็นเวลาหลายปี ขอเรียกร้องให้รัฐบาลนำเงินที่จะซื้อเรือดำน้ำมาสร้างสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุจะเป็นประโยชน์กว่า และควรมีมาตรการที่ยั่งยืนรองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคตด้วย

“ไผ่” คว้ารางวัลสิทธิมนุษยชน

วันเดียวกัน เว็บไซต์สำนักข่าวยอนฮัป ประเทศเกาหลีใต้ รายงานว่า คณะกรรมการของ “มูลนิธิ 18 พฤษภาคมรำลึก” (May 18 Memorial Foundation) ได้มอบรางวัล “กวางจูเพื่อสิทธิมนุษยชน” (Gwang Ju Prize for Human Rights) ประจำปี 2560 แก่นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ ดาวดิน” นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น ในฐานะผู้ต่อสู้กับเผด็จการและการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยกลับคืนสู่ประเทศไทย โดยพิธีรับรางวัลจะมีขึ้นในวันที่ 18 พ.ค. ในงาน “กวางจู เอเชีย ฟอรัม” ที่จะมีขึ้นวันที่ 16-18 พ.ค.นี้ โดยคณะกรรมการคาดหวังว่านายจตุภัทร์จะเดินทางไปร่วมงาน หรือส่งตัวแทนไปรับรางวัล รวมทั้งเงินสด 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1,750,000 บาท) ด้วย ทั้งนี้ รางวัลดังกล่าวตั้งขึ้นเพื่อรำลึกและส่งเสริมจิตวิญญาณของ “ขบวนการประชาธิปไตย 18 พฤษภาคม” ที่ประชาชนลุกฮือเรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในเมืองกวางจู จนถูกรัฐบาลเผด็จการทหารของเกาหลีใต้ขณะนั้นใช้กำลังกวาดล้างอย่างโหดเหี้ยมเมื่อวันที่ 18 พ.ค.2523 และเหตุการณ์ครั้งนั้นนำประชาธิปไตยมาสู่เกาหลีใต้

รางวัลเดียวกับที่ “อังคณา” ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับ “ไผ่ ดาวดิน” เป็นจำเลยข้อหาหมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และละเมิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ รวมระยะเวลาที่ถูกจองจำแล้ว 114 วัน และนอกจาก “ไผ่” แล้วยังมีการมอบรางวัลให้นายเซอร์กิ บัมบาลา แร็ปเปอร์ชาวบูร์กินาฟาร์โซ ที่ต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการในประเทศของตนด้วย ทั้งนี้ ชาวไทยผู้ได้รับรางวัลนี้คนแรกในปี 2549 คือนางอังคณา นีละไพจิตร กสม. ภรรยานายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ถูกบังคับให้หายสาบสูญ และผู้เคยได้รับรางวัลนี้ยังมีนางอองซาน ซูจี ผู้นำพรรคเอ็นแอลดีและ รมว.ต่างประเทศ ผู้นำโดยพฤตินัยของเมียนมาในปัจจุบัน นายสมบัด สมพอน ทนายความนักสิทธิมนุษยชนใน สปป.ลาว ที่ถูกบังคับให้หายสาบสูญ กลุ่มรณรงค์การเลือกตั้งที่สะอาดและยุติธรรม หรือ “Bersih” ในมาเลเซีย

มือดีแอบเปลี่ยนหมุดคณะราษฎร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้ เพจเฟซบุ๊ก “หมุดคณะราษฎร” ได้เผยแพร่ภาพพร้อมข้อความเกี่ยวกับการเปลี่ยนหมุดคณะราษฎรบริเวณลานหน้าพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งเป็นหมุดที่ทำขึ้นเนื่องในเหตุการณ์การอภิวัฒน์สยาม 2475 ซึ่งพระยาพหลพลพยุหเสนา หนึ่งในแกนนำคณะราษฎร อ่านประกาศคณะฉบับที่ 1 เสร็จสิ้นในเวลาย่ำรุ่งของวันที่ 24 มิ.ย. 2475 โดยหมุดเดิมมีข้อความว่า “ณ ที่นี้ 24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ เพื่อความเจริญของชาติ” สำหรับหมุดใหม่มีข้อความรอบนอกว่า “ความนับถือรักใคร่ในพระรัตนตรัยก็ดี ในรัฐของตนก็ดี ในวงศ์ตระกูลของตนก็ดี มีจิตซื่อตรงในพระราชาของตนก็ดี ย่อมเป็นเครื่องทำให้รัฐของตนเจริญยิ่ง” ส่วนข้อความในวงด้านในระบุว่า “ขอประเทศสยามจงเจริญยั่งยืนตลอดไป ประชาชนสุขสันต์ หน้าใส เพื่อเป็นพลังของแผ่นดิน”

“ศรีสุวรรณ” ลั่นขอทวงคืนหมุด

ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า สมาคมฯได้ออกแถลงการณ์ขอทวงคืนหมุดคณะราษฎร เนื่องจากการเปลี่ยนหมุดคณะราษฎรบริเวณลานหน้าพระบรมรูปทรงม้าที่สะท้อนเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในปี 2475 การที่มีบุคคลหรือหน่วยงานใดพยายามบิดเบือนหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของชาติ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยการจัดทำหมุดขึ้นมาใหม่ และนำไปสับเปลี่ยนหมุดคณะราษฎรเดิม เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอาญา และขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 มาตรา 57 (1) ประกอบมาตรา 78 เป็นหน้าที่ของรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งดำเนินการนำหมุดคณะราษฎรกลับมาประดิษฐานยังที่เดิม หากไม่ดำเนินการสมาคมฯ จะใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 51 ฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องต่อไป

ผอ.เขตดุสิตยังไม่รู้ใครคนเปลี่ยน

ต่อมาช่วงค่ำ นายบันลือ สุขใส ผอ.สำนักงานเขตดุสิต กล่าวว่า สำนักงานเขตกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีการเปลี่ยนหมุดคณะราษฎร ยืนยันว่าทางเขตไม่ได้เป็นผู้เปลี่ยน เพิ่งทราบเรื่องจากสื่อออนไลน์ที่มีการแชร์ภาพ ขอเวลาตรวจสอบรายละเอียดและข้อมูลที่ชัดเจนว่าหน่วยงานใดเป็นผู้เปลี่ยนหมุด แล้วจะแจ้งให้ประชาชนทราบต่อไป ทั้งนี้ พื้นที่บริเวณหมุดมีกล้องวงจรปิดอยู่ ข้อมูลในส่วนนี้จะประกอบข้อเท็จจริงได้ว่ามีการเปลี่ยนหมุดจริงหรือไม่ หรือหน่วยงานใดเป็นผู้เปลี่ยน