วันอังคารที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หลังสงกรานต์เอาไง? ห้ามนั่งท้ายรถกระบะ

หลังจากมีตัวแทนประชาชนส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้มาตรา 44 บังคับห้ามนั่งในส่วนแค็บด้านหลังคนขับและท้ายรถกระบะ ได้ไปยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขอให้ทบทวนยกเลิกคำสั่งข้างต้น

เนื่องจากเห็นว่ามีประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อนในการเดินทางกลับภูมิลำเนาในต่างจังหวัด ช่วงเทศกาลสงกรานต์ รัฐบาลจึงมีมาตรการผ่อนปรน โดยอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงสงกรานต์ โดยในส่วนของคำสั่งห้ามนั่งบริเวณส่วนท้ายของรถกระบะ และห้ามนั่งในแค็บด้านหลังคนขับในรถยนต์ 2 ประตูนั้น อนุโลมยังไม่ใช้บังคับไปจนกว่าจะถึงช่วงหลังสงกรานต์ ซึ่งยังไม่มีการระบุช่วงเวลา

อย่างไรก็ตาม กรณีนั่งท้ายรถกระบะนั้นยังคงห้ามมิให้ประชาชนขึ้นไปนั่งบริเวณขอบกระบะ หากเจ้าหน้าที่พบเห็น จะมีการตักเตือน แต่ยังไม่มีการปรับ

ส่วนบริเวณภายในกระบะ หรือแค็บนั้น สามารถนั่งได้ตามความเหมาะสม โดยไม่ระบุว่านั่งได้กี่คน เรื่องการคาดเข็มขัดนิรภัย และขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือกรณีเมาแล้วขับ ยังคงบังคับใช้อย่างเคร่งครัดตามเดิม

กลับมาสู่ประเด็นกระบะท้ายของรถปิกอัพ ภายใต้สภาพแวดล้อมในสังคมไทย เกิดเครื่องหมายคำถามว่า ควรอนุญาตให้ใช้สำหรับการนั่งโดยสารได้หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีเสียงวิพากษ์และถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง

เพื่อให้เห็นภาพในมุมกว้าง และเป็นสากลมากขึ้น จะลองนำไปเทียบเคียงกับ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้ว และมีการใช้รถกระบะ หรือปิกอัพเป็นจำนวนมาก

กรณีดังกล่าว นพ.พิรัตน์ โลกาพัฒนา หรือ “หมอแมว” เจ้าของ เพจดังในเฟซบุ๊ก “ความรู้สนุกๆแบบหมอแมว” บอกว่า กรณีนี้แต่ละรัฐในสหรัฐอเมริกามีความเห็นเป็น 2 ฝ่าย หรือมีมาตรการที่แตกต่างกัน

ยกตัวอย่าง รัฐมอนตานา วอชิงตัน ไอดาโฮ นอร์ทดาโกตา เซาท์ดาโกตา มินเนโซตา ไวโอมิง เวอร์มอนต์ อิลลินอยส์ ไอโอวา โอกลาโฮมา เคนตักกี อินเดียนา นิวแฮมเชียร์ อริโซนา อลาสกา อลาบามา มิสซิสซิปปี และ เวสต์เวอร์จิเนีย รัฐเหล่านี้ไม่มีข้อห้าม หรือพูดอีกอย่างสามารถนั่งที่ส่วนกระบะท้ายของรถปิกอัพได้โดยไม่ผิดกฎหมาย

ส่วนรัฐที่เหลือ แม้จะมีข้อห้ามในการนั่งที่ส่วนกระบะท้าย แต่ บางรัฐก็ห้ามแบบมีเงื่อนไข หรือ ข้อยกเว้น แตกต่างกันไป ตามแต่สภาพวิถีชีวิต หรือภูมิประเทศในแต่ละท้องถิ่นนั้นๆ

เป็นต้นว่า ที่ รัฐแคลิฟอร์เนีย ปกติห้ามผู้โดยสารรถปิกอัพนั่งที่ส่วนท้ายกระบะ ยกเว้นกรณีที่ตำรวจจับกุมผู้กระทำผิด หรือกรณีที่เป็นเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา สามารถขึ้นไปนั่งที่บริเวณกระบะท้ายของรถปิกอัพ ภายในละแวกฟาร์มได้

รวมทั้งกรณีที่มีขบวนแห่ หรือพาเหรด ซึ่งใช้อัตราความเร็วรถไม่เกิน 8 ไมล์/ชั่วโมง ก็สามารถขึ้นไปนั่งที่ส่วนกระบะท้ายรถปิกอัพได้ เป็นต้น

ส่วน รัฐโคโลราโด ผู้ที่มีอายุยังไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์ ไม่สามารถนั่งตรงบริเวณกระบะท้ายได้ ผู้ที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปแล้วจึงจะนั่งได้ โดยมีเงื่อนไขขอเพียงเป็นรถกระบะที่มีขอบและปิดขอบครบทั้ง 4 ด้าน แม้จะไม่มีหลังคาก็นั่งได้

รัฐเนวาดา กรณีที่ขับขี่รถกระบะบนถนนลูกรัง สามารถขึ้นไปนั่งที่ส่วนกระบะท้ายได้ แต่เมื่อใดที่ขับขี่บนถนนลาดยาง หรือคอนกรีต ไม่สามารถจะนั่งที่ส่วนกระบะท้ายได้ ยกเว้นกรณีที่มีแค็บปิดคลุมกระบะ

สำหรับ รัฐเท็กซัส หากเป็นรถคันเดียวของบ้านนั้น สามารถใช้กระบะ ท้ายนั่งโดยสารได้ ซึ่งกรณีของเท็กซัส น่าจะมีสภาพคล้ายคลึงกับวิถีชีวิตของคนไทยในต่างจังหวัดมากที่สุด ที่ทั้งบ้านมีรถปิกอัพเพียงคันเดียว

กรณีมาตรการห้ามนั่งท้ายกระบะในเมืองไทย แหล่งข่าวผู้หนึ่งได้แสดงความเห็นว่า

ประการแรก ก่อนที่จะออกมาตรการใดๆมาใช้บังคับอย่างกว้างขวางกับประชาชน แม้จะกระทำไปด้วยความปรารถนาดีก็ตาม ควรต้องคำนึงถึงสภาพวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนทุกภาคส่วน ให้รอบคอบ รอบด้านเสียก่อน ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นถูกก่นด่า ลุกฮือรุมต่อต้านกันทั้งประเทศ เหมือนอย่างช่วงแรกที่มาตรการนี้ออกมา

“คนต่างจังหวัด หรือตามชนบทห่างไกลในบ้าน มักจะเป็นครอบครัวใหญ่ มีการพึ่งพาอาศัยกันและกัน เช่น ไปไหนมาไหนมักจะติดรถไปด้วยกัน แถมยังเป็นสังคมที่ขนสัมภาระอุ้ยอ้ายติดตัวไปด้วย ที่สำคัญยังเป็นสังคมที่ใช้ชีวิตอยู่กับเรือกสวนไร่นา หรือสังคมเกษตรเป็นหลัก เมื่อถึงฤดูกาล เก็บเกี่ยวผลผลิต ก็ได้อาศัยรถปิกอัพนี่แหละบรรทุกผลผลิตไปขาย”

“นอกจากนี้ยังไม่รวมถึงเรื่องสภาพถนนหนทางตามถนนสายรองในต่างจังหวัด หรือชนบทห่างไกล ที่ยังเป็นดินลูกรัง เป็นหลุม เป็นบ่อ ยังไม่ได้มาตรฐานอย่างถนนในเมือง ปิกอัพ หรือรถกระบะ จึงเป็นเสมือนปัจจัยที่ 5 ในการใช้เคลื่อนย้ายทั้งคนและสิ่งของ สำหรับผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมดังกล่าว”

แหล่งข่าวบอกว่า ประการถัดมา ผู้ออกมาตรการเองอาจจะหลงลืมเรื่องสำคัญไปอีกอย่าง...ก่อนที่จะออกมาตรการข้างต้น เคยสอบถาม คุย หรือเชิญโรงงานผู้ผลิตรถปิกอัพของแต่ละค่ายรถมาปรึกษาหารือเพื่อหาทางออกร่วมกันบ้างหรือไม่ เพราะไม่เช่นนั้นอาจกลายเป็นเหมือนกับการฉายหนังคนละม้วน

“ค่ายรถก็ตั้งหน้าตั้งตาผลิตรถออกมาขายเป็นหมื่นเป็นแสนคัน แต่สุดท้ายก็ขายไม่ได้ เพราะติดกับดักมาตรการที่รัฐบาลสั่งห้ามมิให้นั่งในส่วนบริเวณแค็บ หรือกระบะท้ายของรถปิกอัพ หากเกิดความเสียหายกับผู้ผลิตรถในเมืองไทย โดยที่ไม่มีสัญญาณเตือน หรือให้เวลาเขาปรับปรุง ปรับตัว หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิตสักระยะ ดีไม่ดีต่างชาติที่เข้ามาลงทุนบ้านเราอาจย้ายฐานการผลิต หนีไปลงทุนที่มาเลเซีย หรือประเทศอื่นกันหมด”

แหล่งข่าวบอกว่า แม้มาตรการดังกล่าวจะมีการอนุโลมผ่อนปรน ยังไม่ใช้บังคับในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ แต่หลังจากนั้นยังไม่รู้ว่าจะออกมาในรูปใด รัฐบาลถอยหรือเดินหน้า นำมาตรการนี้มาใช้บังคับต่อ

“ถ้ามีการเดินหน้า ใช้มาตรการนี้บังคับต่อ อีกหน่อยคนไทยคงต้องใช้รถหลายคัน เช่น ถ้าซื้อรถกระบะหรือปิกอัพ ต้องเอามาใช้ขนของเป็นหลัก ห้ามนำมาขนผู้โดยสารเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งน่าจะเป็นการแก้ปัญหาเพื่อลดอุบัติเหตุในการขับขี่รถยนต์ที่ไม่ถูกจุด แทนที่จะไปแก้ไขที่ต้นเหตุ อย่างคนขับรถ ซึ่งต้องมีวินัยและสามัญสำนึกในการขับขี่ ให้ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของทั้งตนเองและผู้อื่น เป็นต้น”

ขณะที่แหล่งข่าวอีกคนให้ความเห็นว่า ความรุนแรงของอุบัติเหตุทางรถยนต์ เกิดขึ้นเพราะความประมาท ไม่เคารพกฎ ระเบียบ มารยาทในการใช้รถใช้ถนนสาธารณะเป็นหลัก

“สมมติถ้าให้คาดเข็มขัดนิรภัย แต่คุณเล่นขับรถด้วยความเร็ว 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เกิดการชนขึ้นมา ยังไงก็ไม่เหลือซาก”

“ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ กฎหมายที่มีอยู่แล้ว และออกมานานแล้ว ไม่เคยมีการใช้บังคับอย่างจริงจัง ปล่อยปละให้ดำเนินมาจนกลายเป็นวิถีชีวิตของคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศ จู่ๆจะมาใช้วิธีหักด้ามพร้าด้วยเข่า จึงเกิดความโกลาหล เพราะสังคมโดยรวมจะสั่งซ้ายหันขวาหันแบบในค่ายทหารคงไม่ได้ ทางแก้ก็คือ ควรปรับกฎหมายให้เข้ากับภาวะสังคม และบังคับใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุ น่าจะเหมาะสมกว่า”

“...จะว่าไปกฎหมายแบบนี้ ถึงไม่ใช้บังคับ ก็ไม่มีใครเดือดร้อนมากมายนัก คนที่นั่งท้ายหรือนั่งในแค็บ เขาก็ต้องรู้ตัวเองว่าเสี่ยงชีวิตอยู่แล้ว ชีวิตใครรับผิดชอบกันเอง เอาเวลาไปทำอย่างอื่นเถอะ...” แหล่งข่าวทิ้งท้ายความเห็น.