วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

‘สังขละบุรี’ วิถีศรัทธา..เหนือฟ้าซองกาเลีย

เวลาที่อยากเห็นวิถีชีวิตที่แปลกและแตกต่างจากวิถีเดิมๆของตัวเอง แต่มีเวลาไม่มากนัก ทำได้ง่ายที่สุดคือ ขับรถออกไปจังหวัดใกล้ๆที่มีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน และแน่นอน “สังขละบุรี” คือหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์ความต้องการแบบที่ว่าได้ดี

และเมื่อ พี่ปุ๊...ศตฉัน วิสัยจร อดีตผู้ประกาศข่าวสาวสวยของ อสมท เอ่ยปากชักชวนขับรถไปเที่ยวสังขละบุรี เพื่อดูวิถีชีวิตของชาวมอญ แบบชิลๆฟินๆ มีหรือที่ควรจะปฏิเสธ

ออกจากกรุงเทพฯราวตีห้าครึ่ง ขับรถมาเรื่อยๆยังไม่ทันเที่ยงเราก็มาถึงสังขละบุรี อำเภอที่อยู่ติดชายแดนไทย-พม่า ห่างจากกรุงเทพฯเพียง 360 กิโลเมตร

ชาวบ้านที่สังขละบุรีส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งอำเภอเป็นชาวมอญย้ำนะว่าเป็นชาวมอญ ไม่ใช่พม่า มีคนถามเหมือนกันว่า มอญกับพม่าต่างกันยังไง ยิ่งเคยได้ยินคำพูดว่า พม่ารามัญ ก็ยิ่งงงเข้าไปใหญ่ เพราะรามัญ จริงๆแล้วคือชาวมอญ เลยไปสืบค้นข้อมูล ได้ความว่า มอญ หรือ รามัญ เป็นชนชาติที่เก่าแก่ และมีอารยธรรมที่รุ่งเรืองมากชนชาติหนึ่งในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นชนชาติที่เคยมีถิ่นฐานเดิมอยู่บริเวณตอนล่างของประเทศพม่า มีเมืองหลวงที่เคยยิ่งใหญ่มาก ชื่อว่า หงสาวดี ตอนหลังถูกพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้กษัตริย์พม่าเข้าตี ยึดหงสาวดีไปเป็นของพม่า ทั้งยังกดขี่ข่มเหง จนชาวมอญต้องอพยพเข้ามาพึ่งพระบารมีของกษัตริย์ไทยหลายต่อหลายครั้ง ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ที่หนักที่สุด คือ สมัยรัชกาลที่ 2 เกิดกบฏชาวมอญสู้รบกับพม่าจนพ่ายแพ้หนีตายเข้ามาในประเทศไทยต่อมาถูกพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้กษัตริย์พม่าเข้าตี และยึดหงสาวดีไปเป็นของพม่า ชาวมอญได้ถูกพม่ากดขี่ข่มเหง เพื่อต้องการทำลายชาติพันธุ์ของมอญให้สิ้นไป มอญจึงต้องสู้รบกับพม่าตลอดมา และได้อพยพเข้ามาพึ่งกษัตริย์ไทยหลายต่อหลายครั้ง ครั้งนั้นรัชกาลที่ 2 โปรดฯให้ตั้งบ้านเรือนที่ปากเกร็ด พระประแดง และที่อยู่ตามชายแดนมากที่สุด ก็คือที่สังขละบุรี...นี่ล่ะ

รู้จักมอญกันแล้ว ก็ไปเที่ยวสะพานมอญกันเลยดีกว่า...

สะพานมอญ หรือที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สะพานอุตตมานุสรณ์ เป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และเป็นอันดับสองของโลกรองจากสะพานไม้อูเบ็งในพม่า แต่ที่มีเรื่องราวมากกว่าสะพานไม้อูเบ็ง ก็ตรงที่สะพานมอญนี่ นอก จากจะเป็นสัญลักษณ์ของสังขละบุรีแล้ว ยังเป็นสะพานแห่งศรัทธาที่ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันสร้างขึ้น จากศรัทธาที่มีต่อหลวงพ่ออุตตมะ ที่ต้องการให้ชาวบ้านเดินทางข้ามแม่น้ำได้สะดวก การสร้างสะพานแห่งนี้ไม่ได้ใช้เครื่องจักรใดๆเลย ใช้เพียงอุปกรณ์พื้นบ้าน และแรงงานชาวบ้านที่ศรัทธาต่อหลวงพ่อมาช่วยกันลำเลียงวัสดุ ผูกยึด ตอไม้ เสา และกระดานไม้ มีความยาวทั้งสิ้น 850 เมตร ข้ามแม่น้ำซองกาเลีย

ทุกๆเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ทั้งชาวมอญและนักท่องเที่ยวจะพากันมาที่สะพานแห่งนี้เพื่อใส่บาตรและกินอาหารเช้า ที่ขึ้นชื่อก็คือ โจ๊กและปาท่องโก๋ แต่ถ้าอยากจะกินอาหารมอญจริงๆ แนะนำเมนู ขนมจีนน้ำยาหยวกกล้วย ที่เป็นอาหารพื้นบ้านชาวมอญ ที่หากินที่อื่นไม่ค่อยได้

เสร็จจากใส่บาตร ก็ได้เวลาลงเรือไปยังวังบาดาล ชื่อเหมือนจะเป็นวังของพญานาค แต่จริงๆแล้วคือจุดที่ถือเป็นไฮไลต์อีกอย่างของสังขละบุรี คือ โบสถ์ใต้น้ำ ซึ่งเป็นโบสถ์เดิมของวัดวังก์วิเวการาม ซึ่งต้องนั่งเรือจากสะพานมอญไปยังจุดสามประสบ ที่มีลำน้ำสามสายมาบรรจบกัน คือ ห้วยซองกะเลีย ห้วยบิคลี่ และ ห้วยรันตี ก่อนจะรวมกันเป็นแม่น้ำแควน้อยไหลลงสู่จังหวัดกาญจนบุรี

ตัวโบสถ์กลางน้ำหรือโบสถ์ใต้น้ำ ถ้ามองโดยโครงสร้าง ยังคงสภาพสมบูรณ์ ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การมาเที่ยว คือช่วงฤดูร้อนประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน เพราะเป็นหน้าแล้ง น้ำหลังเขื่อนลดลงมาก นักท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นไปชมโบสถ์ทั้งหลังได้อย่างสบายๆ แต่ถ้ามาช่วงปลายฝนต้นหนาวราวเดือน ต.ค.-ม.ค. อาจจะเห็นแค่บางส่วนของตัวโบสถ์ที่โผล่พ้นน้ำ และไม่สามารถลง ไปเดินเที่ยวรอบตัวโบสถ์ได้

นอกเหนือจากสะพานไม้และโบสถ์ใต้น้ำแล้ว สิ่งที่เป็นเสน่ห์ของสังขละบุรีคือ วิถีมอญที่ยังหลงเหลืออยู่ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายที่ผู้หญิงยังคงนุ่งผ้าซิ่น หรือผ้าถุง เสื้อแขนกระบอกสามส่วน มีผ้าแถบยาวเหมือนสไบพาดไว้ที่บ่า ผมรวบมัดเป็นมวยไว้ด้านหลัง ส่วนผู้ชายจะนุ่งโสร่ง ใส่เสื้อเชิ้ตหรือเสื้อลายสกอตแขนยาวขาวแดงเป็นเอกลักษณ์ ส่วนที่หน้าก็จะทาแป้งทานาคา หรือทำเป็นรอยรูปต่างๆปะไว้...ดูตะมุตะมิไปอีกแบบ

ที่เป็นเหมือนโชว์ของหมู่บ้านมอญที่สังขละบริเวณสะพานมอญอีกอย่าง โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนก็คือการเล่นน้ำของเด็กๆ โดยเฉพาะเด็กผู้ชายที่จะโชว์ลีลากระโดดน้ำจากสะพานมอญ มีทั้งแบบธรรมดาและแบบผาดโผนตามความถนัดของแต่ละคน

จากโบสถ์ใต้น้ำ เรากลับออกมาสักการะเจดีย์พุทธคยาจำลอง ที่มองเห็นเป็นสีทองอร่ามตอนนั่งเรือล่องลำน้ำซองกาเลีย และกราบสรีระสังขารหลวงพ่ออุตตมะที่วัดวังก์วิเวการาม ก่อนจะขับรถต่อไปยังด่านเจดีย์สามองค์ เพื่อชมและช็อปสินค้าชายแดนโดยเฉพาะสินค้าที่ทำจากไม้ เช่น ไม้เท้า เก้าอี้ไม้ ติดไม้ติดมือกลับมาฝากคนที่บ้าน

และสุดท้ายคือ การนั่งเรือชมเขื่อนวชิราลงกรณ์ ซึ่งเป็นเขื่อนหินถมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และเป็นเขื่อนที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 รองจากเขื่อนภูมิพล เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนสิริกิติ์ นอกจากผลิตกระแสไฟฟ้าแล้ว การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ยังมีบริการนั่งเรือชมความงดงามของเขื่อน ซึ่งหากสนใจสามารถติดต่อจองเรือล่วงหน้าได้ที่โทร. 0-3459-8030, 0-3459-9077 ต่อ 2452, 2506 ซึ่งที่เราต้องมาดูเขื่อนแห่งนี้ ก็เพราะเขื่อนนี่ละที่ทำให้วัดจมน้ำ เนื่องจากเมื่อเก็บกักน้ำหลังเขื่อนแล้ว ระดับน้ำได้เพิ่มขึ้นจนท่วมตัวอำเภอเก่า พื้นที่กว่า 1,000 ไร่ และหมู่บ้านชาวมอญอีกกว่า 1,000 หลังคาเรือน เมื่อปี 2527

เราโบกมือลาสังขละบุรี...ด้วยความรู้สึกอิ่มเอมอีกครั้ง กับการเดินทางแบบเรียบง่าย เพื่อสัมผัสวิถีแห่งมนุษยชาติที่แม้จะต่างชาติ ต่างภาษา แต่ด้วยวิถีแห่งศรัทธาที่ไม่ต่างกัน จึงผูกพันราวกับเป็นแผ่นดินเดียว.