บริการข่าวไทยรัฐ

เออร์โดกันจะนำรัฐศาสนากลับมา

Tayyip Erdogan (ภาพ : AFP)

สองปีที่ผ่านมา ตุรกีเป็นข่าวมากที่สุดสาธารณรัฐหนึ่ง เริ่มตั้งแต่ทะเลาะกับรัสเซีย ยิงเครื่องบินรัสเซียตก ดีกับรัสเซีย มีรัฐประหารแต่ไม่สำเร็จ ฯลฯ

สัปดาห์ที่แล้ว ตุรกีก็เป็นข่าวอีกเรื่องจะฉีกข้อตกลงผู้อพยพเพราะไม่พอใจที่เยอรมนีกับเนเธอร์แลนด์ห้ามรัฐมนตรีตุรกีเข้าประเทศเพื่อไปหาเสียง

ตามด้วยประธานาธิบดีเออร์โดกันของตุรกีด่าดัตช์ว่าเป็นเศษซากของนาซี และด่ายุโรปว่ากำลังจะจุดชนวนสงครามศาสนา

ส่วนพวกยุโรปก็ออกมาพูดในแง่ลบเกี่ยวกับความเห็นของประธานาธิบดีเออร์โดกัน ดาหน้าออกมากันเยอะครับ ทั้งนายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์ รัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนี ส่วนนายกรัฐมนตรีเดนมาร์กที่มีกำหนดการไปเยือนตุรกีก็ประกาศเลื่อน

ผู้คนทางฝั่งยุโรปงัดประวัติเคมาล อะตาเติร์ก บิดาแห่งสาธารณรัฐตุรกีกลับมายกย่องกันอีกครั้งหนึ่งตามโซเชียลมีเดีย เป็นเพราะอะไร?

เป็นเพราะเคมาล อะตาเติร์ก แยกศาสนาจากการเมือง และทำให้ ตุรกีเป็นรัฐสมัยใหม่ ปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยแบบตะวันตก ให้ใช้ อักษรโรมันเขียนภาษาเติร์กแทนอักษรอาหรับ ทั้งหญิงและชายแต่งตัวแบบตะวันตกได้ ผู้หญิงไม่ต้องคลุมฮีญาบ ฯลฯ

ส่วนประธานาธิบดีคนปัจจุบัน นายเออร์โดกัน นำประเทศกลับไปสู่ยุคที่ศาสนาปนกับการเมือง ซึ่งไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญของตุรกี แกเคยติดคุกเพราะเอาศาสนาปนกับการเมืองมาแล้ว มาวันนี้ นายเออร์โดกันต้องการขอคะแนนประชาชนไปลงประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลายประเทศตะวันตกที่มีคนตุรกีอยู่เป็นจำนวนมากไม่ยอมให้พวกของเออร์โดกันเข้าไปหาเสียง ก็เลยมีความขัดแย้งกันแรงอย่างที่เป็นข่าว

อะตาเติร์กเป็นทหารของจักรวรรดิออตโตมานในยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 ตุรกีเคยครองโลกในนามของจักรวรรดิออตโตมานอยู่นาน 600 กว่าปี มาเสื่อมตอนที่แพ้ฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อแพ้แล้ว จักรวรรดิออตโตมานก็สลาย แต่อะตาเติร์กไม่ยอม รวบรวมพวกชาตินิยมต่อสู้เพื่อเอกราชและอธิปไตยของชาวเติร์ก

เมื่อแพ้ต้องถูกฝ่ายชนะยึดครอง สมัยนั้นตุรกีมีผู้นำเป็นสุลต่านซึ่งพระองค์จำเป็นต้องลงพระนามในสนธิสัญญาแซฟวร์ ที่ให้จักรวรรดิออตโตมานสูญเสียดินแดนเป็นจำนวนมาก ให้เหลือแต่เพียงดินแดน รอบๆ อิสตันบูล+ดินแดนบางส่วนในอะนาโตเลีย คนเติร์กไม่พอใจสุลต่านจึงหันไปสนับสนุนพวกชาตินิยม ซึ่งนำโดยเคมาลมากขึ้น

ประวัติศาสตร์ของตุรกีในตอนนั้น 2 รัฐบาลพร้อมกัน คือมีทั้งรัฐบาลเดิมของสุลต่าน และรัฐบาลใหม่ของอะตาเติร์ก สุดท้ายอะตาเติร์กก็ต้องบังคับให้สมัชชาใหญ่แห่งชาติยกเลิกสถาบันสุลต่านเพื่อให้รัฐบาลของตัวเองเป็นรัฐบาลเดียวที่ถูกต้องตามกฎหมายและเป็นที่ยอมรับของฝ่ายพันธมิตรผู้ชนะสงคราม

จากนั้น สมัชชาใหญ่แห่งชาติก็เลือกอะตาเติร์กเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐตุรกี มีมติมอบนามสกุล “อะตาเติร์ก” ให้เคมาลเพื่อยกย่องว่าท่านเป็นบิดาของชาวเติร์กทั้งมวล อะตาเติร์กปกครองประเทศตามนโยบาย The Six Arrows of Progress หรือศรหกดอกแห่งความก้าวหน้า คือสาธารณรัฐนิยม ชาตินิยม มวลชนนิยม โลกวิสัยนิยม รัฐนิยม และปฏิรูปนิยม

ตุรกีประเทศใหม่เอี่ยมอ่องเป็นสาธารณรัฐโลกวิสัยนิยม หรือ Secularism เป็นชาติรัฐสมัยใหม่ที่เป็นอิสระจากการบงการของสถาบันศาสนาอิสลาม อะตาเติร์กยุบตำแหน่งกาหลิบ หรือคอลีฟะห์ และเปลี่ยนมาใช้กระบวนกฎหมายแบบตะวันตกแทนกฎหมายศาสนา

แม้ว่าคนตุรกีส่วนใหญ่จะยังนับถือศาสนาอิสลาม แต่อิสลามไม่ใช่ ศาสนาประจำชาติตุรกี ไม่เหมือนกับพวกตะวันออกกลางที่ส่วนใหญ่ถือว่าอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ ผู้หญิงตุรกีมีสิทธิ์เท่าเทียมกับผู้ชาย ในอดีตเคยมี ส.ส.หญิงตุรกีคลุมฮิญาบเข้าไปในสภา ก็ถูก ส.ส.ชาย ทำร้ายร่างกายด้วยการชกต่อยตบตีมาแล้ว ข้อหาทำให้ตุรกีไม่ทันสมัย

โดยปกติประเทศอิสลามจะไม่ค่อยมีรูปปั้น แต่ที่ตุรกีในอดีตมีรูปและรูปปั้นของอะตาเติร์กอยู่ทั่วไปทั้งในและนอกอาคารทั่วประเทศ

เมื่อเออร์โดกัน ประธานาธิบดีคนปัจจุบันเอาศาสนามายุ่งกับการเมือง หลายคนกลัวว่าเออร์โดกันจะทำให้ตุรกีกลับไปมีอำนาจเป็นเหมือนกับที่เคยเป็นในสมัยจักรวรรดิออตโตมาน ซึ่งเป็นมหาอำนาจก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 และเรื่องนี้ทำให้พวกยุโรปที่เคยรบพุ่งกับตุรกี (ในนามจักรวรรดิออตโตมาน) มานานหลายร้อยปีไม่ชอบ.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com