วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'อภิสิทธิ์' เชื่อสรรพากรเรียกเก็บภาษี 60 นักการเมือง ไม่กระทบปรองดอง

"อภิสิทธิ์" ลั่นไร้ปัญหา หนุนสรรพากรเก็บภาษีให้ถูกต้อง เห็นต่างกรณีราคาที่ดินสูงขึ้นต่างจากทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ยันการสั่งยุติเก็บภาษีซื้อขายหุ้นชินคอร์ปตั้งแต่ปี 55 คือตัวปัญหา เชื่อปมเก็บภาษี 60 นักการเมืองไม่กระทบปรองดอง...

เมื่อวันที่ 18 มี.ค. ที่สถาบันพระปกเกล้า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) แจ้งกรมสรรพากรให้เรียกเก็บภาษีจากนักการเมือง 60 คนในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่า การเสียภาษีเป็นเรื่องของแต่ละบุคคลซึ่ง สตง.และกรมสรรพากรจะดำเนินการกับคนที่เขาเห็นว่ามีปัญหาการเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ ตนเข้าใจว่ากรณีที่ สตง.มาดำเนินการในส่วนของนักการเมืองนั้น น่าจะพิจารณาจากการที่นักการเมืองต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน รวมถึงแบบการเสียภาษีด้วย ซึ่งที่ผ่านมาการตรวจสอบโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คงตรวจสอบเฉพาะหลักฐานการเสียภาษีในปีนั้นๆ

แต่ สตง.ไปพิจารณาว่า บัญชีทรัพย์สินกับจำนวนเงินในการเสียภาษีสอดคล้องกันหรือไม่ ซึ่งเมื่อเกิดข้อสงสัย เขาจึงส่งให้กรมสรรพากรตรวจสอบ ทั้งนี้ตนทราบว่ามีนักการเมืองบางคนถูกเชิญให้ไปชี้แจงแล้ว ส่วนตัวไม่มีปัญหาอะไร และคิดว่าทุกคนต้องเสียภาษีให้ถูกต้อง รวมถึงต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินและแบบการเสียภาษีอยู่แล้ว แต่ถ้าพบว่าของใครกระทำไม่ถูกต้อง กรมสรรพากรสามารถดำเนินการตามขั้นตอน

เมื่อถามว่า สตง.อ้างว่าอดีตรัฐมนตรีบางคนมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นหลังพ้นจากตำแหน่งแล้ว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องไปดูว่าเป็นการเสียภาษีเงินได้หรือไม่ ตนคิดว่าจะพิจารณาจากการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินในช่วงก่อนและหลังยื่นบัญชีฯเท่านั้นไม่ได้ เพราะทรัพย์สินที่ถือครอง เช่น ที่ดิน เป็นต้น สามารถเปลี่ยนแปลงมูลค่าเพิ่มขึ้นตามระยะเวลา ขณะที่จำนวนทรัพย์สินนั้นมีเท่าเดิม จึงตีความว่านั่นเป็นรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นไม่ได้ ดังนั้นต้องแยกแยะกัน ถ้าเป็นเรื่องของทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นแล้วไม่สอดคล้องกับการเสียภาษีเงินได้ ก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนตรงนั้น

เมื่อถามที่ว่านายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าจะนำกรณีการเรียกเก็บภาษีจากการซื้อขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไปใช้เป็นบรรทัดฐานในการเก็บภาษีของคนอื่นๆ ด้วย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การเก็บภาษีต้องทำให้เหมือนกันต่อทุกอาชีพและทุกรัฐบาลด้วย ส่วนเจตนาของ สตง.ที่ตรวจสอบเรื่องภาษีของนักการเมืองในช่วงนี้นั้น เมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ก็เคยมีข้อเสนอในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับการเสียภาษีและการทุจริตคอร์รัปชั่นว่าควรตรวจสอบการเสียภาษีให้เข้มข้นขึ้นโดยต้องดูว่า สอดคล้องกับทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นด้วยหรือไม่ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วย

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงการเก็บภาษีซื้อขายหุ้น บมจ.ชินคอร์ปอเรชั่น ของนายทักษิณ ว่า เรื่องนี้ชัดเจนว่ามีปัญหา เพราะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และศาลภาษีอากรกลางได้วินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานแล้วว่า ธุรกรรมของการรับหุ้นมาในราคาต่ำกว่าที่ขายในตลาดหลักทรัพย์แล้วทำกำไรต่อไปนั้น ต้องเสียภาษี ต่อมามีปัญหาการไม่เสียภาษีเพราะชื่อเจ้าของหุ้น 2 รายไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริง จึงต้องไปเก็บภาษีจากเจ้าของตัวจริง ในช่วงรัฐบาลของตน น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลังขณะนั้น ได้สั่งการให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีจากเจ้าของที่แท้จริง แต่ต่อมาในปี 2555 ที่มีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ กรมสรรพากรในช่วงนั้นได้ยุติการเรียกเก็บโดยอ้างว่าเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งเป็นคนละธุรกรรมกับสิ่งที่อยู่ในคำวินิจฉัยของศาล ดังนั้นการยุติเรื่องตั้งแต่ปี 2555 ได้สร้างปัญหามาจนถึงทุกวันนี้

เมื่อถามว่าการเก็บภาษีจากนักการเมือง 60 คน และกรณีของนายทักษิณ จะส่งผลกระทบต่อการสร้างความปรองดองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีผลกระทบต่อกัน ทุกคนต้องทำตามกฎหมาย อย่ามาอ้างว่ากำลังสร้างความปรองดองแล้วถ้าใครทำผิดก็ไม่ต้องรับผิด ใครมีความรับผิดชอบใดๆ ทางกฎหมายหรือทางภาษี ก็ต้องดำเนินการกันไป ขอให้ทำอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการละเว้นหรือกลั่นแกล้งกัน.