บริการข่าวไทยรัฐ

ความน้อยใจของสื่อโบราณ ในยุค “โซเชียล” ครองโลก

โดย ซูม

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 เมษายนที่ผ่านมานี้เองผู้โดยสารของสายการบินยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส สายการบินยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกาสายหนึ่งได้เผยแพร่คลิปวีดิโอผ่านโซเชียลส่วนตัวของเขา และต่อมาได้กลายเป็นคลิปที่มีคนดูกว่า 200 ล้านวิวในประเทศจีน

เป็นคลิปว่าด้วยผู้โดยสารชาวเอเชียผู้หนึ่งถูก รปภ.ของสายการบินยูไนเต็ด แอร์ไลน์สใช้กำลังบังคับจนหมดสติเลือดไหลเต็มปาก ลากลงจากเครื่องบินเที่ยวบินที่ 3411 จากชิคาโกไปยังหลุยส์วิลล์

ต่อมาเว็บไซต์ดังเว็บหนึ่งของจีนเอาไปโพสต์ต่อ ปรากฏว่าแผล็บเดียวเท่านั้นยอดวิวของเว็บจีนที่ชื่อ เหวยป๋อ ก็พุ่งกระฉูดไปกว่า 200 ล้านวิวพร้อมกับอารมณ์ที่โกรธพลุ่งพล่านของชาวจีน

แม้ในวีดิโอคลิปจะไม่ได้บอกว่าคนถูกกระชากนั้นเป็นคนจีน แต่ชัดเจนว่าเป็นคนเอเชียแน่ ชาวจีนที่เปิดดูจึงเกิดความเคียดแค้นสายการบินนี้ถึงกับโพสต์ถล่มเละ

พร้อมกับเรียกร้องให้มีการ “คว่ำบาตร” สายการบินนี้เพื่อเตือนให้สำนึกในการกระทำที่เหยียดชาวเอเชียของสายการบินดังกล่าว

ต่อมาก็มีการเผยแพร่ไปทางโซเชียลอื่นๆทั่วโลกจนสื่อปกติของสหรัฐฯเองทนไม่ไหวต้องเอามาเล่นเป็นข่าวใหญ่ติดต่อกันหลายวัน

ส่งผลให้ราคาหุ้นของสายการบินนี้ร่วงลงไปทันที 4 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 35,000 ล้านบาท ในการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่นิวยอร์กวันรุ่งขึ้น

เหตุเพราะผู้โดยสารจีนเป็นลูกค้าหลักของสายการบินนี้ ซึ่งมีเที่ยวบินจากสหรัฐฯไปเมืองต่างๆของจีนมากกว่าสายการบินอื่น หากโดนชาวจีนบอยคอตมีหวังสะเทือนแน่นอน

ที่ผมหยิบเรื่องนี้มาเล่าในวันสงกรานต์อย่างนี้ก็เพื่อจะตอกย้ำให้เห็นถึงพลังของสื่อสังคมออนไลน์ว่ามีอิทธิพลจริงๆในยุคนี้

ฮือเรื่องอะไร! เขย่าเรื่องอะไร? จะเกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางในเรื่องนั้นๆอยู่เสมอๆและจะเกิดอย่างรวดเร็วด้วย

เทียบกับสมัยก่อนกว่าสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือโทรทัศน์จะเขย่าอะไรสักอย่างให้กระเพื่อมได้ต้องใช้เวลาพอสมควร อาจจะต้องเดินข่าวแบบเกาะติดกันหลายวันกว่าจะเห็นมรรคเห็นผล

ในบ้านเราก็มีหลายๆตัวอย่างที่แสดงถึงพลังของโซเชียล ล่าสุดก็เรื่อง “ห้ามนั่งท้ายรถกระบะ” โดยใช้ ม.44 นี่แหละครับ สื่อหลักๆเขียนวิพากษ์วิจารณ์แต่รัฐบาลเฉย

พอโดนโซเชียลถล่มเท่านั้นแผล็บเดียวตกใจรีบกลับลำกลางอากาศเลย ยอมให้นั่งกันไปได้ก่อนในช่วงสงกรานต์ หลังจากนั้นค่อยว่าอีกที

น่าจะเป็นเพราะสื่อโซเชียลนั้นสามารถวัดจำนวนคนอ่านได้อย่างทันทีทันใด คืออ่านกี่คนดูกี่คนตัวเลขจะขึ้นมาให้เห็น ณ บัดนั้น

สื่อโทรทัศน์ สื่อหนังสือพิมพ์ต้องไปรอบริษัทเรตติ้งสำรวจถึงจะรู้ว่ามีคนฟังเท่าไร หรือมีคนอ่านเท่าไร ใช้เวลาหลายวันกว่าจะรู้

จึงไม่น่าตกใจเหมือนกับเห็นตัวเลขบอกว่ามีคนดูคนอ่านคนแชร์คนคอมเมนต์ 200 ล้านคนแล้วนะ 300 ล้านคนแล้วนะ แสดงว่าเรื่องนี้คนชอบหรือไม่ชอบที่ชัดเจนมาก ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายจึงต้องรีบตัดสินใจแก้เกมอย่างเร่งด่วน

เหมือนรัฐบาลไทยกับกรณีรถกระบะที่ว่าพอเห็นตัวเลขเห็นการเผยแพร่หรือการแชร์แล้วว่าประชาชนโกรธอย่างแน่นอน ขนาดมีอำนาจรัฐอยู่ในมือยังไม่กล้าหือกับอำนาจประชาชน

จากนี้ไปนับวันสื่อออนไลน์หรือโซเชียลมีเดียจะยิ่งมีอิทธิพลต่อมนุษย์ทั่วโลกมากขึ้นและจะยิ่งเหนือกว่าสื่อปกติมากขึ้น

คิดแล้วก็น้อยใจแทนสื่อปกติทั้งๆที่อิทธิพลลดลงยอดขายลดลงธุรกิจแย่ลงไม่ว่าทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ เหนื่อยกันทั้งนั้น แต่ก็ยังจะโดนควบคุม ออกกฎโน่นกฎนี่เพื่อหาเหตุควบคุมอยู่เรื่อย

โดยเฉพาะสื่อที่โบราณที่สุดในบรรดาสื่อหลักทั้งหลาย คือ สื่อหนังสือพิมพ์อย่างพวกผมมักจะโดนดุแบบวันเว้นวันจากรัฐบาล

แทนที่จะไปหาทางคุมสื่อโซเชียลหรือดุสื่อโซเชียลให้มากๆ เพราะนั่นล่ะสื่อที่มีอิทธิพลที่สุดของโลกยุคใหม่ละ แถมยังแพร่ง่ายแพร่เร็วขาดการตรวจสอบ...ดีก็ดีไป แต่ในกรณีแย่ก็จะแย่เลย

ไหงไม่ควบคุมหรือหาทางจัดการมั่งก็ไม่รู้ซี จะเล่นงานแต่สื่อโบราณ (ซึ่งทุกวันนี้ก็อ่อนเปลี้ยเต็มที) อยู่นั่นแหละลุงเอ๊ย.

“ซูม”