พิธีกงเต๊กใช้ 'สะพาน' ไม้สักทองยุคสมัยร.8 - thairath.co.th
บริการข่าวไทยรัฐ

พิธีกงเต๊กใช้ 'สะพาน' ไม้สักทองยุคสมัยร.8

“ธนะศักดิ์” เตรียมเข้ามาดูความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุมาศในท้องสนามหลวง 24 มี.ค.นี้ ยืนยันรัฐบาลยังไม่ได้กำหนดวันถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากรัฐบาลอย่างเดียว ด้านการจัดทำประติมากรรมประกอบพระเมรุมาศ ดึงนักเรียนศิลปาชีพ 3 แห่ง “เกาะเกิด-สีบัวทอง-หนองลาด” ร่วม 100 คนร่วมจัดทำ ส่วนใหญ่เป็นเด็กชาวเขาจากเชียงใหม่และอุตรดิตถ์

ที่พระบรมมหาราชวัง ตลอดวันที่ 20 มี.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พสกนิกรจากทั่วประเทศเดินทางมากราบพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่หน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังอย่างต่อเนื่องและไม่ย่อท้อแม้อากาศจะร้อนจัด โดยมีเหล่าจิตอาสา มาช่วยบริการนำอาหาร น้ำดื่ม รวมทั้งให้ยืมร่มกันแดด ขณะที่เจ้าหน้าที่จากสำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร นำอุปกรณ์บรรจุน้ำมาฉีดพ่นละอองน้ำให้กับประชาชนระหว่างที่เดินแถวเข้ากราบพระบรมศพ เพื่อคลายความร้อนด้วย

ด้าน นพ.พรเทพ แซ่เฮง หน.กลุ่มปฏิบัติการทางการแพทย์ฉุกเฉิน ศูนย์เอราวัณ กล่าวว่า สิ่งที่เป็นห่วงในขณะนี้ก็คือ ปัญหาท้องร่วง เพราะเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่า มีนักเรียนเกิดอาการท้องร่วง แต่จากการสอบถามที่มาของโรค ไม่ได้เกิดจากการรับประทานอาหารในสนามหลวง เพราะฉะนั้นปัญหาท้องร่วงท้องเสียไม่ได้เกิดในพื้นที่สนามหลวง แต่เราต้องระมัดระวังอย่าให้เกิดเหตุโดยเด็ดขาด ส่วนยอดประชาชนที่เจ็บป่วยนั้น ก่อนหน้านี้มีอยู่ประมาณ 1 พันคนต่อวัน ตอนนี้เหลือเพียง 1-2 ร้อยคนต่อวันเท่านั้น ส่วนใหญ่จะปวดเมื่อย เป็นลมบ้าง แพทย์ได้ปฐมพยาบาลเท่านั้น

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่าในวันที่ 24 มี.ค.นี้ จะไปติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างที่ท้องสนามหลวง และกรณีที่มีการแชร์ข้อมูลผ่านทางสื่อโซเชียลต่างๆว่ามีการกำหนดวันถวายพระเพลิงพระบรมศพในช่วงปลายปีนั้น ขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดวันแต่อย่างใด และขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารและข้อเท็จจริงที่ถูกต้องจากทางรัฐบาลเพียงอย่างเดียว

ส่วนการจัดทำประติมากรรมประกอบพระเมรุมาศ พล.ร.อ.สำเภา พลธร ผู้จัดการศูนย์ศิลปาชีพสีบัวทอง กล่าวว่า การจัดสร้างประติมากรรมจะมี นักเรียนจากศิลปาชีพ 3 แห่ง ได้แก่ โครงการก่อสร้างศิลปาชีพเกาะเกิด จ.พระนครศรีอยุธยา ศูนย์ศิลปาชีพสีบัวทอง จ.อ่างทอง และศูนย์ศิลปาชีพหนองลาด จ.สิงห์บุรี ร่วมดำเนินการเกือบ 100 คน ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนที่อยู่ในโครงการก่อสร้างศิลปาชีพเกาะเกิด เป็นชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ และบ้านห้วยต้า อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับไว้ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เข้ามาศึกษาเรียนรู้งานด้านประติมากรรม การทำหัวโขน และฉากโขนพระราชทาน เด็กกลุ่มแรกที่เข้ามาจำนวน 10 คนจะช่วยงานด้านการออกแบบและดำเนินการขึ้นรูปในเบื้องต้นก่อน

สำหรับการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลกงเต๊กของคณะสงฆ์อนัมนิกายแห่งประเทศไทย หรือพิธีกงเต๊กหลวง เพื่ออุทิศถวายแด่พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ในวันที่ 21 มี.ค.ในการนี้พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทร กิติคุณ เสด็จร่วมในพิธีข้ามสะพานโอฆสงสารด้วยนั้น ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายสมชาย รักเจริญสกุล ไวยาวัจกร คณะสงฆ์อนัมนิกายแห่งประเทศไทย ว่า สะพานโอฆสงสารที่นำมาใช้ในครั้งนี้ มีความเก่าแก่ ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 เพื่อใช้ในงานกงเต๊กหลวง ในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเท่านั้น และสร้างจากไม้สักทองที่คัดมาเฉพาะ จึงถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี ที่วัดโลกานุเคราะห์ ประวัติความเป็นมาของสะพานนี้ เคยใช้ในพระราชพิธีกงเต๊กหลวง ตั้งแต่พระบรมศพของในหลวงรัชกาลที่ 8 เป็นต้นมา ในครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็เคยเสด็จฯข้ามสะพานนี้ และมีการใช้ครั้งสุดท้ายในพิธีกงเต๊กหลวง เพื่ออุทิศถวายแด่พระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้า เพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ตอนนี้ทางคณะสงฆ์อนัมนิกายได้บูรณะซ่อมแซม ลงสีให้ดูเหมือนใหม่ เพื่อใช้ในงานสำคัญที่สุดคือ งานกงเต๊กอุทิศถวายพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ครั้งหนึ่งพระองค์ก็เคยเสด็จฯข้ามสะพานนี้ โดยสะพานโอฆสงสารถูกแบ่งเป็น 7 ส่วน แยกออกเป็นชิ้นๆ เพื่อขนนำไปประกอบในมณฑลพิธีหน้าพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท โดยความหมายของการข้ามสะพานโอฆสงสาร ในพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน คือการนำดวงพระวิญญาณข้ามไปสู่แดนแห่งสรวงสวรรคาลัย