บริการข่าวไทยรัฐ

คนการเมืองเรียงหน้าสอนมวยรัฐบาล จับนั่งแค็บ-ท้ายกระบะ

สามัคคีกันขึ้นมาทันทีแบบที่กระแสกระหึ่มประเทศ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันทุกวงการ ล้อเลียน อำกันสนั่นโซเชียล กรณีภาครัฐจะบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังจับคนนั่งท้ายรถกระบะ และแค็บ ไม่เว้นกระทั่งคนการเมืองที่ออกมาให้แง่คิดมุมมอง แม้ว่าท้ายที่สุดแล้ว ภาครัฐจะยอมถอยชะลอการจับไปอีกสักระยะ หันมาเดินหน้าให้ความรู้ และทำความเข้าใจกับประชาชนก่อน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการใช้มาตรา 44 ห้ามประชาชนนั่งท้ายรถกระบะที่สร้างความสับสนให้กับประชาชนว่า พอมีการออกกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสังคม และไม่มีเวลาเพียงพอในการทำความเข้าใจในการเตรียมตัว ก็จะบังคับใช้ไม่ได้ และเมื่อบังคับใช้ไม่ได้ก็จะกลายเป็นเรื่องดุลพินิจ ซึ่งจะเป็นปัญหาสำหรับเจ้าหน้าที่และประชาชน

อย่างน้อยก็ดูเหมือนรัฐบาลยอมรับความจริงว่า จะไปว่ากันหลังเทศกาลสงกรานต์ แต่ตนมองว่าควรมีเวลาทำความเข้าใจและหาทางออกให้กับประชาชนเสียก่อนเพราะเรื่องรถกระบะเป็นสิ่งที่ประชาชนในพื้นที่ชนบทใช้เป็นจำนวนมาก และมีความคุ้นเคยกันมา

ทั้งนี้ แม้เราจะอ้างมาตรฐานสากลว่า รถกระบะไม่ได้ออกแบบมาอย่างนื้ แต่หากมองในความเป็นจริง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงและไม่มีการเตรียมตัว เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงนั้น ก็จะส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนมาก ดังนั้น จึงควรจะชะลอไปก่อน แต่ก็ไม่ได้อยากไปละเลยเรื่องความปลอดภัย แต่อยากให้คิดว่าวิธีการที่จะปฏิบัติได้จะเป็นอย่างไร เพราะยังมีความลักลั่นอยู่มาก อย่างตอนขึ้นรถเมล์ ถามว่ายืนกันหรือไม่ เยอะแยะ รวมทั้งรถทหารก็ไม่มีเข็มขัดนิรภัยข้างหลัง ฉะนั้นต้องทำให้เกิดความเข้าใจว่า จะเป็นอย่างไรและต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ตนก็เห็นใจรัฐบาลที่มีความตั้งใจที่ดี แต่เมื่อไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงก็ควรเลื่อนการบังคับใช้ไปก่อน

นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า ว่างมากใช่มั้ยคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 14/2560 ที่บังคับให้ผู้ขับขี่รถยนต์และคนโดยสารต้องรัดเข็มขัดนิรภัย ทำให้ผู้โดยสารรถปิกอัพไม่สามารถนั่งในแค็บและในกระบะท้ายได้นั้น ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม ประเทศไทยเป็นมหาอำนาจในการผลิตรถปิกอัพขนาด 1 ตัน เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออก
รถยนต์ และรถปิกอัพเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 มีมูลค่าประมาณปีละ 700,000 ล้านบาท ส่วนยอดจำหน่ายรถปิกอัพในประเทศเฉลี่ยปีละ 500,000 คัน คิดเป็นเงินราว 4-500,000 ล้านบาทต่อปี รถปิกอัพจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของประเทศ และวิถีชีวิตของคนไทยที่ใช้รถปิกอัพ ทั้งเพื่อการขนส่งและเป็นรถของครอบครัว รวมถึงใช้เพื่อการแห่แหนหรือเฉลิมฉลองในโอกาสหรือเทศกาลสำคัญ ส่วนราชการยังใช้เป็นรถสายตรวจและขนส่งผู้ต้องหา

ตามข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก ทั้งประเทศมีการจดทะเบียนรถปิกอัพรวม 6.3 ล้านคัน เป็นทะเบียน กทม. จำนวน 1.3 ล้านคัน นายวัฒนา ระบุว่าหัวใจสำคัญของกฎหมายที่นอกจากจะต้องอยู่บนหลักนิติธรรมแล้ว กฎหมายจะต้องสอดคล้องกับวิถีชีวิตหรือวิถีประชาด้วย กฎหมายนั้นจึงจะมีความศักดิ์สิทธิ์ ได้รับการยอมรับและปฏิบัติตาม แต่คำสั่งดังกล่าวออกมาโดยขัดกับหลักการสำคัญทั้งสิ้น

เพราะเป็นอำนาจเผด็จการที่ไม่มีการตรวจสอบทุกอย่าง เป็นการคิดเอาเองของผู้ออกคำสั่งที่อ้างเพื่อความปลอดภัย โดยไม่มีการศึกษาถึงผลกระทบอย่างรอบด้าน ผลของคำสั่งจึงเป็นต้นเหตุแห่งความเดือดร้อนของประชาชนและส่วนราชการเอง ทั้งยังส่งผลถึงยอดจำหน่าย การจ้างงานและการผลิตชิ้นส่วนรถปิกอัพแบบลูกโซ่ ผลคืออุตสาหกรรมการผลิตรถปิกอัพกำลังถูกทำลาย เศรษฐกิจของไทยที่แย่อยู่แล้วจะยิ่งแย่หนักลงไปอีก จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหตุใดเศรษฐกิจไทยภายใต้การบริหารของรัฐบาล คสช. จึงตกต่ำ ทำให้คนไทยได้รับความยากลำบากทั่วหน้า จึงขอฝากพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า "พาโล อปริณายโก" เป็นเครื่องเตือนสติคนไทยทุกคน

นายบุญเลิศ ไพรินทร์ อดีต ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคประชาธิปัตย์ หรือฉายา โหร ส.ว. กล่าวถึงการบังคับใช้มาตรา 44 ห้ามนั่งท้ายรถกระบะของรัฐบาล คสช.ว่า รัฐบาลหวังดีมากเกินความพอดีหรือไม่ ในกรณีห้ามนั่งหลังรถกระบะ ทั้งนี้เพราะเกรงจะเกิดอันตราย แต่หารู้ไม่ว่ามันกลับสร้างปัญหาให้กับวิถีชีวิตของคนยากจนแสนสาหัส เพราะเคยไปไหนมาไหนก็ไปกันเป็นครอบครัว หรือบรรทุกเพื่อนบ้านที่ยากจนไม่มีรถใช้ไปงานต่างๆ ด้วยกัน หรือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น จะพาคนเจ็บป่วยพร้อมญาติหลายคนไปสถานพยาบาลตามที่เห็นสมควรก็ไม่สามารถทำได้เพราะผิดกฎหมาย เข้าทำนองหวังดี แต่วิธีการไม่เหมาะสม และขัดแย้งกับสภาพทางเศรษฐกิจ สังคม ลัทธิความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณี และวิถีชีวิตของคนไทยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนยากคนจนส่วนใหญ่ของสังคม

อุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดจากคนขับรถประมาทเลินเล่อ เพราะเมามากกว่าคนนั่ง ไม่ว่าจะเป็นรถประเภทไหน การลดอุบัติเหตุที่แท้จริงในวันสงกรานต์ที่จะถึงนี้ คือ ตัดต้นเหตุของอุบัติเหตุ นั่นก็คือ การห้ามขายแอลกอฮอล์ ระหว่างวันเทศกาลสงกรานต์ และหากมีการลักลอบซื้อขายกันต้องควบคุมป้องกันและปราบปรามกันอย่างหนัก และถ้าใครดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับขี่ยวดยานพาหนะ ต้องลงโทษให้หนัก การป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาย่อมดีกว่าการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุอย่างแน่นอน และไม่ไปทำร้ายคนยากจนและวิถีชีวิต สิทธิเสรีภาพของคนโดยทั่วไปอีกด้วย หวังว่ารัฐบาลจะใช้คนทำงานที่กระทบคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่คิดรอบคอบและรอบด้านมากกว่านี้ เพียงคิดเรื่องการคาดเข็มขัดทุกคนในรถ
ทำให้ตรรกะอันนี้ถลำลึกลงไปถึงวิธีการคาดเข็มขัดทุกคนในรถกระบะ ที่จำเป็นสำหรับประโยชน์ใช้สอยของคนยากคนจนไปด้วย

ล่าสุด พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุถึงกรณีที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เรื่อง การบังคับใช้กฎหมายห้ามนั่งท้ายรถกระบะและแค็บรถกระบะ รวมทั้งให้คาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง ตั้งแต่วันที่ 5 เม.ย.ว่า อยากให้สังคมเข้าใจถึงเจตนาที่แท้จริงของรัฐบาลว่า ทำไปเพื่อลดอุบัติเหตุ ป้องกันการสญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนด้วยความจริงใจ ไม่มีสิ่งใดซ่อนเร้น หรือต้องการทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกลำบาก แต่เมื่อได้รับฟังเสียงสะท้อนของคนส่วนใหญ่แล้วจึงมีความเห็นให้ผ่อนผันชะลอการบังคับใช้กฎหมายออกไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อเร่งประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนก่อน

"ทั้งนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า เมื่อประชาชนเดือดร้อนและยังปรับตัวไม่ทัน รัฐบาลก็ยินดีฟังทุกความคิดเห็นด้วยความห่วงใย โดยความจริงแล้วข้อบังคับตามมาตรา 44 ที่ออกมานั้น มีกฎหมายปกติกำหนดไว้อยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาการเกิดอุบัติเหตุและการบาดเจ็บล้มตายส่วนใหญ่เกิดจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น ขับรถเร็ว เมาสุรา บรรทุกเกิน ฝ่าฝืนกฎจราจร ฯลฯ จึงอยากให้คนไทยมองถึงจุดนี้และช่วยกันคิดว่า จะลดความสูญเสียได้อย่างไร เพื่อให้เกิดความยั่งยืน"

โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวต่อว่า ในช่วงนี้จะยังไม่มีการจับปรับรถกระบะ ทั้งที่มีผู้โดยสารนั่งท้ายกระบะ หรือในแค็บของรถ หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบจะประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงข้อกฎหมาย ส่วนการคาดเข็มขัดนิรภัยในรถยนต์นั่งส่วนบุคคลนั้น เจ้าหน้าที่จะยังคงบังคับใช้กฎหมายด้วยการจับปรับผู้โดยสารเบาะคู่หน้าต่อไป ขณะที่ผู้โดยสารด้านหลังหากพบว่าไม่คาดเข็มขัดนิรภัย เจ้าหน้าที่จะตักเตือนก่อน แต่สำหรับรถโดยสารสาธารณะ เช่น รถแท็กซี่ รถตู้ และรถโดยสารประจำทาง จะต้องคาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง หากฝ่าฝืนจะถูกจับปรับ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้โดยสารที่ต้องฝากชีวิตไว้กับผู้ขับขี่รถสาธารณะ.