วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ส่องไทม์ไลน์ รธน.เลาะ ก.ม.ลูก 'นักเลือกตั้ง' ขยาด!! ปมลดอำนาจการเมือง

นับตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ทำ "รัฐประหาร" โค่นล้มรัฐบาลพลเรือนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันที่ 22 พ.ค.57 คำถามหนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องตอบกับสังคมมากที่สุด คือ "ประเทศจะมีการเลือกตั้งขึ้นเมื่อไหร่" ซึ่งทุกครั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จะตอบย้ำๆ เสมอว่า ทุกอย่างเป็นไปตามโรดแม็ป ที่ คสช.วางเอาไว้ !!

โดยโรดแม็ปและการเลือกตั้งต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่ต้องจับตา ประกอบกับสัญญาณร้อนแรง ที่เริ่มตั้งเค้าป่วนกระบวนการ ขั้นตอนการบรรจงเขียนกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ ที่เริ่มนับหนึ่งอย่างเป็นทางการแล้ว ภายหลัง "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานรัฐธรรมนูญ และประกาศใช้ เมื่อวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา แต่ก่อนหน้านั้นก็ส่อเค้าวุ่นตั้งแต่ไก่โห่ หลังจาก กรธ.หยั่งกระแสปล่อยพิมพ์เขียวเบื้องต้นออกมา แพลมๆ ให้ดูถึงตัวบทกฎหมายลูก ทำให้ 2 ค่ายการเมืองใหญ่ ทั้ง "เพื่อไทย" และ "ประชาธิปัตย์" เกิดอาการอยู่ไม่สุข โหวกเหวกโวยวาย ถึง พ.ร.บ.พรรคการเมือง ว่า กรธ.จงใจจ่ายยาแรงทำแท้งนักการเมือง !!

ซึ่งถ้านับตามปฏิทินโรดแม็ป คสช.ต่อจากนี้ อีก 18 เดือนข้างหน้า ก็จะเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง เริ่มจาก กรธ.จัดทำกฎหมายลูก (พ.ร.ป.) ภายใน 240 วัน (ม.267 ว.2) ประมาณเดือน ธ.ค.60 จากนั้น สนช.จะพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ภายใน 60 วัน (ม.267 ว.4) ประมาณเดือน ก.พ.61 โดยส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระ หรือ กรธ.ให้ความเห็น และตั้ง กมธ.วิสามัญ ภายใน 25 วัน (ม.267 ว.5) ประมาณเดือน มี.ค.61 จากนั้นนายกฯ ทูลเกล้าฯร่าง พ.ร.ป.ภายใน 25 วัน (ม.81,145) ประมาณเดือน เม.ย.61 โดย พ.ร.ป.มีผลใช้บังคับภายใน 90 วัน (ม.146) ประมาณเดือน ก.ค.61 และ กกต.จัดเลือกตั้งภายใน 150 วัน (ม.268) ประมาณเดือน ต.ค.อย่างเร็ว หรืออย่างช้าเดือน ธ.ค.61

โดย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ทั้ง 10 ฉบับ ประกอบด้วย 1.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) 2.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) 3.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) 4.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง 5.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 6.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 7.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน 8.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 9.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน และ 10.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 

แต่ที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับแรก ที่เกี่ยวกับ "การเลือกตั้ง" ที่ต้องเอ่ยถึง และ กรธ.ต้องเร่งลงมือร่างให้เสร็จ ประกอบด้วย "พ.ร.ป.พรรคการเมือง, พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส., พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง ส.ว. และ พ.ร.ป.กกต." ซึ่งถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะเป็นกฎหมายที่จะมีผลต่อการกำหนดการเลือกตั้ง โดยร่างรัฐธรรมนูญกำหนดว่า เมื่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ทั้ง 4 ฉบับ มีผลบังคับใช้จะต้องมีการจัดการเลือกตั้งภายใน 150 วัน แต่มีข่าวว่า 2 ใน 4 ร่างอรหันต์เสร็จเรียบร้อยแล้ว คือ พ.ร.ป.พรรคการเมือง และพ.ร.ป.กกต. โดย "นายมีชัย ฤชุพันธุ์" ประธาน กรธ.แย้มๆ ว่าจะส่งให้ สนช.พิจารณา ในวันที่ 18 เม.ย.นี้

ส่วน พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส.และ พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง ส.ว.นั้น "นายมีชัย" ระบุว่า ให้ สนช.พิจารณา ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับการเตรียมตัวของพรรคการเมืองและ กกต.หากต้องใช้เวลาเตรียมตัวมาก กรธ.จะพิจารณากฎหมายลูกอีก 6 ฉบับ ที่ไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้งไปก่อน โดยมีกำหนดส่งให้ สนช.เดือนละฉบับ เริ่มสตาร์ต พ.ค.นี้

ทั้งนี้โดยเฉพาะ พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส นั้นถูกตั้งแง่จากพรรคเพื่อไทยว่า เป็นการจ้องล้างบางเครือข่ายระบอบ "ทักษิณ" ส่วนซีกฝั่งประชาธิปัตย์ก็มิได้อยู่นิ่งเฉย ออกมาดักคอปมร้อนเปิดทาง "นายกฯคนนอก" ซึ่งกติกาใหม่นี้ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อเอื้อประโยชน์ "นักลากตั้ง" ทั้งหลาย ซึ่งเหล่านักการเมืองอาชีพ ต่างไม่ยอมสูญเสียผลประโยชน์ง่ายๆ แน่นอน ดังนั้นจึงออกมาดิ้นสู้กันแบบสุดฤทธิ์สุดเดช

แต่ทว่ากฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 1ใน 4 ฉบับนี้ ถือเป็นกฎหมายลูกที่สำคัญที่สุดฉบับหนึ่ง เพราะสามารถกำหนดโฉมหน้าการเมืองหลังเลือกตั้ง แบบพลิกฝ่ามือได้เลย คือ "พ.ร.ป.พรรคการเมือง" เพราะฝ่ายผู้มีบารมีใน คสช.ได้ตั้งเป้าเอาไว้แล้วว่า จุดหมายปลายทาง คือ "การสลายขั้วการเมือง" หลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะ 2 ขั้วการเมืองใหญ่ อย่าง "เพื่อไทย" และ "ประชาธิปัตย์" โดยหนึ่งในแนวคิด คสช.คือ การให้ผู้สมัครเลือกตั้งไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งจากการวิเคราะห์จะเห็นว่า "นักเลือกตั้ง" สามารถออกมาตั้งกลุ่ม จับกลุ่มเข้าพรรคการเมืองขนาดกลาง หรือตั้งกลุ่มการเมืองใหม่ เข้าทางสูตรเพิ่มอำนาจพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก มีอำนาจต่อรองการเมือง ภายใต้ระบบ "จัดสรรปันส่วนผสม" ของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ "ซือแป๋มีชัย" กับอีกสูตรหนึ่งที่มีความเป็นไปได้ คือ "รีเซต" พรรคการเมืองใหม่ทั้งหมด โดยให้พรรคการเมืองที่จะส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง จะต้องไปจดทะเบียนจัดตั้งพรรคใหม่ แต่ทั้งสองวิธีนี้ ยังต้องหาวิธีเขียนให้แนบเนียนในกฎหมายลูก ซึ่งมีเสียงแว่วมาว่า "คสช.เอาแน่" !!

หรือแม้แต่องค์กรอิสระ ทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.), คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.), หรือแม้กระทั่งศาลรัฐธรรมนูญ ก็ตั้งท่าไม่เอาด้วยกับปมเซตซีโร่ เพราะแพลนแฝงเงื่อนไขใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระ อาจทำให้ต้องกลับไปเริ่มจากศูนย์นับหนึ่งสรรหากันใหม่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตามเงื่อนเวลาบังคับที่ กรธ.จะต้องตรากฎหมายลูกถูกล็อกไว้ไม่เกินปีครึ่ง

ดังนั้น "ปมร้อน" จึงหมายถึงร่างกฎหมายลูกทั้ง 4 ฉบับ ที่ใช้ในการเลือกตั้ง ส่วนอีก 6 ฉบับที่เหลือเป็น พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมถึงองค์กรอิสระอื่นๆ ย่อมเกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจทางการเมือง อาจมีแรงกระเพื่อมทำให้ กรธ.และ คสช.ต้องกดดัน ดังนั้นจึงต้องจับตา !!

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐธรรมนูญจะเพิ่งประกาศใช้ แต่ กรธ.ก็ได้มีการศึกษาวางกรอบการเขียนกฎหมายลูกทั้ง 10 ฉบับไว้ล่วงหน้าแล้ว เช่นเดียวกับที่ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการยกร่างฯฉบับต่างๆ ก็มีการส่งรูปร่างหน้าตาให้ กรธ.ดูแล้วเช่นกัน ทำให้ กรธ.จำเป็นต้องร่างกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จ ก่อนกฎหมายฉบับอื่นๆ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปตามสัญญาที่ "ท่านผู้นำ" ให้ไว้ตามโรดแม็ป ซึ่งตัว "นายมีชัย" ก็เคยออกมายอมรับว่า "หืดขึ้นคอ" แน่ เพราะมีผลกระทบกับฝั่งการเมือง แต่ไม่ว่าอย่างไร "ธง" ของ กรธ.ที่ตั้งไว้ ก็ต้องร่างให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติแน่นอน