บริการข่าวไทยรัฐ

พิธีกร สุดท้ายตายเพราะปาก

โดย บุ๋ม ปนัดดา

การทำหน้าที่พิธีกรสำคัญมากแค่ไหน? บุ๋มว่าสำคัญมากนะคะ ที่บอกมานี่ไม่ใช่เป็นเพราะตัวเองทำงานพิธีกรเลยมาเขียนคอลัมน์เพื่อให้คนเห็นว่า เออ! มันต้องมีนะ ต้องจ้างมันนะ แต่อยากให้เห็นว่า งานทั้งงานที่อุตส่าห์จัดขึ้นมาทั้งที กลับต้องมาล่มเพราะพิธีกรเพียงคนเดียว!

คุณอย่าลืมสิว่างานจัดเลี้ยงของบางบริษัทมีขึ้นแค่ปีละครั้ง หรือบางบริษัท 10 ปีครั้งด้วยซ้ำ หรือบางสถานที่คือการเปิดตัวครั้งแรกซึ่งนั่นหมายถึงมีครั้งเดียวในชีวิตที่คุณจะได้ทำพิธีเปิดนั้น ซึ่งไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพิธีกรที่มีความสามารถสูงถึงได้ถูกจ้างกันในราคาที่แพง เพราะเมื่องานเริ่ม พิธีกรคือคนควบคุมงานทั้งหมด! บรรยากาศของงานจะเป็นยังไงก็ขึ้นอยู่กับพิธีกรคนนั้นจะพาไป จะเป็นทางการหรือเฮฮามากน้อยแค่ไหน พิธีกรจะต้องคุยกับเจ้าของงานชัดเจนว่าต้องการบรรยากาศงานยังไง และพิธีกรก็ต้องมีไหวพริบเฉพาะตัวที่จะแก้ไขสถานการณ์รวมถึงบรรยากาศให้เป็นไปในทางที่ต้องการ แต่บางครั้งพิธีกรราคาแพงกลับกลายเป็นคนที่มีอีโก้สูงเลยทำให้งานพังมาหลายงาน

ส่วนพิธีกรในรายการทีวีที่เห็นว่าเก่งฉกาจแต่พอมาทำงานอีเวนต์กลับกลายเป็นพัง เพราะงานอีเวนต์ตัดต่อไม่ได้เหมือนรายการโทรทัศน์ ไม่มีเทคสองเทคสามให้แก้ตัว พูดผิดแล้วก็พังเลย เราเลยเห็นหลายงานที่พิธีกรคนเก่งหน้าจอทำงานพังไม่เป็นท่า ล่าสุดมีพิธีกรสุดหล่อคนหนึ่งไปเป็นพิธีกรงานเปิดตัวสินค้าใหม่ แต่ผลปรากฏว่าในวันเปิดตัวสินค้านั้น เค้าลืมบทสำคัญ หรือไม่อยากพูดโปรโมชั่นการขายยาวๆ ก็ไม่รู้ แต่อย่าลืมสิว่าเค้าจัดงานขึ้นมาก็เพื่อขายของ แล้วไม่พูดช่วยขายแล้วเค้าจะจัดงานมาเพื่ออะไร? พอทีมงานเข้าไปขอร้องว่าให้ช่วยกลับขึ้นไปบนเวทีเพื่อพูดอีกครั้งได้ไหม เค้ากลับบอกว่าเค้าทำดีที่สุดแล้วและพูดทุกอย่างไปหมดแล้ว ไม่มีความจำเป็นที่ต้องขึ้นไปอีก! จบข่าว!

ส่วนงานที่พิธีกรจะต้องมีความระมัดระวังสูงคืองานที่มี “กลุ่มคนเฉพาะ” เพราะนั่นหมายถึงคุณต้องเข้าใจวัฒนธรรมกลุ่มการพูดจาเฮฮาหรือตีซี้ ต้องมั่นใจแน่นอนว่ามุกนั้นเค้ารับได้ เพราะกลุ่มคนประเภทนี้เค้ารู้สึกอบอุ่นเวลาอยู่ด้วยกัน มีคำพูดที่หยอกเย้ากันในกลุ่ม มีการพูดจาจิกกัดกันเองตามประสาคนรู้ใจ แต่ไม่ใช่ว่าคนนอกหรือพิธีกรจะสามารถพูดได้แบบพวกเขา

โดยเฉพาะกลุ่มที่เรียกว่าแฟนคลับ กลุ่มนี้มีวัฒนธรรมเฉพาะกลุ่ม มีความรักความศรัทธา ในศิลปินที่เค้าชอบในมุมมองของตัวเอง คนนอกจะไม่เข้าใจว่าทำไมกลุ่มนี้ ทำไมต้องขนาดนั้น เช่น ทำไมต้องตามไปกรี๊ดเสียงดัง ทำไมจะต้องเสียเงินทองมากมายในการซื้อของหรือป้ายไฟมายกให้กำลังใจศิลปิน และการชอบศิลปินคนนี้ก็ใช่ว่าจะต้องชอบศิลปินคนอื่น และพวกเขาจะรู้เรื่องศิลปินของเขาอย่างดี และจะไม่ชอบมากๆ ถ้าศิลปินของเค้าโดนเปรียบเทียบหรือโดนดูถูก ของใครใครก็รัก ต่อให้ไม่ดังเหมือนกับศิลปินคนอื่นที่ขึ้นเวทีเดียวกัน เค้าก็จะรู้สึกว่านี่คือดีของเค้าแล้วดังนั้นไม่จำเป็นต้องเอาไปว่ากล่าว กลุ่มแฟนคลับจะเซนซิทีฟง่ายกับเรื่องพวกนี้ แล้วถ้าบังเอิญคุณต้องไปเป็นพิธีกรในงานที่มีแฟนคลับแบบนี้ ถ้าคุณไม่รู้จักศิลปินเลยคุณก็ต้องพูดเป็นกำลังใจให้กับแฟนคลับเพราะเค้าตั้งใจมาเพื่อศิลปินของเค้าไม่ใช่เพื่อพิธีกร

บุ๋มเองก็ไม่เคยเป็นแฟนคลับของใครจริงจังขนาดนั้น แต่ก็แอบทึ่งกับแฟนคลับกลุ่มต่างๆ ทุกครั้งที่เห็น มันสะท้อนไปถึงตัวศิลปินเองว่ามีความสามารถและมีเสน่ห์ในการดึงดูดคนหมู่มากขนาดไหน บุ๋มเคยเห็นศิลปินเกาหลีมาที่เมืองไทยบังเอิญเจอที่สนามบินตกใจกับกลุ่มแฟนคลับคนไทยที่มาต้อนรับอย่างล้นหลามเรียกง่ายๆ ว่าสนามบินแตก

บุ๋มเคยเจอน้องพริตตี้สาวสวยมาเป็นพิธีกรงานหนึ่งที่บุ๋มต้องไปโชว์ตัว หน้าตาสวยเชียว เธอพยายามขอเสียงกรี๊ดจากแขกในงาน คงอยากให้งานดูคึกคักและพยายามให้คนในงานหันมาสนใจเธอ แต่อย่างว่า จู่ๆ จะให้เราไปกรี๊ดใครก็ไม่รู้ แถมคนที่มางานก็ไม่ใช่แนวแฟนคลับที่มีพลังกรี๊ดขนาดนั้น มันก็เงียบไง เธอพยายามอยู่สองทีจนทีที่สามเธอพูดว่า ใครไม่กรี๊ดขอให้บ้านบึ้ม! เฮ้ย! มันใช่เรื่องไหม? อันนี้ออกแนวขู่เข็ญนะ บุ๋มฟังอยู่ข้างหลังเวทียังตกใจว่าหนูกล้าเล่นมุกขนาดนี้เลยเหรอ แน่นอนว่า แขกในงานเงียบเป็นเป่าสากค่ะ ไม่ให้ความร่วมมือใดๆ ทั้งสิ้นและงานก็กร่อยยาวค่ะ น่าสงสารคนจัดงาน

การทำงานพิธีกร ใจเขาใจเราสำคัญมากค่ะ คุณต้องนึกถึงทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เจ้าของงานจะพอใจกับงานแค่ไหน ทีมงานทำงานง่ายขึ้นไหมเมื่อมีเรา แขกที่มางานมีความสุขไหม คนที่อยู่บนเวทีได้โชว์ได้ทำงานของตัวเองดีไหม หรือถ้าประกวดนางงามก็ต้องดูว่า นางงามจะเป็นลมไหม? ยืนนานไปรึเปล่า แล้วคนอยู่หลังเวทีรอนานไหม? ต้องดูหลายอย่าง พิธีกรไม่ใช่แค่ยืนถือไมค์อ่านตามสคริปต์แล้วพูดไปเรื่อยโดยไม่คิด มิเช่นนั้นก็จะเกิดประเด็นดราม่าต่างๆ ตามหน้าข่าวละจ้า

IG: boompanadda



บุ๋ม ปนัดดา