บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อาศรมพรหมธาดาฯ ชูท่องเที่ยวประชารัฐ

“อาศรมพรหมธาดาพุทธาสถาน” เริ่มจากชาวบ้านผู้ปฏิบัติธรรมต้องการอนุรักษ์สำนักปฏิบัติธรรมแห่งนี้ไว้และกลัวต้นไม้จะถูกทำลาย ด้วยดอยโบราณแห่งนี้ มีการเล่าขานต่อๆกันมาว่า...

สมัยที่พม่าจะมายึดครองเมืองเชียงใหม่ชาวบ้านได้ช่วยกันขนสิ่งของมีค่าในวัดพระธาตุเจ้าศรีจอมทองมาหลบซ่อนไว้ในถ้ำใต้ดอยแห่งนี้ จากนั้นได้นำช้างมาขนก้อนหินขนาดใหญ่ปิดปากถ้ำเอาไว้

ตามประวัติของสำนักปฏิบัติธรรมในอดีตกาลแห่งนี้ บันทึกไว้ด้วยว่า...เมื่อครั้งพระฤๅษีวาสุเทพยังมีชีวิตอยู่ สหายของท่านชื่อว่า ฤๅษีพรหมธาดาก็ได้มาบำเพ็ญปฏิบัติที่นี่จนสำเร็จมรรคผล

ชาวบ้านจึงพร้อมใจนำชื่อของท่านมาตั้งชื่อสำนักปฏิบัติธรรมแห่งนี้ว่า “อาศรมพรหมธาดาพุทธาสถาน” จนกระทั่ง พ.ศ.2547 “กำนันปั๋น” ผู้นำชุมชนในขณะนั้น พร้อมด้วยชาวบ้านได้อาราธนานิมนต์ ครูบาเจ้าตรัยเทพจันทวัณโณ (ผู้มีรัศมีดุจพระจันทร์) ขณะที่ท่านครูบายังจำวัดอยู่ที่อารามห้วยบง ต.ดอยหล่อ กิ่ง อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ ให้ท่านมาจำวัดอยู่ที่อาศรมพรหมธาดาพุทธาสถานแห่งนี้

ด้วยความที่ชาวบ้านศรัทธาในตัวท่านครูบา ชาวบ้านได้ช่วยกันก่อสร้างกุฏิ สถานที่ปฏิบัติธรรม ตลอดจนสร้างถาวรวัตถุต่างๆมากมายเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน

อาศรมพรหมธาดาพุทธาสถานตั้งอยู่บนสันเขาเล็กๆลูกหนึ่งในเขตหมู่ 6 ต.ดอยแก้ว อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ มีชื่อว่า...สันป่าเฮ้วอีป้อ (ป่าช้า) เป็นสำนักปฏิบัติธรรมตามสายพระพุทธศาสนาแบบโบราณล้านนาไทย กำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2547 ตรงกับเดือนเจ็ดเหนือ...ตามที่ชาวล้านนาเรียกขาน

ความโดดเด่นคือ... “พระมหาธาตุเจดีย์ไตรพุทธญาณรังสีปฐวีมงคล” ที่จำลองแบบมาจาก “สถูปสวยัมภูนาถ” และ “มหาสถูปโพธินาถ” เจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเนปาล หนึ่งเดียวในประเทศไทย

ทุกด้านของเจดีย์จะมีรูป “ดวงตา” หรือ “Buddha Eyes” ...เปรียบเสมือนกับทุกสิ่งในโลกนี้อยู่ภายใต้ดวงตาของพุทธะ

นอกจากนี้ยังมีถ้ำแก้วที่รวบรวมอัฐิธาตุของลูกศิษย์ที่เป็นสารีริกธาตุ และเป็นที่นั่งสมาธิกลุ่มของผู้ปฏิบัติธรรม ตามแนวทางการปฏิบัติศาสนกิจที่ท่านครูบาเจ้าตรัยเทพกำหนดไว้ตามประเภทของผู้ปฏิบัติ

ที่สำคัญ...ทุกคนจะต้องถือวัตรปฏิบัติในการรับประทานอาหารมังสวิรัติ ไม่มีเนื้อสัตว์ ไม่มีไข่ทุกชนิด

เมื่อได้เข้าไปใน “อาศรมพรหมธาดาพุทธาสถาน” จะได้รับการพัฒนาจิตใจให้สงบมีสมาธิ มีกิจกรรมต่างๆให้ทำร่วมกันตามที่ได้รับหน้าที่ ได้ปฏิบัติธรรมเพื่อความสงบในจิตใจ ได้พักผ่อนหย่อนใจ ได้อยู่กับธรรมชาติ ได้มีเวลาคิดทบทวนตัวเอง...เพื่อพร้อมที่จะกลับไปเผชิญกับปัญหาในโลกปัจจุบันต่อไป

“สัจธรรม คือความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตาย ทุกศาสนาสอนในสิ่งเดียวกัน...แต่สอนคนละภาษา คนละวัฒนธรรม ดังจะเห็นได้ว่า ในอาศรมพรหมธาดามีรูปเคารพของพุทธศาสนาทุกนิกาย สัจธรรมสมาธิ ไม่ได้คิดว่า ศาสนาหรือแนวทางของตัวเองดีกว่าศาสนาอื่น ท่านครูบาตรัยเทพสอนให้สำนึกว่า...

ตราบใดที่เราฝึกธรรมะแล้วเราคิดว่า เราดีกว่าเพื่อน ดีกว่าศาสนาอื่น เราก็จะไปสู่จุดมุ่งหมายตามที่พระพุทธองค์สอนไม่ได้ เพราะเรายังมีอัตตาคือคิดว่าตนดีกว่าเขา ทำให้คิดว่า ศาสนาเราดีกว่าศาสนาอื่นๆเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง การทะเลาะกันว่า ศาสนานั้นเป็นอย่างนี้ ศาสนานี้เป็นอย่างนั้น สำหรับสัจธรรมสมาธิถือเป็นเรื่องไร้สาระทุกสิ่งเป็นหนึ่งเดียวกัน ...โลกนี้รอดได้เพราะเมตตาธรรมของแต่ละผู้นำทางศาสนาเหล่านั้น

เพราะเมตตาของทุกพระผู้เป็นเจ้าทุกพระองค์เป็นผู้รู้แจ้ง พระพุทธเจ้าของศาสนาพุทธบอกวิถีทางไปสู่ความจริง นั้นคือทางสายกลาง ครูบาตรัยเทพจึงเน้นไม่ให้คิดว่าเราดีกว่าคนอื่น”

สุวรรณ บัณฑิต ลูกศิษย์ยุคแรกๆของครูบาเจ้าตรัยเทพ จันทวัณโณ ย้ำว่า ท่านครูบาตรัยเทพสอนว่า หากเราไม่ได้แก่นแท้ของสัจธรรมสมาธิจริงๆเราก็ต้องเวียนตายเวียนเกิด วันนี้เราเป็นผู้หญิง...เกิดมาอีกทีเราเป็นผู้ชาย ชาตินี้เราอาจเป็นคนรวย ชาติหน้าเราอาจจน...พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ทุกข์ยากที่สุดของมนุษย์คือ การเวียนตายเวียนเกิด และวิชาที่พระพุทธองค์สอนปฏิบัติสมาธิตามทางสายกลางเพื่อแก้ไขสิ่งเดียวคือ...

“ทุกข์จากเวียนตายเวียนเกิด หมดอัตตาเมื่อไหร่หมดทุกข์เมื่อนั้น”

การสอนให้หมดอัตตาได้...ตราบใดที่เราไม่ลงมือปฏิบัติ เราจะไม่มีทางได้ธรรมะเป็นสมบัติของเราเลย ไม่ต้องรอจนแก่...วัยเด็ก หนุ่มสาวก็ทำได้เหมือนกับการนำเงินไปฝากธนาคาร

ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เสริมว่า แนวทางการส่งเสริมศาสนสถานสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ตอนนี้การท่องเที่ยวโดยมีจุดขายเรื่องวัฒนธรรมได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นอย่างมาก เพราะเขาอยากมาสัมผัสวิถีชาวบ้าน วิถีชุมชน รวมถึงวิถีชาวพุทธ

ฉะนั้น วัด ณ ปัจจุบัน จึงไม่ใช่แต่เป็นสถานที่ทำบุญ เจริญวิปัสสนาดังเช่นที่ผ่านมาแต่จะเป็นตัวเชื่อมโยงให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วัฒนธรรม วิถีชีวิตแบบไทย ซึ่งนี่คืออีกหนึ่งจุดขายของไทยที่ต้องอนุรักษ์

“ททท.เองก็พร้อมเป็นเจ้าภาพ หากวัดหรือศาสนสถานใดมีความพร้อม แต่ก่อนอื่นสถานที่นั้นๆต้องพัฒนาไปพร้อมกับจังหวัดหรือพื้นที่ ขณะเดียวกันต้องไม่เสียสมดุลสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม วิถีชุมชน...เหล่านี้ต้องไม่เปลี่ยน ไม่ขยายตัวมากเกินจนไปกระทบหรือเปลี่ยนแปลงใดๆ”

เมื่อเราใช้วัฒนธรรมเป็นจุดขายส่วนหนึ่ง เราก็ต้องรักษาสมดุล เดิม นักท่องเที่ยวต้องการสัมผัสวิถีไหน เราก็ต้องรองรับให้เขามีโอกาสได้สัมผัส ใช้ชีวิตร่วมกับคนไทย

อาจเป็นลักษณะโฮมสเตย์ ซึมซับวัฒนธรรม...ส่วนหนึ่งจะทำให้เขาใช้เวลาอยู่ในเมืองไทยเพิ่มขึ้นและเมื่อเกิดความประทับใจ เขาก็กลับมาอีกครั้ง แต่ที่สำคัญเราต้องคงอัตลักษณ์ของตัวเองให้คงอยู่ตลอดไป

นที ขลิบทอง ผอ.กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) บอกว่า เพื่อให้สอดรับกับการมีตลาดประชารัฐชุมชนที่ประสานร่วมกันระหว่างประชาชน เอกชน รัฐบาล...ยังรวมไปถึงสถานที่ราชการอื่น และวัด ที่เกิดขึ้นในปี 2559 อีกประมาณ 1,300 กว่าแห่ง

ปีนี้...สิ่งที่ต้องทำอย่างด่วนที่สุดคือ การทำตลาดประชารัฐต้นแบบ สร้างเครือข่าย เดินหน้าให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยประสานความร่วมมือกับ “วัด” หรือ “พุทธสถาน”

“ที่ผ่านมา...เป็นที่น่ายินดี เราได้รับความกรุณาจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเสนอเข้าร่วมโครงการหลายพื้นที่ ได้เข้าไปสำรวจแล้วในเบื้องต้น พร้อมเข้าไปร่วมทำงาน แต่อยากให้มีประชารัฐต้นแบบก่อน เพื่อเป็นตัวอย่างความสำเร็จในการร่วมมือของทุกฝ่ายในแต่ละพื้นที่”

หลายพื้นที่มีความพร้อมอยู่แล้ว หากสนใจเข้าร่วมโครงการสามารถติดต่อไปยังหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องได้ทันที ทั้งกองทุนหมู่บ้าน สำนักงานพระพุทธศาสนา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ ฯลฯ

“อาศรมพรหมธาดาฯ” อีกหนึ่งใน “เพชรเม็ดงามแห่งนครพิงค์” เป็นตัวอย่างในการก้าวไปสู่ สถานที่ท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรมแห่งใหม่ของเชียงใหม่และของประเทศไทย

สถานที่สำคัญทางศาสนาเป็นจุดดึงดูดสำคัญ...ผู้มาเยือนทั้งคนไทย คนต่างชาตินอกจากจะได้ปฏิบัติเข้าถึงธรรมแล้วยังได้ท่องเที่ยวกระจายรายได้ไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย.