บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พท.จวกกม.สีเทา เล่นงานแต่‘นายใหญ่’ สตง.บี้หนักสรรพากร

ผู้ว่าการ สตง.แหย่สรรพากร กล้าๆรีดภาษีหุ้นชินคอร์ป ฮึ่มประเมินไม่ทัน 31 มี.ค. ส่ง ป.ป.ช.ฟัน เตือนใครรู้ตัวเลี่ยงภาษี ให้รีบไปจ่ายซะ ชื่อ “ปู-ปึ้ง-กรณ์” โผล่อยู่ในข่าย 60 อดีตนักการเมืองถูกสอบเพิ่ม “เรืองไกร” ตอกกลับไม่หมูรีดภาษีหุ้นชินฯ เย้ย สตง.-สรรพากรต้องซดยาอีกหลายขนาน โวยใช้ ก.ม.พิสดารเฉพาะนายใหญ่ “ชัยเกษม” จวกแหลกงัดกฎหมายสีเทาไล่บี้ฝ่ายเดียว “มิราเคิลออฟลอว์” ก็แค่เผื่อฟลุก “ชัจจ์” ถล่มทะลุสามมาตรฐานไปแล้ว “มาร์ค” ย้ำปัญหาเกิดจากสรรพากร แจง “สุภา” เคยสั่งไล่บี้มารอบแล้ว “ประสงค์” บอกประเมินภาษีหุ้นชินฯคืบหน้าไปมาก ทัน 31 มี.ค.แน่

ตามที่รัฐบาลสั่งการให้กรมสรรพากรไปประเมิน เพื่อดำเนินการจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ป ยังคงเป็นประเด็นที่ทุกฝ่ายจับตามอง ล่าสุดสมาชิกพรรคเพื่อไทยดาหน้าออกมาถล่มรัฐบาลที่นำหลักการอภินิหารของกฎหมายมาดำเนินการกรณีดังกล่าวเป็นการใช้กฎหมายพิสดารจ้องเล่นงานฝ่ายตรงข้าม

สตง.แหย่สรรพากรกล้าๆหน่อย

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 18 มี.ค.ที่สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชน จัดอภิปรายแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ชาตินี้หรือชาติหน้า? ครั้งที่ 4 หัวข้อ “การตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน กรณีการโกงภาษีหุ้นชินคอร์ปและภาษีเชฟร่อน” โดยนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กล่าวว่า การดำเนินการ เรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป จากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นการดำเนินการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 61 ที่สามารถดำเนินการได้ ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา 44 คนที่มีหน้าที่จึงต้องกล้าๆหน่อย โดยให้กรมสรรพากรทำหน้าที่ประเมินภาษี หลังจากนี้ต้องติดตามว่าจนถึงวันที่ 31 มี.ค. กรมสรรพากรจะดำเนินการอย่างไรหรือไม่ นายกฯส่งสัญญาณให้ดำเนินการชัดเจนแล้ว สตง.จึงไม่จำเป็นต้องส่งหนังสือเตือนอีก หากกรมสรรพากรทำตามหน้าที่ไม่ได้ต้องรับผิดชอบ หากดำเนินการไม่ทันวันที่ 31 มี.ค.อาจต้องส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบ

ใครรู้ตัวเลี่ยงภาษีให้รีบไปจ่ายซะ

นายพิศิษฐ์กล่าวต่อว่า ส่วนการส่งเรื่องให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีนักการเมือง 60 คน ในช่วงรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่า เป็นการตรวจสอบแบบสุ่มตรวจ โดยดูการแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ตอนเข้ารับตำแหน่ง ตอนพ้นจากตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่ง 1 ปี ไม่ได้เฉพาะเจาะจงกับใครคนใดคนหนึ่งหรือมีคำสั่งจากฝ่ายบริหาร เป็นการทำตามหน้าที่ขององค์กรตรวจสอบ ไม่ได้สนใจว่าเป็นใครหรือชื่ออะไร นอกจากตรวจสอบนักการเมืองแล้ว สตง.ยังตรวจสอบผู้ที่มีรายได้เพิ่มขึ้นจำนวนมาก ทั้งแต่นักธุรกิจรายใหญ่ เจ้าของห้างดังๆ ทำให้เรียกเก็บภาษีเข้ารัฐได้แล้วหมื่นกว่าล้าน กรมสรรพากรถ้านั่งกินเงินเดือนแล้วตรวจสอบอะไรไม่ได้ จะมานั่งกินเงินเดือนประชาชนอีกทำไม ขอแนะนำนักการเมืองที่กลัวว่าจะเข้าข่ายจ่ายภาษีไม่ครบ ถ้ารู้ตัวก็รีบไปชำระภาษีเสีย จะได้ไม่ต้องเสียค่าปรับ แต่ไม่ขอบอกว่าใน 60 คนเป็นใครบ้าง จะกลายเป็นการเลือกปฏิบัติ

ฟุ้งถ้ายังนั่ง รมว.คลังก็จบไปแล้ว

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลังในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวว่า เรื่องคดีหุ้นชินคอร์ป ศาลพิพากษาให้กรมสรรพากรแพ้คดีในปี 2555 ทางอัยการและกรมสรรพากรมีความเห็นไม่ควรอุทธรณ์ และ รมว.คลังสมัยนั้นก็มีความเห็นไม่อุทธรณ์ แล้วสั่งให้ไปเก็บจากเจ้าของที่แท้จริง เสียดายที่ตนไม่มีโอกาสดำเนินการเรื่องนี้ เพราะการอุทธรณ์เพื่อให้เก็บภาษีสมบูรณ์เป็นไพ่ใบเดียวในมือ แต่กระทรวงการคลังปล่อยให้ไพ่หลุดมือไป จึงมองว่าจุดหักเหคือการที่กรมสรรพากรไม่อุทธรณ์ในวันนั้น ตนจึงเห็นว่า คสช.ควรใช้มาตรา 44 ขยายอำนาจการอุทธรณ์ เพราะเป็นวิธีที่มีโอกาส

“ปู–ปึ้ง–กรณ์” อยู่ในข่ายถูกสอบเพิ่ม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจบการสัมมนาผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามนายพิศิษฐ์ ถึงรายชื่ออดีตนักการเมือง 60 คนมีใครบ้าง แต่นายพิศิษฐ์พยายามบ่ายเบี่ยงไม่ตอบคำถาม อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบเพิ่มเติม รายชื่อนักการเมืองช่วง 2 รัฐบาลที่ผ่านมา พบนัก การเมืองที่มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นจากตอนเข้ารับตำแหน่งจำนวนมาก อาทิ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรอดีตนายกฯ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ และนายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง ที่เข้าข่ายต้องถูกตรวจสอบว่าที่ผ่านมาได้เสียภาษีครบถ้วนหรือไม่

“เรืองไกร” เย้ยไม่หมูรีดภาษีหุ้นชินฯ

วันเดียวกัน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การดำเนินการของรัฐบาลที่สั่งการกรมสรรพากรประเมินภาษีการขายหุ้นชินคอร์ป เป็นการพยายามหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาดำเนินการ ดูแล้วยังสับสนกันอยู่ ขณะที่สมาชิกพรรคเพื่อไทยที่ออกมาชี้แจงก็สับสนตามไปด้วย รัฐบาลเองรู้ดีว่าเรื่องนี้ทำได้ยาก ที่สุดแล้วคงเป็นการตั้งเรื่องไปให้ศาลภาษีอากรกลางตัดสิน แต่ก่อนจะถึงขั้นตอนนั้น สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และกรมสรรพากร คงต้องกินยาแก้ปวดหัวกันอีกมากกว่าจะดำเนินการเสร็จ คงต้องใช้อภินิหารทางกฎหมายกันอีกหลายยก

ใช้ ก.ม.พิสดารเฉพาะกับนายใหญ่

นายเรืองไกรยังกล่าวถึง กรณี สตง.ไล่ตรวจสอบย้อนหลังเพื่อเรียกเก็บภาษีอดีตนักการเมือง 60 คน ว่า ดูจากข่าวที่ออกมาคงเป็นการเรียกประเมินภาษีตามประมวลรัษฎากรมาตรา 49 เป็นการประเมินภาษีสุทธิจากเงินที่เพิ่มขึ้นมา สิ่งที่น่าสังเกตคือกรณีนี้มีการระบุว่าต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 5 ปี แต่กับนายทักษิณทั้งที่น่าจะเป็นลักษณะเดียวกัน กลับบอกว่ายังไม่ขาดอายุความ ถือเป็นการใช้กฎหมายแบบพิสดารในหลายส่วน ก่อนหน้านี้เคยมีคนตั้งข้อสังเกตว่าตนร่ำรวยผิดปกติ ก็อยากให้เข้ามาตรวจสอบเหมือนกัน จะได้ชี้แจงว่าการใช้กฎหมายที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร

“ชัยเกษม” จวกใช้กฎหมายสีเทา

นายชัยเกษม นิติสิริ อดีต รมว.ยุติธรรม และอดีตอัยการสูงสุด กล่าวว่า การไล่เก็บภาษีหลายคนเชียร์ว่าดี ใครๆ ก็ต้องทำ แต่เวลาตีความกฎหมายหาทางไปเก็บ ถามว่ามีความเป็นธรรมหรือไม่ ปล่อยให้ทำกันทั้งบ้านทั้งเมืองแล้วเลือกหยิบเอาเฉพาะคน กับรายอื่นไปไล่เก็บอย่างนี้หรือเปล่า เลือกตีความเบี่ยงไปซ้ายไปขวาเพื่อไปเอาเรื่องเขา ส่วนรายอื่นปล่อยให้เป็นไปตามบรรทัดฐานกฎหมาย แสดงว่าไม่ได้คิดว่าจะทำมาก่อน ทั้งที่อาจจะเห็น และบอกว่าเรื่องนี้มันเทาๆ ถ้าใช้กฎหมายแบบเทาๆ โยนใส่คนอื่น แล้วให้ศาลเป็นคนตัดสิน มองว่าทำไม่ค่อยถูก

งัด “มิราเคิลออฟลอว์” เผื่อฟลุก

นายชัยเกษมกล่าวอีกว่า ยิ่งในสายตาต่างชาติโดยเฉพาะนักลงทุนรายใหญ่ ใครจะกล้าเสี่ยงมาลงทุน เพราะไม่รู้ว่าวันดีคืนดีจะโดนอย่างนี้ด้วยหรือเปล่า ควรให้กรมสรรพากรมีมาตรฐานของเขา ไม่อยากให้เอารายหนึ่งรายใดเป็นหนูทดลอง ใช้กติกามิราเคิล ออฟ ลอว์ หรืออภินิหารกฎหมาย ไปหารูเล็กรูน้อยที่ไม่ใช่ทางเดินปกติมาเป็นเหตุอ้าง เผื่อฟลุกศาลตัดสินตามที่ต้องการ การใช้อภินิหารกฎหมายถ้าคิดแบบทนายทำได้ เพราะทนายต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะ แต่ถ้าเป็นผู้ทำแทนรัฐบาลต้องมีมาตรฐาน การใช้อภินิหารกฎหมายไม่น่าจะถูก

“ชัจจ์” ถล่มวันนี้มีสามมาตรฐาน

ด้าน พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พร้อมให้กรมสรรพากรตรวจสอบเรื่องการเสียภาษี แต่ไม่ควรทำสองมาตรฐาน เป็นเรื่องของการเมืองที่ใช้กฎหมายเข้ามาจัดการกับอีกพวกหนึ่ง เรื่องนี้ส่งผลกระทบการสร้างบรรยากาศปรองดองแน่นอน เมื่ออีกฝ่ายไม่โดนอะไรเลยไม่มีความจริงใจแค่อ้างวาทกรรม หรืออาจเป็นสามมาตรฐานด้วยซ้ำ เพราะกรณีการทุจริตคนของตัวเองกลับไม่โดนอะไรเลย ดีแต่พูดว่าจะจัดการเรื่องทุจริตทั้งหมด เชื่อว่าทำเช่นนี้เพื่อจะได้อยู่นานๆ จนกว่าจะชนะใจประชาชนได้จัดการเลือกตั้งและกลับมาเป็นรัฐบาลต่อ ถ้าจะเก็บภาษีก็ควรไล่เก็บทั้งหมด เพื่อความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ จนนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งไม่เกิดความสามัคคี

“มาร์ค” ย้ำทุกคนต้องทำให้ถูก

ที่สถาบันพระปกเกล้า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณี สตง.แจ้งกรมสรรพากรให้เรียกเก็บภาษีจากอดีตนักการเมือง 60 คน ทั้งในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่า การเสียภาษีเป็นเรื่องแต่ละบุคคล สตง.และกรมสรรพากรจะดำเนินการกับคนที่เห็นว่ามีปัญหาการเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ ที่ผ่านมาการตรวจสอบโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คงตรวจสอบเฉพาะหลักฐานการเสียภาษีในปีนั้นๆ แต่ สตง.ไปพิจารณาว่าบัญชีทรัพย์สินกับจำนวนเงินในการเสียภาษีสอดคล้องกันหรือไม่ เมื่อเกิดข้อสงสัยจึงส่งให้กรมสรรพากรตรวจสอบ ทราบว่ามีนักการเมืองบางคนถูกเชิญให้ไปชี้แจงแล้ว ส่วนตัวไม่มีปัญหาคิดว่าทุกคนต้องเสียภาษีให้ถูกต้อง และต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินและแบบการเสียภาษีอยู่แล้ว ถ้าพบว่าใครกระทำไม่ถูกต้องกรมสรรพากรต้องดำเนินการตามขั้นตอน

แนะแยกทรัพย์สินที่มีมูลค่าเพิ่ม

เมื่อถามว่า สตง.อ้างว่าอดีตรัฐมนตรีบางคนมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นหลังพ้นจากตำแหน่งแล้ว นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ต้องไปดูว่ามีการเสียภาษีเงินได้หรือไม่ จะพิจารณาจากการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินในช่วงก่อนและหลังยื่นบัญชีฯเท่านั้นไม่ได้ เพราะทรัพย์สินที่ถือครอง เช่น ที่ดิน สามารถเปลี่ยนแปลงมูลค่าเพิ่มขึ้นตามระยะเวลา ขณะที่จำนวนทรัพย์สินมีเท่าเดิม จึงตีความว่านั่นเป็นรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นไม่ได้ ต้องแยกแยะกัน เมื่อถามที่ว่านายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าจะนำกรณีการเรียกเก็บภาษีจากการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ไปใช้เป็นบรรทัดฐานกับกรณีอื่นด้วย นายอภิสิทธิ์ตอบว่า การเก็บภาษีต้องทำให้เหมือนกันต่อทุกอาชีพ และทุกรัฐบาล เคยมีข้อเสนอการแก้ปัญหาเกี่ยวกับการเสียภาษีและการทุจริตคอร์รัปชัน ว่าควรตรวจสอบการเสียภาษีให้เข้มข้นขึ้น โดยต้องดูว่าสอดคล้องกับทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นด้วยหรือไม่ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วย

แจง “สุภา” เคยสั่งไล่บี้มารอบแล้ว

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า ส่วนการเรียกเก็บภาษีซื้อขายหุ้นชินคอร์ป เรื่องนี้ชัดเจนว่ามีปัญหา เพราะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและศาลภาษีอากรกลาง วินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานแล้วว่าธุรกรรมของการรับหุ้นมาในราคาต่ำกว่าที่ขายในตลาดหลักทรัพย์แล้วทำกำไรต่อไปนั้น ต้องเสียภาษี ต่อมามีปัญหาการไม่เสียภาษีเพราะชื่อเจ้าของหุ้น 2 รายไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริง จึงต้องไปเก็บภาษีจากเจ้าของตัวจริง ในช่วงรัฐบาลตน น.ส. สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลังขณะนั้น สั่งการให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีจากเจ้าของที่แท้จริง แต่ต่อมาปี 2555 พอเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ กรมสรรพากรช่วงนั้นได้ยุติการเรียกเก็บ โดยอ้างว่าเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นคนละธุรกรรมกับสิ่งที่อยู่ในคำวินิจฉัยของศาล จนสร้างปัญหามาจนถึงทุกวันนี้

ชี้ปมรีดภาษีไม่กระทบปรองดอง

เมื่อถามว่า การเก็บภาษีจากนักการเมือง 60 คน และกรณีของนายทักษิณ จะส่งผลกระทบต่อการสร้างความปรองดองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ไม่มีผลกระทบต่อกัน ทุกคนต้องทำตามกฎหมาย อย่ามาอ้างว่ากำลังสร้างความปรองดอง แล้วถ้าใครทำผิดก็ไม่ต้องรับผิด ใครมีความรับผิดชอบใดๆทางกฎหมายหรือทางภาษี ก็ต้องดำเนินการกันไป ขอให้ทำอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการละเว้นหรือกลั่นแกล้งกัน

“ประสงค์” ลุยปมภาษีนักการเมือง

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า ขณะนี้กรมสรรพากรอยู่ระหว่างตรวจสอบการเสียภาษีของอดีตนักการเมือง อดีตรัฐมนตรี ตามที่ สตง.เสนอมา แต่ไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ว่าเป็นใครบ้าง ยืนยันว่ากรมสรรพากรทำงานอย่างรอบคอบและระมัดระวังอยู่แล้ว รวมถึงเรื่องการเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป 16,000 ล้านบาท ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มีความคืบหน้ามาก เชื่อว่าจะเสร็จทันภายในวันที่ 31 มี.ค.แน่นอน

ป.ย.ป.ตั้งอีก 4 ทีมปฏิรูปประเทศ

ส่วนประเด็นการเดินหน้าสร้างความปรองดอง วันเดียวกัน นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) กล่าวว่า ที่ประชุมที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ ขอให้กำหนดเป้าหมายและแนวทางการทำงานที่ชัดเจน เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปไปในทิศทางเดียวกัน นำคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น เพราะเป็นผู้ที่ได้รับผลจากการปฏิรูปโดยตรง ส่วนคนรุ่นเก่าที่มีประสบการณ์ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้คำเสนอแนะ กำหนดกรอบเวลาทำงานให้สอดคล้องกับเวลาหลังรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศประกาศใช้ โดยตั้งทีมงานขึ้นมา 4 ชุด คือ 1.ทีมกฎหมาย 2.ทีมลงพื้นที่ 3.ทีมปฏิรูปสำคัญเร่งด่วน และ 4.ทีมโครงสร้าง

ปชป.เล่นไม่เลิกจิก “เสรี” อีกดอก

ขณะที่นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณีนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์ไม่ให้ความร่วมมือสร้างความปรองดอง เป็นการพูดให้ร้ายให้สังคมเข้าใจผิด เพราะพรรคประชาธิปัตย์ให้ความร่วมมือเรื่องปรองดองมาตลอด ฝากถึงนายเสรีว่า ความเห็น กมธ.ด้านการเมืองบางเรื่อง ไม่ถูกต้องตามหลักการก็ต้องท้วงติงตรวจสอบ นักการเมืองที่ดีจะอยู่เคียงข้างประชาชนเพราะมาจากประชาชน ไม่อยู่ข้างทหาร จึงอยากให้หันมาสนใจเรื่องปากท้องประชาชนบ้าง ความเป็นอยู่ชาวบ้านเดือดร้อนหรือไม่

“เอกชัย” ขอการเมืองต้องนิ่งก่อน

พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ เลขานุการอนุกรรมาธิการปรองดอง กมธ.ด้านการเมือง กล่าวว่า ยืนยันว่าในรายงานการศึกษาเรื่องปรองดอง ของอนุ กมธ.ปรองดอง ไม่มีเรื่องการนิรโทษกรรมแน่นอน การออกมาโจมตีของบางฝ่ายเป็นเพียงเรื่องคิดเองเออเอง จากการแสดงความเห็นของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองช่วงที่ผ่านมา ทำให้เห็นจุดยืนของแต่ละฝ่ายว่าสุดโต่งไปคนละทาง อย่างประชาธิปัตย์ไม่เอานิรโทษกรรม กปปส.ก็อยากปฏิรูปให้เสร็จก่อนเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยและ นปช. เสนอให้มีนิรโทษฯ ไม่เอารัฐประหาร การทำงานปรองดองคงต้องหาจุดร่วมก่อน สิ่งที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันคือการปฏิรูปความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม กระบวนการยุติธรรม และการนิรโทษฯผู้ชุมนุมในคดีเล็กน้อย แต่หากยังมีการตอบโต้ระหว่าง สปท.และพรรคประชาธิปัตย์แบบนี้อาจกระทบต่อบรรยากาศปรองดอง กลายเป็นเงื่อนไขปัญหาใหม่ได้ การเมืองในระหว่างการสร้างความปรองดองจำเป็นต้องนิ่ง

โพลสูสีรอลงอาญาแทนนิรโทษ

อีกเรื่อง กรุงเทพโพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน “จุดใด? บนเส้นทางความปรองดองของรัฐบาล” พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 37.2 เห็นว่าแนวทางการสร้างความปรองดองของรัฐบาลมีความคืบหน้าไปในทิศทางที่ดี มีร้อยละ 33.9 ที่เห็นว่ายังไม่เห็นมีอะไรเป็นรูปธรรม ร้อยละ 24.7 เห็นว่าล่าช้า เพราะมีอุปสรรคมีความเห็นต่างกัน ส่วนความเห็นเกี่ยวกับแนวคิดการสร้างความปรองดอง โดยการลดหย่อนโทษทางการเมืองสำหรับผู้มาชุมนุม เช่น การรอลงอาญาแทนที่การนิรโทษกรรม มีความใกล้เคียงกันมากระหว่างผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยร้อยละ 47.3 ระบุว่าไม่เห็นด้วย แต่ร้อยละ 47.0 บอกว่าเห็นด้วย ส่วนเรื่องที่รัฐบาลควรเน้นปฏิรูปมากที่สุดคือ กระบวนการป้องกันและปราบปรามการคอร์รัปชัน รองลงมาคือ กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม กรณีสองมาตรฐาน แต่สุดท้ายส่วนใหญ่ยังเห็นว่า ไม่สามารถปรองดองได้ เพราะความเห็นของแต่ละฝ่ายขัดแย้งกันเหมือนเดิม

ปลื้มปราบโกงแต่ดัน ศก.บ่มิไก๊

ด้านสวนดุสิตโพลเปิดผลสำรวจความเห็น เรื่องรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ในสายตาประชาชนพบว่า สิ่งที่รัฐบาลสร้างความประทับใจ หรือสร้างความสุขให้กับประชาชนเป็นอันดับ 1 คือ การปราบทุจริตคอร์รัปชัน ยาเสพติด ผู้มีอิทธิพล ส่วนสิ่งที่สร้างความหงุดหงิดหรือไม่สบายใจอันดับ 1 คือไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพสูงได้ รวมถึงความไม่โปร่งใสในการใช้งบประมาณโครงการต่างๆ และการสร้างความปรองดองที่ยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร สิ่งที่ประชาชนอยากบอกกับรัฐบาลคือ เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ดำเนินการกับคดีต่างๆด้วยความเป็นธรรมไม่สองมาตรฐาน ขณะที่คะแนนเต็ม 10 ประชาชนให้คะแนนรัฐบาลในภาพรวม 7.37 คะแนน

ทูตไทยร่วมเคารพศพ “สก อาน”

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการต่างประเทศว่า นายณัฏฐวุฒิ โพธิสาโร เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา พร้อมด้วยผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารและตำรวจ รวมถึงเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ร่วมเคารพศพสมเด็จวิบูลปัญญา สก อาน รองนายกรัฐมนตรีและ รมต.ประจำสำนักคณะรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยเอกอัครราชทูตไทยฯลงนามในสมุดไว้อาลัย และส่งมอบพวงหรีดจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ