วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กระชับพื้นที่การเมืองเดินหน้าประเทศ : โปร่งใสไร้โกง!!!

บรรดานักการเมืองรออย่างใจจดใจจ่อว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่

ก่อนจะเดินไปถึงจุดนั้น ขอให้ชิมลางถึงผลสำรวจในพื้นที่กลุ่มตัวอย่างของฝ่ายความมั่นคงบางหน่วยกันก่อนว่า พรรคการเมืองใดจะครองเสียงข้างมากหลังการเลือกตั้งใหญ่ ปรากฏว่า...

...พรรคใหญ่เกรดเอยังคงกวาด ส.ส.ได้มากที่สุดถึง 230 ที่นั่ง

พรรคใหญ่ลำดับรองลงมาคว้าไป 150 ที่นั่ง

พรรคขนาดกลางได้เบาะๆ 50 ที่นั่ง บ้างก็ได้ 20 กว่าที่นั่ง

ที่เหลือลดหลั่นตามขนาดศักยภาพของพรรคการเมืองนั้น

นั่นเป็นแค่ผลการสำรวจเพื่อโยนหินถามทาง จะได้วางยุทธศาสตร์รับมือกันแต่เนิ่นๆก่อนลงจากหลังเสือหรือขึ้นควบขี่หลังเสือต่อไป แต่การเลือกตั้งจริงยังอีกยาวไกลและในอนาคตอะไรก็เกิดขึ้นได้สำหรับการเมือง

เพราะกติกาใหม่ได้วางกลไกให้ทุกคะแนนเสียงมีผลต่อจำนวน ส.ส. ที่มาจาก ส.ส.เขต 350 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน รวมเป็น 500 คน และตามรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ยังได้วางกลไก “ป้องกัน-ตรวจสอบ-ขจัด” การทุจริตและประพฤติมิชอบที่เข้มงวด เด็ดขาด เพื่อป้องกันผู้บริหารที่ปราศจากคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาล เข้ามามีอำนาจปกครองบ้านเมืองหรือใช้อำนาจตามอำเภอใจได้อีกต่อไป

นับจากกติกาใหม่เมื่อประกาศใช้แล้ว การเมืองจะเปลี่ยนโฉมอย่างไร นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ว่า เราย้ำอยู่เสมอว่าขอเล่นตามรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ

โดยวางเป้าหมายหลักของการทำงานเพื่อสร้างความผาสุกให้แก่ประชาชน ความมั่นคงของประเทศและการเทิดทูนสถาบันอันเป็นที่เคารพสักการะสูงสุดของประชาชนในประเทศ เมื่อหลักการทำงานชัดเจนก็แตกเป็นนโยบายของพรรค เพื่อหาวิธีนำไปสู่เป้าหมายหลักดังกล่าว

แม้การเลือกตั้งครั้งนี้จะต้องเดินตามกติกาใหม่ที่ไม่เคยถูกนำมาใช้ เป้าหมายหลักก็ต้องเดินไปให้ถึงให้ได้ การเลือกตั้งสมัยก่อน ผู้สมัคร ส.ส.ที่ได้คะแนนมากที่สุดคือผู้ชนะ สมัยนี้ทุกคะแนนจะถูกนำมาคำนวณเป็นคะแนนหมด

สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยจะต้องเปลี่ยนไปคือ ให้ความสำคัญกับผู้สมัคร ส.ส.ทุกเขต สมัยก่อนส่งเฉพาะในพื้นที่ที่มีคะแนนนิยม บางภาคและบางจังหวัดไม่ได้ส่ง สมัยนี้จะทำแบบนี้ไม่ได้ ขืนทำรับรองไม่มีทางชนะการเลือกตั้ง

ครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยถูกวางให้เป็นพรรคทางเลือกที่หัวหน้าพรรคมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน บอกว่า คนไทยมีคำกล่าวเอาไว้ว่า ต้องรู้สี่รู้แปด หมายถึงควรรู้เบอร์ของตัวเอง การคาดคะเนของคนเป็นสิ่งไปห้ามไม่ได้ ไม่มีอะไรที่สำคัญไปกว่าเรารู้ว่าอยู่ตรงไหน ทำอะไร

โดยจะเริ่มทำเมื่อเวทีการเมืองเปิดให้พรรคการเมืองได้เริ่มทำกิจกรรม คราวนี้ไม่ได้ต่อสู้เพื่อให้ได้ลำดับที่ 3 หรือที่ 4 หรือที่ 5 แต่จะสู้ด้วยกำลังความสามารถขององคาพยพที่มีในพรรค ผลลัพธ์ออกมาอย่างไรขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน พรรคการเมืองไม่สามารถกำหนดอะไรได้

ฉะนั้นเรามีหน้าที่ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นและให้โอกาสแก่เรา

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า กลไกการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. ถูกวิจารณ์ว่าจะต้องมีการตั้งพรรคทหารขึ้นมาหลังรัฐธรรมนูญฉบับประชามติประกาศใช้ นายอนุทิน บอกว่า เราจะทุ่มเททำให้พรรคของตัวเอง โดยไม่กังวลว่าพรรคอื่นจะได้กี่เสียง

จะขอทำหน้าที่แข่งขันในเกมตามกติกาใหม่

ยอมรับผลที่ได้มา จะไม่มีการเล่นนอกเกม

ในฐานะเป็นพรรคขนาดกลางหนักใจต่อการเล่นตามกติกาใหม่อย่างไรและคราวนี้จะพิสูจน์ความเป็นหัวหน้าพรรคได้อย่างไร นายอนุทิน บอกว่า หลังจากก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคมา 5 ปี ได้พิสูจน์ให้เห็นภายในพรรคเรียบร้อยแล้ว ทุกวันนี้ทุกคนทราบดีว่าหัวหน้าพรรคชื่ออะไร มีเลขาธิการพรรคชื่ออะไร เป้าหมายพรรคคืออะไร

จะมีการเลือกตั้งใหม่อีกกี่ครั้ง ผมก็ยังเป็นหัวหน้าพรรค

ฉะนั้นจึงไม่ต้องกังวล ส่วนภายนอกพรรคไม่ใช่ประเด็นที่จะไปพิสูจน์กับใคร นโยบายของพรรคถูกกำหนดไว้หมดแล้ว โดยเฉพาะการทำให้ประเทศเป็นปึกแผ่น ทุกอย่างจับต้องได้ อยู่ที่จะนำอะไรมาเพิ่มให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนมากยิ่งขึ้น

วันนี้ไม่มีความกังวลใดๆ ไม่มีความกลุ้มใจ

ทุกอย่างเตรียมพร้อมไว้หมด เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นที่จะขึ้นชก

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ขณะนี้ 2 พรรคการเมืองใหญ่ยังไม่มีความพร้อม เพราะจะต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างพรรค ตั้งแต่ระดับหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคตามกติกาใหม่ ปัจจัยนี้ทำให้พรรคขนาดกลางมีโอกาสเติบโตได้เกินขนาดที่ตั้งใจไว้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

และพรรคภูมิใจไทยได้มีโอกาสที่จะทำหน้าที่เชื่อมโยงให้เกิดความปรองดองเกิดขึ้นในประเทศได้ ภายหลังคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ได้ศึกษาการสร้างความสามัคคีปรองดองจบ นายอนุทิน บอกว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ใช่คู่กรณี

แต่พร้อมสนับสนุนทุกฝ่ายที่ต้องการให้เกิดความปรองดอง

และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะมีคนมาร่วมเยอะขึ้นหรือถอยออกไปร่วมกับพรรคอื่น สิ่งที่มั่นใจคือจะไม่ทำสิ่งที่เลวร้ายแก่บ้านเมือง

ต่อให้มีสมาชิกไหลเข้ามามาก แต่เข้ามาแล้วมีผลประโยชน์แอบแฝง เกิดประโยชน์แก่มวลมิตร คนใกล้ชิด วงศ์วานว่านเครือ แต่ไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศโดยส่วนรวม หัวหน้าพรรคคนนี้ไม่มีทางที่จะรับ ยอมเป็นพรรคเล็กแล้วมีความเป็นอิสระ มีศักยภาพในการทำงานให้เห็นได้ ถ้าไม่มีโอกาสทำงานภาพใหญ่ ก็ยังสามารถใช้นโยบายที่มีอยู่พิสูจน์ให้เห็นในขอบเขตที่เราได้

ในฐานะมีภาพนักการเมืองที่มากกว่าเป็นนักธุรกิจ มีมุมมองการสร้างความปรองดองสำเร็จก่อนการเลือกตั้งอย่างไร นายอนุทิน บอกว่า มีความเชื่อมั่นว่าขณะนี้คณะผู้บริหารของประเทศ ต้องการเห็นความปรองดองสมานฉันท์เกิดขึ้น ก่อนผ่องถ่ายอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินโดยผ่านการเลือกตั้งใหญ่

ถือว่าเป็นเป้าหมายที่ดีและถูกต้อง

การเปลี่ยนถ่ายอำนาจการบริหารบ้านเมือง ควรทำในช่วงที่ประเทศมีความสงบ มีความปรองดองสมานฉันท์ ตัวนโยบายถูกต้อง และมีความตั้งใจดี เหลืออย่างเดียวคือวิธีการ มั่นใจว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดที่ได้รับเชิญไปคุยกับ ป.ย.ป. ยังไม่เห็นกลุ่มไหนออกมาปฏิเสธ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี

ถ้าทุกฝ่ายต้องการให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปโดยเร็ว ต้องไม่ไปข้องแวะอดีต โทษกันไปโทษกันมา ขอให้มองไปข้างหน้า ยิ่งเรามีองค์ประมุของค์ใหม่ที่เป็นหลักชัย นำพาประเทศไทยให้เดินหน้า เราน่าจะใช้โอกาสนี้มาช่วยกันทำสิ่งที่ดีๆให้เกิดขึ้นกับบ้านเมือง

เลิกคิดถึงการมีอำนาจที่จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน แล้วไปอวยประโยชน์ให้ตนเอง โลกสมัยนี้คนที่คิดคอร์รัปชันเป็นคนโบราณตกยุคไปแล้ว เพื่อเดินหน้าสู่บริบทใหม่ทางการเมือง สังคมและเศรษฐกิจ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามกติกาใหม่ ในหมวดการปราบปรามคอร์รัปชันที่เข้มข้นต่อผู้ไม่หวังดีต่อบ้านเมือง จริงจังปราบปรามการโกงกิน ที่เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศมาโดยตลอด เมื่อสร้างกลไกกำจัดปัญหาเหล่านี้ให้สิ้นซาก ความเจริญก้าวหน้า ความเป็นปึกแผ่นจะกลับมา ทำให้ประเทศไทยมั่นคงแข็งแรงก็เกิดขึ้นทันที

ฉะนั้นไม่ควรยอมให้คอร์รัปชันมีอยู่ในประเทศต่อไป

ในระหว่างทาง การสร้างความปรองดองเกรงว่า ป.ย.ป.มีโอกาสจะเดินผิดซอยอย่างไร นายอนุทิน บอกว่า ทุกฝ่ายต่างมีความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง แต่มีความคิดเห็นที่ต่างกัน หาจุดร่วมที่ลงตัวไม่ได้ จึงเกิดความขัดแย้ง แสดงว่าแต่ละฝ่ายมีทิฐิสูง ไม่ยอมรับมุมมองที่ดีๆของอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่ยอมถอย สุดท้ายก็แพ้ทุกฝ่าย ประเทศเสียหาย

ทำไมแต่ละฝ่ายไม่น้อมนำพระราชดำรัสรัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานไว้เมื่อ 25 ปีก่อน ความว่า...

...“คนที่แพ้ที่สุดคือบ้านเมือง”

ฉะนั้นทุกฝ่ายควรนำมาปรับใช้

เพื่อที่จะเสียสละ ยอมถอยคนละก้าว

สุดท้ายจะเปิดศักราชใหม่ให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้.

ทีมการเมือง