วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กุญแจเศรษฐกิจพอเพียง พลิกวิกฤติสวนยางใต้

นับจากเหตุการณ์น้ำท่วมหนักสาหัสพื้นที่ภาคใต้ ส่งผลกระทบโดยตรงกับเกษตรกร “ชาวสวนยาง” ที่วันนี้... อยู่ระหว่างการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกทดแทน โดยเฉพาะสวนปลูกใหม่ที่มีอายุไม่เกิน 2 ปีครึ่ง...ได้รับผลกระทบจนเสียสภาพสวน

การสำรวจพบพื้นที่เสียหายหนักใน 10 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร กระบี่ ตรัง พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ นครศรีธรรมราช รวม 934 ราย โดยจังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ นครศรีธรรมราช มีสวนปลูกแทนได้รับความเสียหายถึง 276 ราย รองลงมาคือ ตรัง 200 ราย

ความคืบหน้าล่าสุดที่ต้องประกาศให้รับรู้กันเอาไว้ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) อนุมัติกรอบวงเงิน 27 ล้านบาท เพื่อให้ความช่วยเหลือสนับสนุนด้านค่าใช้จ่ายของพันธุ์ยาง ปาล์มน้ำมัน หรือไม้ยืนต้นอื่นๆ ให้แก่เกษตรกรผู้รับการปลูกแทน ให้สามารถนำไปดำเนินการปลูกซ่อมใหม่เต็มจำนวนพื้นที่ที่เสียหายตามที่เกษตรกรแจ้งมาและพนักงานของ กยท.ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว

นอกจากนี้...เกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย มีสวนยางที่เปิดกรีดแล้ว และได้รับผลกระทบความเสียหายจากอุทกภัยที่ผ่านมาจนเสียสภาพสวน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของต้นยางทั้งหมด และสวนได้รับความเสียหายจากอุทกภัยมาแล้วไม่เกิน 6 เดือน...

เกษตรกรสามารถยื่นคำขอเพื่อขอรับการส่งเสริมปลูกแทนใหม่ได้ในอัตราไร่ละ 16,000 บาท ได้เช่นกัน

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย แจกแจงว่า การให้เกษตรกรผู้ขอรับการปลูกแทนใหม่ไร่ละ 16,000 บาท เกษตรกรชาวสวนยางสามารถยื่นความประสงค์ได้ที่ทำการ กยท. ใกล้บ้านทุกสาขา

สำหรับงบประมาณวงเงิน 27 ล้านบาท เพื่อใช้จ่ายในการปลูกซ่อมสวนที่อยู่ระหว่างการปลูกแทนทั้ง 934 ราย จะได้รับการช่วยเหลือเป็นเงินค่าพันธุ์พืช ผ่านบัญชีธนาคารของเกษตรกร ก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์อย่างแน่นอน ถือเป็นของขวัญปีใหม่ไทยแก่พี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม สำหรับชาวสวนยางนั้น กยท.ได้ใช้จ่ายผ่านระเบียบ พระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558 มาตรา 49 (2) จำนวนไม่เกินร้อยละ 40 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการส่งเสริม สนับสนุน และให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางเพื่อการปลูกแทน

ทั้งนี้ กยท.เดินหน้าฟื้นฟูสวนยางภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจาก น้ำท่วม แนะให้นำแนวพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียง รัชกาลที่ 9 มาใช้ในการทำสวนยางที่จะต้องปลูกใหม่ พร้อมเร่งจ่ายเงินช่วยเหลือ 3,000 บาทต่อราย เพื่อหวังสร้างขวัญและกำลังใจให้กลับคืนมา

วิเวก บุญช่วย เกษตรกรชาวสวนยาง หมู่ 7 ต.เกาะขันธ์ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช วัย 65 ปี เป็นกรณีศึกษาที่น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ทำสวนยาง

นับแต่วันวาน...เมื่อ 15 ปีมาแล้ว หลังสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (ก่อนที่จะยุบมาเป็น กยท.) ได้พาไปเรียนรู้วิธีการปลูกไม้ผลแซมในสวนยาง ที่ศูนย์การศึกษาพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส จนทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป

“เมื่อครั้งน้ำท่วมที่ผ่านมา หลายคนเดือดร้อนเพราะกรีดยางไม่ได้ บางสวนเสียหาย...แต่ผมไม่เดือดร้อน เพราะมีผลไม้ไว้กิน อย่างขนุน แม้จะดิบแต่ก็เอามาต้มกินได้ แถมยังมีไก่ที่เลี้ยงไว้ ส่วนปลา...ถึงแม้จะไปตามน้ำ แต่น้ำลดลงก็ยังเหลือบ่อเอาไว้ให้เลี้ยงต่อไป”

วิเวกเป็นเจ้าของสวนยางพื้นที่ 14 ไร่ เดิมนั้นปลูกยางพาราเป็นพืชเชิงเดี่ยวทั้งหมด ต่อมาเมื่อ 15 ปีที่แล้วได้ปรับเปลี่ยนมาปลูกไม้ผลแซมยางพารา โดยแบ่งเป็นปลูกร่วมกับมังคุด ขนุน หมาก 10 ไร่...

ส่วนอีก 4 ไร่ ปลูกบ้าน เลี้ยงวัว เลี้ยงเป็ดไข่ เลี้ยงไก่พื้นเมือง ไก่ดำ ขุดบ่อเลี้ยงปลา ขนาด 15×15 เมตร อีก 2 บ่อ...เลี้ยงปลาทับทิม ปลานิล ปลาดุก

ฉายภาพไปที่แปลงผลไม้ผสมสวนยางพารา สามารถสร้างรายได้ เพิ่มขึ้นทุกๆปีได้อย่างไม่อายใคร แยกย่อยคุยให้ฟังได้ว่า...รายได้จากยาง ปีละ 40,000 บาท จากมังคุดปีละ 280,000 บาท ขายเป็ด...ไก่พื้นเมือง ไก่ดำ ได้อีกปีละ 50,000 บาท ส่วนวัว 6 ตัว ทำรายได้ให้อีก 20,000 บาท และปลามีรายได้ 10,000 บาท

เฉพาะปี 2559 ที่ผ่านมา...ทั้งๆที่ยางราคาตกต่ำ รวมเบ็ดเสร็จแล้วมีรายได้กว่า 400,000 บาท แน่นอนว่าถ้าปีไหนราคายางดีก็จะมีรายได้มากกว่านี้อย่างแน่นอน

สำหรับการดูแลไม้ผลที่ปลูกแซมสวนยางนั้น ก็ดูแลเช่นเดียวกับยางพารา คือใส่ปุ๋ย ใช้มูลวัว ขี้ไก่ หมักผสมกับสารชีวภาพที่กรมพัฒนาที่ดินนำให้มาใช้ฟรี ทำให้ลดต้นทุนค่าปุ๋ย

ทุกวันนี้...ครอบครัวมีกิน มีใช้ อย่างพอเพียง และยังมีเงินเหลือเก็บไว้ให้ลูกหลานอีกด้วย...จากเดิมตั้งแต่เกิดมาจนถึงอายุ 50 ปี ชีวิตไม่มีความมั่นคง อยู่ไปวันๆไม่มีเงินเก็บ ยิ่งช่วงฤดูปิดกรีด แทบจะไม่มีจะอยู่จะกิน

ดร.ธีธัช เสริมว่า ขณะนี้ให้ กยท. ทุกจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัย เร่งดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมภาคใต้ในช่วงที่ผ่านมา โดยนอกจากจ่ายเงินสวัสดิการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนกรณีสวนยางได้รับความเสียหายจากปัญหาน้ำท่วม รายละ 3,000 บาทแล้ว จะต้องให้คำแนะนำแนวทางการฟื้นฟูสวนยางอย่างถูกวิธีหลังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมด้วย

เพื่อให้ต้นยาง...สามารถให้ผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงฤดูกาลเปิดกรีด

ธรรมชาติของยางพาราเป็นพืชที่ทนต่อภาวะน้ำท่วมขังได้ประมาณ 2 สัปดาห์ ถึง 2 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุยาง ซึ่งเกษตรกรจะต้องเร่งสำรวจว่า...ยางพาราเสียหายเท่าไร หากมีต้นยางที่ตายแล้ว ถ้าจะปลูกซ่อมทดแทนควรจะปลูกซ่อมเฉพาะต้นที่มีอายุ 1-2 ปี เท่านั้น

ถ้าต้นยางอายุมากกว่านี้ไม่ควรปลูกซ่อม เพราะต้นยางที่ปลูกซ่อมจะเจริญเติบโตไม่ทันต้นอื่นๆ เนื่องจากถูกต้นข้างเคียงแย่งแสงและน้ำ

“การฟื้นฟูสวนยางพาราที่ถูกน้ำท่วมในเบื้องต้นนอกจากการระบายน้ำท่วมขังออกจากสวนยาง โดยแรงงานคน...เครื่องจักรขนาดเล็ก เพราะโครงสร้างของดินยังไม่แน่นพอ อาจทำให้โครงสร้างดินเสียหายซึ่งจะไปกระทบกระเทือนต่อระบบรากจะเป็นอันตรายต่อต้นยางส่วนต่างๆของต้นยางแล้ว เกษตรกรควรตัดแต่งกิ่งออกให้หมด

...โดยตัดแต่งกิ่งที่มีทิศทางไม่สมดุลกับกิ่งที่เหลืออยู่ออกบางส่วน เพื่อป้องกันมิให้ทรงพุ่มที่เหลืออยู่ หนักไปด้านใดด้านหนึ่ง และไม่ควรใส่ปุ๋ยทันที ควรรอให้ต้นยางฟื้นตัวและแข็งแรงดีเสียก่อน สิ่งที่เกษตรกรควรทำคือ รีบใส่ปุ๋ยในช่วงฤดูฝนในปีถัดไป”

ประเด็นสำคัญที่ลืมไม่ได้...การดูแลสวนยางหลังน้ำท่วม จะต้องดูแลค่อนข้างมากเป็นพิเศษ ทั้งนี้เกษตรกรชาวสวนยางที่ประสบปัญหา น้ำท่วมสวนยาง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมในการดูแลสวนยางที่ถูกต้อง ได้จากหน่วยงานของ กยท.ในพื้นที่ได้ทุกแห่ง

กุญแจดอกสำคัญคือแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ประยุกต์ใช้ในการทำสวนยางแบบผสมผสาน...สามารถทำให้ชาวสวนยางดำรงชีวิตอยู่ได้อย่าง “มั่นคง” และ “ยั่งยืน” ไม่ว่า...ราคายางพาราจะตกต่ำหรือวิกฤติแค่ไหนก็ตาม.