บริการข่าวไทยรัฐ

'สน'ยอมรับไม่ได้มี พรสวรรค์ ถึงจุดนี้เพราะ พรแสวง จากเด็กหัดคลาน สั่งสมประสบการณ์ จนออกวิ่ง

รับบท 2 ตัวละครใน 3 ภพชาติ เรื่องราวความรักผูกพันในละครพีเรียดฟอร์มยักษ์ “แต่ปางก่อน” ทางช่องวัน 31 ทั้งบท “หม่อมเจ้ารังสิธร” หรือ “ท่านชายใหญ่” สุภาพบุรุษใจเย็น มั่นคงในความรักที่มีต่อเจ้านางม่านแก้ว ใน 2 ภพแรก และบท “หม่อมหลวงจิราคม” คนรุ่นใหม่ที่คิดเร็วทำเร็วในภพที่ 3 ท้าทายความสามารถพระเอก “สน ส่งไพศาล” ที่เคยเปรียบตัวเองเหมือนเด็กหัดคลาน สั่งสมประสบการณ์ จนเริ่มออกวิ่ง ในวันนี้...

บทบาทอันท้าทายใน “แต่ปางก่อน”

“มี 3 ยุค ยุคแรกเอาแต่ใจนิดนึงแต่รักนางเอก ยุคที่สองเป็นวิญญาณชุดขาวที่ถูกขังอยู่กับตัวเอง 30-40 ปี แต่รักก็ล้นใจ ยุคสุดท้ายจะหน่อมแน้มหน่อย ยุคแรกจะยากที่สุด ขัดแย้งกับคนหลายคน เวลาพูดราชาศัพท์พูดเร็วและถูกต้องมันยาก ต้องฝึกใจให้สงบ ท้าทายมาก ตัวละครนี้ขยับแตะต้องตัวก็ไม่ได้เยอะ ต้องหาวิธีแสดงความรู้สึกออกมาให้ชัดเจนทั้งสายตาและอารมณ์ เรื่องนี้เรียกว่าผมเอาตัวละครเข้าอยู่ในตัวผมเอง ต้องคิด เดิน ท่าทางเหมือนท่านชาย ทำอารมณ์ให้มันล้นๆไว้ ต้องนั่งสมาธิ อยู่กับบทบาทนั้น ไม่คิดเรื่องอื่นเลย คนมาถามผมว่าทำไมร้องไห้ได้ ผมไม่ได้อยู่ดีๆร้องไห้ได้ ผมก็อินในเรื่องราวในบทบาทมันแรงอยู่แล้ว เราก็ร้องไห้ตามตัวละคร”

เล่นละครที่ยาก ในวันที่คนเริ่มยอมรับฝีมือ ยิ่งกดดัน

“ไม่ครับ กลายเป็นความรู้สึกอยากโชว์คนอื่นให้เห็นมุมในตัวผมที่คนอื่นไม่เคยเห็น ผมไม่ใช่คนที่มีความสามารถมีพรสวรรค์มาตั้งแต่แรก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมทั้งหมด เป็นสิ่งที่ผมสร้างขึ้นเอง เรียนรู้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ผมอยากพิสูจน์ให้คนเห็นว่า ถึงเราไม่มีพรสวรรค์ แต่เรามีพรแสวง เราก็สามารถข้ามจุดนี้ไปได้ ก็ 9 ปีเนอะ ถ้าเปรียบเป็นการเจริญเติบโตของมนุษย์ ตอนนั้นผมเพิ่งเริ่มฝึกคลาน ฝึกเดิน ตอนนี้ผมเป็นนักกีฬาวิ่ง (ยิ้ม) ถึงไม่ได้เป็นนักวิ่งมืออาชีพ แต่ผมก็วิ่งมาราธอนได้ ไปเรื่อยๆไปช้าแต่ถึงชัวร์ (ยิ้ม) จากที่ตอนเด็กๆผู้ใหญ่ทุกคนมีแต่คำดุว่า ทุกวันนี้พอเราได้รับคำชมจากพี่ป้อน พี่บอย หรือพี่สันต์เอง หรือผู้จัดผู้ใหญ่อยากให้ไปร่วมงาน ผมรู้สึกดีใจนะ อิ่มใจที่เค้าเห็นว่าเรามีพัฒนาการ” กลับมาคู่กับวิว-วรรณรท อีกครั้งในวันที่เติบโตทั้งคู่? “5 ปีแล้ว จากเรื่องสาวน้อย เจอกันคราวนี้ผมรู้สึกว่าวิวพัฒนาขึ้นเยอะมาก ต่างคนต่างไปฝึกวิชา เหมือนมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันซึ่งเป็นเรื่องที่ดี ได้เห็นมุมการแสดงของวิวที่ผมไม่เคยเห็น ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น เดี๋ยวนี้เทคสองเทคก็ผ่านเมื่อก่อนผมเคย 30เทคเลยนะ (ยิ้ม)”

คำว่านักแสดงอาชีพเข้ามาอยู่ในตัวเรา

“เมื่อก่อน ความรู้สึกคือขอให้ผ่านเถอะ เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ ขอให้ดีเหอะ อย่าผ่านนะต้องให้ดีก่อน” สลัดความกดดันในใจที่มีมาตลอดได้ตอนไหน? “นานซักพักนึงแล้วครับ ตั้งแต่แค้นเสน่หา ตอนแรกเรียนแอ็กติ้งมาผมยังไม่เข้าใจ มีทฤษฎีแต่ใช้ไม่เป็น ด้วยประสบการณ์ การสังเกตคน ทำให้ผมได้รู้ ได้เอาทฤษฎีกับภาคปฏิบัติมาเชื่อมกัน ทุกวันนี้ก็ทำได้ดีขึ้นและจะพยายามทำต่อไป” เริ่มจากคลานแล้ววิ่งได้ ยังมีทางให้วิ่งอีกไกล? “ใช่ครับ เราต้องไม่หยุดพัฒนาตัวเอง ผมยังไม่ได้เก่งที่สุด อาจจะเก่งขึ้นมาระดับนึงที่คนถือว่าผ่าน ผมขอวิ่งต่อไปเรื่อยๆ”

มองตัวเอง จากวันแรกถึงวันนี้

“เรื่องความคิด มาไกลมาก เมื่อก่อนผมไม่คิดอะไรเลย สมองคิดแต่เรื่องเรียน กีฬา ไม่คิดอย่างอื่น แต่ทุกวันนี้ผมคิดเยอะมาก” จากวันนี้มองไปข้างหน้ายังไง? “อยากทำงานให้ดีที่สุด ผมคาดหวังกับผลงานที่ผมทำ อนาคตผมก็มีโปรเจกต์กับเมืองจีน อยากลองเปิดตลาดดูว่ามันเป็นยังไง จบแต่ปางก่อน กับ เด็ดปีกนางฟ้า ผมก็ขอหยุดตัวเองช่วงนึงไปตั้งใจที่โน่น คงมีโอกาสได้ไปเล่นละครยาว น่าจะเดือน เม.ย. ตื่นเต้นนะเป็นอะไรที่ใหม่มากในชีวิตที่ไม่เคยทำ ใครจะคิดว่าได้เป็นดาราที่จีน ขนาดเป็นดาราที่ไทยยังไม่เคยคิดเลย”

เรื่องสาวๆก็ยังไม่เห็นมีใครจริงจัง

“เป้าหมายของผมมันชัดเจนมาก และผมไม่อยากให้มีอะไรมารั้งผมไว้ ผมแอบเป็นคนเรื่องมากนิดนึง ถ้าการมีคนคุยแล้วทำให้มีปัญหา ต้องทะเลาะแล้วไม่ได้ทำงาน อดนอน ผมไม่เอาดีกว่า ตอนนี้ผมขอดูแลตัวเองก่อน ถ้ามีแบบที่ไม่มีปัญหา ก็ดีครับ แต่ส่วนใหญ่มีปัญหา (ยิ้ม) มีคนคุยแต่ถ้าจะมาคบเป็นแฟนก็ต้องดูปัจจัยว่าเค้าและเราพร้อมรึเปล่า ผมไม่อยากคบเล่นๆเลิกๆ ตอนนี้ก็ไม่ได้มีใคร ถ่ายละคร 7 วัน นอนยังไม่ค่อยได้นอนเลย ถ้าเดินกับใครคืออยากให้เห็น ถ้าไม่ใช่ผมไม่เดินให้เห็นหรอก ก็อยากอวดเพื่อนบ้าง แต่มันไม่มี (ยิ้ม)”

บุคลิกนอกจอเราผ่อนคลาย จากนิ่งขรึมดูพลิ้วขึ้น

“อาจจะเพราะอยู่มานานแล้วรึเปล่า เลยด้านชา (ยิ้ม) เมื่อก่อนเป็นคนขี้อาย ไม่ค่อยคุยกับใคร เดี๋ยวนี้ตายด้าน (ยิ้ม) ดูรายการ ดูคนอื่นเวลาคุยเล่นมุก และบวกกับการไปเล่นซิตคอมเป็นต่อ ได้เห็นว่าคนจริงๆเป็นยังไง เมื่อก่อนผมไม่ใช่คน เหมือนอยู่กับตัวเอง อยู่ในโลกของตัวเอง”.