บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เงื่อนไขใหม่ก่อนปรองดอง

โดย สายล่อฟ้า

“กฎหมาย–ปรองดอง”...คนละเรื่องเดียวกัน

วันนี้การเมืองกำลังเดินมาถึงจุดที่น่าจะเรียกว่าวังวนเดิมๆ อีกครั้ง นับแต่เรื่องการสร้างความปรองดอง การเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป วัดพระธรรมกาย ตลอดจนโยงไปถึงการตรวจพบอาวุธสงคราม

เหล่านี้ล้วนเป็นสถานการณ์ที่ต่อสู้กันระหว่าง 2 ฝ่ายอย่างชัดเจนและมีผลต่อความเป็นไปและสถานภาพของแต่ละฝ่าย

นั่นแสดงว่ายังมีคลื่นใต้น้ำที่โผล่ขึ้นมาให้เห็นกันเต็มตา

ว่าไปแล้วน่าจะเป็นปรากฏการณ์ที่จะมีผลต่อการสร้างความปรองดองด้วยการสร้างเงื่อนไขเพื่อสร้างแต้มต่อเพื่อกุมสภาพความเหนือกว่า

ไม่รู้ว่า คสช.หยิบจับขึ้นมาด้วยความจงใจ หรือเพราะเหตุการณ์พาไป ซึ่งแน่นอนว่าจะมีผลต่อการสร้างความปรองดองอย่างแยกไม่ออก

หากพูดถึงกระบวนการสร้างความปรองดองนั้นแม้หลายฝ่ายจะมองว่ายากที่จะสำเร็จ แต่ด้วยกรรมวิธีในการดำเนินการจนได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะจากฝ่ายการเมืองที่ยินดีเข้าร่วมด้วย

หากมองในแง่ดีความเป็นไปได้น่าจะเป็นบวกมากกว่า

แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าจากการรับฟังความเห็นจากพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองที่ถ่ายทอดออกมานั้นมีความต่างกันไม่มากนัก

เพราะต่างก็เสนอความเห็นในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยมากกว่าที่จะเสนอความเห็นสุดโต่งจนทำให้รู้สึกว่าไม่สามารถประนีประนอมกันได้

จึงขึ้นอยู่กับว่าเมื่อถึงกรอบสุดท้ายผลจะออกมาเป็นอย่างไร

ทว่าก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นกลับมีตัวแปรทางการเมืองออกมาคั่นจังหวะอันมีผลต่อการสร้างความปรองดองโดยตรง

กรณีวัดพระธรรมกายที่แม้ว่ายังไม่ถึงที่สุดแต่ฝ่ายบ้านเมืองยังกุมความได้เปรียบเอาไว้ทำให้ความเคลื่อนไหวสงบลงชั่วคราว

แต่การตรวจพบอาวุธสงครามจำนวนมากจากกลุ่มคนเสื้อแดงก็เป็นเครื่องบ่งบอกเช่นกันว่ายังมีคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะสร้างความรุนแรงได้ทุกเมื่อ

หรือจะพูดว่าเป็นการเตรียมความพร้อมตลอดเวลา

หากมีเงื่อนไขสุกงอมทางการเมืองทั้ง 2 ประเด็นนี้สามารถนำมาผนวกเป็นเรื่องเดียวกัน หมายความว่าผู้สนับสนุนวัดพระธรรมกายไม่ว่าจะเป็นพระ สานุศิษย์ นักการเมืองหรือบรรดานักธุรกิจที่สนับสนุนวัดนี้ก็พร้อมที่จะเข้ามาผสมโรงได้ทันที

เช่นเดียวกันอาวุธสงครามจำนวนมากก็พร้อมที่จะนำมาใช้ได้ทันที

ที่จะเป็นตัวแปรสำคัญก็คือเรื่องหุ้นชินคอร์ปนี่แหละ...เพราะมันมีผลกระทบโดยตรงต่อสถานการณ์ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็ใช้เป็นข้ออ้างเพื่อความชอบธรรม เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย

คสช.นั้นก็ต้องยึดกฎหมายเป็นหลัก เพราะเมื่อทำผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการให้ถึงที่สุดมิฉะนั้นจะถูกข้อหาละเว้นและเสียเครดิตได้

เช่นกันพรรคเพื่อไทย เครือญาติก็ต้องร้องขอความเป็นธรรม เพราะเห็นว่าเรื่องนี้จบไปแล้วตั้งแต่ปี 2555

แต่ที่นำเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

พร้อมกันนั้นก็พยายามหาปม ซึ่งมุ่งไปที่คนใหญ่คนโตของ คสช.อย่างเช่นการตั้งประเด็นว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เสียภาษีถูกต้องหรือเปล่า

กลายเป็นงูพันหางเพื่อสาวไส้ซึ่งกันและกัน อยู่ที่ว่าข้อมูลข้อ กฎหมายของฝ่ายใดจะเจ๋งกว่ากันเพื่อสร้างความชอบธรรมของแต่ละฝ่าย

เป็นสงครามนอกแบบที่ไม่ต้องพูดถึงความปรองดองหรือการเลือกตั้ง.

“สายล่อฟ้า”