บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

CHANGE เพื่ออยู่รอด กุญแจไขความสำเร็จของผู้นำ

ความรู้ความสามารถที่นำมาประยุกต์ใช้จนก่อให้เกิดเป็น “ผลงาน” (Outcome) ไม่ใช่เพียงเป็น “ผลลัพธ์” (Output) อย่างเดียวนั้น

นับเป็นสิ่งท้าทายสูงสุดสำหรับผู้นำ นักธุรกิจ นักบริหารระดับสูง และเจ้าของกิจการรุ่นใหม่ที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกไร้พรมแดนที่เต็มไปด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมขั้นสูงที่ทำลายตำราเรียนเก่าๆในเกือบทุกสาขาไปหมดอย่างรวดเร็ว และฉับพลันทันทีจนตั้งตัวกันแทบไม่ทัน

ด้วยเหตุนี้ สถาบัน LEAD Business Institute ภายใต้หลักสูตร Global Business Leaders (GBL) ซึ่งร่วมมือจัดทำหลักสูตรผู้นำธุรกิจระดับโลก กับมหาวิทยาลัยชื่อดังจากสหรัฐอเมริกา Cornell University ที่มี ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ เป็น ประธานกิตติคุณ

จึงจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนที่เข้มข้น และเต็มไปด้วยความคิดนอกกรอบขึ้นเพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจไทยให้สามารถก้าวเข้าไปสู่เทรนด์เศรษฐกิจใหม่ของโลกในยุคโลกาภิวัตน์ให้ได้ ด้วยการเชื้อเชิญผู้บริหารภาคธุรกิจชั้นแนวหน้าที่ประสบความสำเร็จ และมองสถานการณ์ข้างหน้าได้อย่างถูกต้องในสาขาต่างๆ มาเป็นวิทยากรให้แก่บรรดาผู้เข้าอบรมเพื่อนำพาองค์กรของตนเข้าสู่เวทีโลกได้อย่างแข็งแกร่ง

และสัปดาห์ที่ผ่านมา สถาบันนี้ก็ได้เชิญ นายสมประสงค์ บุญยะชัย Chairman of the Executive Committee INTOUCH HOLDINGS PLC. มาเป็นผู้บรรยายเรื่องราวที่เขารู้ดีที่สุดในหัวข้อ “Global Telecommunication” ให้กับผู้เข้าอบรมฟัง

เพื่อให้ได้เรื่องราวความรู้ใหม่ๆ ตามเทรนด์การเปลี่ยนไปของยุคสมัย ทีมเศรษฐกิจ จึงขอนำการบรรยายของเขามาเผยแพร่เพื่อเปิดโลกทัศน์สู่องค์ความรู้ใหม่แก่ท่านผู้อ่าน

แม้ว่า Connection ซึ่งหมายถึง พวก และ เพื่อน จะสำคัญสำหรับการต่อยอดธุรกิจ และการเมืองการปกครอง จนหลายสถาบันต้องหันมาจัดทำหลักสูตรเพื่อสร้าง Connection ให้ครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของสังคมไทยไปเกือบหมดก็ตาม

แต่หลักสูตร GBL ที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้ ก็มีเนื้อหารุกเร้า และเต็มไปด้วยโมเดลธุรกิจหลากหลายที่เชื่อมต่อถึงผู้มีทรัพย์สิน หรือสินค้าบนแพลทฟอร์มอินเตอร์เน็ตที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคดิจิทัลไร้พรมแดนได้อย่างสมบูรณ์แบบ...มิได้แพ้กัน

การสื่อสารในโลกไร้พรมแดน

ในสภาวการณ์ที่โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และใกล้กันแค่ปลายจมูก ผู้ที่ทำหน้าที่เป็น Leader หรือ ผู้นำ ก็จำเป็นจะต้องได้รับการปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถรับรู้ และแยกแยะได้ว่า อะไรควรเปลี่ยนแปลง และอะไรควรต้องอยู่ต่อไป

การเปลี่ยนแปลงที่ถูกต้อง จะต้องมีคำตอบว่า เปลี่ยนอย่างไร จึงจะถูกต้อง

Vision หรือ วิสัยทัศน์ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้นำต้องมี แต่ปัญหามีอยู่ว่า ถ้าผู้นำคนนั้น ไม่มีประสบการณ์ หรือเป็นคนไม่เคยทำงาน ก็ยากจะมีวิสัยทัศน์ที่ดี หรือมองภาพอนาคตได้อย่างชัดเจนถูกต้อง

อาจมีข้อยกเว้นในบางคน อย่าง บิล เกตส์ มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก และสตีฟ
จ็อบส์...แต่ก็น้อยคนมาก

ดังนั้น คนที่จะเป็นผู้นำได้ เริ่มต้นจะต้องมีประสบการณ์ ต้องสะสมประสบการณ์มาระยะหนึ่ง พอได้ Vision Mission มาเรียบร้อยแล้ว ก็มาสร้างเป้าหมายที่จะเรียกว่า Goal หรือ Objective

เมื่อสร้างเป้าหมายเสร็จแล้ว ตัวเองมีหน้าที่ต้องเป็น Change Agent ในการนำพาองค์กรไปสู่ Vision นั้น แต่การนำพาองค์กรไปสู่ Vision นั้น จะทำเหมือนเดิมไม่ได้
ไอน์สไตน์ กับนักคิดหลายๆคน พูดตรงกันว่า ถ้าคุณทำเหมือนเดิมแล้วหวังผลที่มันแตกต่าง มันเป็นไปไม่ได้

เมื่อบริบทในอนาคตมันแตกต่างและเปลี่ยนแปลงไป เราต้องการที่จะ Survive อยู่รอดไหม?

Chairman INTOUCH กล่าวว่า คำว่า Survive มาจากตัวเขาเองที่ต้องการให้บริษัทอยู่ได้ตลอด ไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนแปลงไป Survive แปลว่า ต้องเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้อยู่รอด หน้าที่ของ Change Agent ที่จะทำ Change ในส่วนนี้ จึงต้อง Change ในสิ่งที่ถูกต้อง และ Remain ยังคงไว้ในสิ่งที่ต้องไม่ Change ทั้งยังต้องมีความสามารถในการที่จะทำ Read Situation ในอันจะนำมาทำเป็น Action โดยที่กำหนด Objective หรือ Goal ไว้แล้ว จึงจะสร้างยุทธศาสตร์ Strategy อันเป็นพาหนะ ในการนำเราไปสู่ Goal ที่ตั้งไว้ได้

การปฏิบัติ (Execution) ที่ปราศจาก Strategy จะไร้ทิศทาง และก็เช่นเดียวกัน ถ้ามี Strategy แต่ไม่ทำอะไรเลย คือ ไม่ได้นำไปปฏิบัติ ก็จะกลายเป็นการ Useless หรือ เปล่าประโยชน์

อย่าลืมว่า องค์กรไม่ใช่ของคนคนเดียว แต่เป็นองค์กรที่มีคนจำนวนมากมาทำงานอยู่ด้วยกัน

เขายกตัวอย่างของบริษัทในเครือ อย่าง AIS ที่มีคนจำนวนมากจากหลากหลายสาขาซึ่งน่าจะเป็นหมื่นคนมาทำงานในที่เดียวกัน จะต้องมีกรรมวิธีในการที่จะทำให้คนทั้งหลายทั้งมวลเหล่านั้น ทำงานไปในแบบที่มีจังหวะเดียวกัน ไม่ใช่ไปคนละทาง หรือต่างคนต่างพาย ก็จะไม่มีพลัง แต่ถ้าพายไปในจังหวะเดียวกัน จึงจะไปถึง Goal ได้

ดังนั้น ผู้นำจะต้องมองให้ทะลุ แล้วก็สร้าง System คือ ระบบ ในการที่จะทำงานขึ้นมา ระบบที่ว่านี้คือ Process ทั้งหลายที่จะเดินไปให้ถึงจุดหมาย และต้องสร้าง Structure ขึ้นมาให้สอดคล้องกับระบบนี้ด้วย

คือถ้ามี Strategy แล้ว แต่ไม่มี System ระบบ กับ Structure โครงสร้าง การทำงานที่ดี โอกาสที่จะไปถึงเป้าหมาย Execution ก็เป็นไปได้ยาก ฉะนั้น จะเห็นได้ว่ามีการ Design Process ในการทำงาน มีการ Re-organization มีการเรียกชื่อตำแหน่งใหม่ มีการกำหนดบทบาท ขอบเขตความรับผิดชอบ เป็นต้น

Change Agent สู่การ Change จริงๆ

ในฐานะเป็น Change Agent ผู้นำสูงสุดจะต้องทำให้ทีม

1.มีข้อมูลเชิงลึก (Insight) กล่าวคือ คนที่ทำหน้าที่เป็น Change Agent เป็น Executive และเป็น Leader ไม่ได้มีคนเดียว มีตั้งแต่ระดับบนลงมา CEO, C-Level, EVP, SVP, VP ทุกคนเป็น Leader ในส่วนของตัวเอง ดังนั้น ทุกคนต้องมีความชัดเจน (Clear) สิ่งที่ผู้บริหารสูงสุดต้องทำคือ ทำอย่างไรให้เกิดความชัดเจนในเป้าหมาย และความมุ่งหมายขององค์กรโดยรวม ให้มองให้ทะลุว่าตัวเขามีความสำคัญ และความหมายอย่างไรต่อเป้าหมายใน Vision นี้

“ตรงนี้ผมใช้คำว่า Insight เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ที่ได้เคยทำมา คือ ต้องพยายามในทุกฟังก์ชั่น ให้แต่ละฟังก์ชั่นมีความเข้าใจกันในการทำงาน จึงมีการ Cross Function ไม่ใช่ต่างคนต่างทำไปโดดๆ คำว่า “Insight” จึงมีความสำคัญเพื่อ “มองให้เข้าถึง” ไม่ว่าจะเป็น Engineering, Marketing, HR, PR, Finance ฯลฯ จะต้องเข้าถึงเป้าหมายนี้

2.เมื่อเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกแล้วก็ลงมือทำงาน ทำโดยมีวันที่กำหนดเป้าหมาย Target Date ขณะที่คนทำงานจะต้องมีจิตสำนึก (Mentality) ที่สามารถรู้ได้เอง ว่า เมื่อใดงานต้องเสร็จ อะไรต้องทำก่อนหลังโดยไม่เลื่อนลอย

3.คำมั่นสัญญา (Commitment) ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เราจะต้องเป็นคนที่รักษาคำพูดของตนเอง รับปากแล้วว่าจะทำอะไรก็ต้องทำอย่างมุ่งมั่นให้ได้ผล (ทำอย่างสู้ตาย)

4.มีการเริ่มต้น (Initiation) คุณค่าของผู้บริหารที่ดีคือ ต้องเป็นผู้มีความคิดริเริ่มสร้างสิ่งใหม่ๆ ไม่ใช่เวลาทำ อะไรมีกฎมีระเบียบ ก็ทำตามกฎอยู่อย่างนั้น ในเมื่อบริบททั้งหลายเปลี่ยนไป จึงต้องมีคนที่มีความคิดริเริ่ม ยกตัวอย่างในการประชุม CEO ต้องฟังผู้ร่วมประชุมพูด จะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ก็ต้องให้เหตุผล ตรงไหนที่เขาพูดมาดี ก็ต้องบอกว่าดี ตรงไหนที่ไม่เอาก็ต้องบอกว่าไม่เอาเพราะอะไร การทำแบบนี้เป็นการให้เกียรติ และส่งเสริมให้คนกล้าแสดงออก

ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆก็จะได้ความคิดที่ดี เมื่อได้ความคิดดีๆมาก็ควรพูดสนับสนุน (Advocate) คือ บอกให้ที่ประชุมรู้เลยว่า ความคิดของคนนี้ ผมเห็นด้วย เป็นสิ่งที่ดี คนอื่นคิดว่ายังไง Advocate แบบนี้ ก็จะทำให้ความกลมเกลียวความรู้สึกที่จะแสดงออก มันก็เกิดขึ้น แต่ถ้าคนเป็นผู้นำอยู่ในที่ประชุมเป็นคนระงับยับยั้งเวลาพูดอะไรมา ก็หันหน้ามาทำตาเขียว ไปว่าเขา หรือไปว่ากล่าวในที่ประชุม ความคิดริเริ่มจะมาจากไหน มันก็ไม่เกิด

ดังนั้น 4 ข้อนี้ ในฐานะที่เป็น Change Agent ผู้นำสูงสุดก็ต้องพยายามทำให้เกิดกับผู้นำในระดับรองๆลงมาก็คือเป็นคนที่มี Inside ในเรื่องของธุรกิจ ในเรื่องบริษัท ในเรื่องหน้าที่ความรับผิดชอบของตนเอง ทำให้เป็นคนที่มี Target Date เสมอ ทำให้เป็นคนที่มี Commitment และก็ทำให้เป็นคนที่มี Initiation พอเป็นเช่นนี้ ทีมก็จะดีขึ้น ทีมเข้มแข็งขึ้น เราก็ต้อง Execution ตาม Strategy ที่พูดไปตอนต้น Strategy ก็คือ Vehicle ที่จะนำเราไปยังจุดเป้าหมาย

การันตีความสำเร็จของ Change

การจะได้มาซึ่ง Strategy จะต้องมีความละเอียดรอบคอบ และรู้ว่าตัวเราในปัจจุบันเป็นอย่างไร ภาพในอนาคตเป็นอย่างไร จะเดินไปสู่จุดนั้น ควรไปอย่างไร และต้อง make sure ว่า Change Agent หรือผู้นำสูงสุด และผู้นำระดับรองลงไปที่เป็น Change Agent ใน area ของตัวเองนั้น มีความเข้าใจในเป้าหมายอย่างแท้จริงแน่นอน แล้วมองทะลุว่า สิ่งที่จะต้องทำให้ถึง จะต้องทำอะไร อย่างไร แล้วสร้าง Measurement (การวัดผล) ขึ้นมาว่า ความสำเร็จเป็นขั้นเป็นตอนคืออะไรที่จะมาชี้ว่า ความสำเร็จนั้นได้เกิดขึ้น และทุกอย่างเป็น Value Chain

เพราะฉะนั้น ความสำเร็จของทุกๆหน่วยจะต้องเคลื่อนที่ไปพร้อมๆกัน ถ้าคน
หนึ่งไป อีกคนไป แต่มีอีกคนหนึ่งไม่ไป คนนั้นก็จะกลายเป็นตัวถ่วง ทำให้ทั้งหมดไปไม่ได้ ทั้งองคาพยพจึงต้องเดินไปด้วยกัน รับรู้ว่าใครรับผิดชอบอะไร ไม่ใช่ไปแย่งงานลูกน้องทำหมด ไม่ถูกต้อง มีเวลาคิด มีเวลาในการมอบหมาย และติดตาม

เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกัน ก็จะเห็นได้ว่าการทำงานทั้งหมดเป็นไปในทางเดียวกันและ Harmony กันหมด

ว่าแต่การที่จะทำงานให้ได้ตามที่กล่าวนี้ ผู้นำจะต้องมีการดำเนินการ 5 เรื่องอยู่ตลอดเวลา ได้แก่

1.Communicate : เริ่มตั้งแต่การประชุมในระดับต่างๆ เช่นประชุม C-Level, Cross Functional ฯลฯ, การเดินทางไปพบปะ Regional, ออกบันทึก จม.แจ้ง, อัดเทป VDO ฯลฯ Open door ให้คนเข้ามาร่วม และที่สำคัญ การ Communicate จะต้องเริ่มต้นจากการฟังก่อน เพื่อที่จะได้รู้ว่าทีมทั้งหมดในองค์กรของเราอยู่ใน Status ไหน และควรก้าวไปอย่างไร ถ้าไม่ฟังเลย เอา แต่พูด เราก็จะไม่สามารถนำทีมไปยังจุดที่ต้องการได้ เมื่อฟังและ Communicate ไปแล้ว ก็จะเกิดความเข้าใจ และรู้ว่า Vision ที่เราจะไปกับที่เป็นอยู่ปัจจุบัน มีช่องว่าง (Gap) ตรงไหน และทีมยังขาดความรอบรู้ด้านใด (Lack of competence)

2.Competence : คือ Knowledge and Experience that Require ใน job ขณะนั้น เมื่อมีความชัดเจนในเป้าหมาย มีความเข้าใจเข้าถึงในทีมงาน มีการ Communicate สิ่งที่เป็น Action Plan ที่จะเดินกันต่อไป มี Gap อะไรอยู่ตรงไหนแล้ว เราก็จะรอบรู้ (Competence) ว่าอะไรที่ต้องเสริมเข้าไป หรือจะหามาจากตรงไหน จะเห็นได้ว่า ในระหว่างทางจะมีการสลับคน มีการมอบหมาย ขอให้คนนี้ไปช่วยคนนั้น เป็นต้น

3.การสร้าง Culture (วัฒนธรรม) การเป็น Change Agent มีอิทธิพลสูงในการสร้าง Culture ซึ่งจะเป็นไปโดยธรรมชาติ และหยุดไม่ได้ การสร้าง Culture day to day คือการประพฤติปฏิบัติตนของคนที่เป็นผู้นำระดับสูงที่จะเป็น Role model (แบบอย่าง) ในการสร้าง Culture แบบที่มี Structure มี System นี่เป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้น (by design) ถ้าไม่สร้างปล่อยให้เป็นไปเอง ก็จะได้ Culture ที่เราไม่ปรารถนามาด้วย ไม่ใช่ Culture ที่จะอำนวยให้เราไปสู่เป้าหมายของตน นอกจากนั้นยังต้องสร้าง Circumstance

4.Circumstance : องค์ประกอบของสภาวะแวดล้อมที่ทำให้เกิดสิ่งที่ต้องการขึ้น เช่น Customer Experience เกิดที่ touch point และ touch point ที่สำคัญอันหนึ่งก็คือ Call Center จึงต้องทำให้ Call Center มีขีดความสามารถ และมีทัศนคติ Attitude ซึ่งจะต้องมีการอบรม และกระบวนการต่างๆที่จะทำให้คนมีความสามารถพอจะรับมือในการตอบผู้ใช้บริการได้ดี ขณะเดียวกัน ก็ต้องสร้างขีดความสามารถด้วยการลงระบบ IT ขนาดใหญ่ที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ และสร้างการเรียนรู้ด้วย Knowledge Management ที่ทำให้ทุกคนไม่หวงวิชา มีวิชาแล้วก็ต้องแชร์ เมื่อแชร์แล้ว ก็มีโอกาสศึกษาทำให้เจริญก้าวหน้าขึ้น

ส่วนคนที่ทำงานก็ไม่อายที่จะเรียนรู้จากคนที่มีประสบการณ์ในการทำงานด้วยการคีย์เข้าไปถามใน Knowledge Management อันเป็นการสร้างบรรยากาศในการทำงาน ที่คนเป็นผู้นำยินดีตอบคำถาม และยินดีอธิบาย ก็จะสร้างบรรยากาศการทำงานที่ราบรื่น คนทำงานรู้สึกกระตือรือร้นไม่กลัวที่จะถามคำถาม อย่างนี้เป็นต้น

5.Courage : ความกล้าหาญในการแสดงออก กล้าที่จะทดลองสิ่งใหม่ๆ หาไม่แล้ว
ทุกคนก็จะ Play Safe (รักษาตัว) ถ้าการทำสิ่งใหม่ๆเกิดผิดพลาด ผู้นำก็ต้องดูว่าความผิดนั้นมาจากอะไร ความผิดพลาด คือ การเรียนรู้ ไม่ใช่ผิดพลาดจากความประมาท หรือจงใจทำร้าย ถ้า Change Agent ในทุกระดับขององค์กรสามารถทำให้ทีมงานตนกล้าแสดงออกได้ ก็การันตีได้เลยว่า องค์กรที่จะเคลื่อนที่รองรับสิ่งใหม่ๆที่เคลื่อนไปข้างหน้าไม่หยุด (dynamic)

ทั้งหมดนี้คือ Key Success (กุญแจไขความสำเร็จ) ของ Change Agent ที่จะ Change องค์กรให้อยู่รอดได้.

ทีมเศรษฐกิจ