บริการข่าวไทยรัฐ

กฎหมายและอุปสรรคในการจัดบริการ สาธารณะด้านสาธารณสุข (ตอน 3)

โดย หมอดื้อ

พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา กรรมการแพทยสภา ที่ปรึกษาสำนักกฎหมายการแพทย์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ กมธ.สาธารณสุข สนช. สรุปประเด็นสำคัญที่จะชี้เป็นชี้ตายไว้ดังนี้

หัวหน้า คสช.ได้ออกคำสั่งตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2559 ให้มีการใช้จ่ายเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้โดยไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย จนกว่าจะมีการแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อไม่ให้มีการทำผิดกฎหมายต่อไป เป็นเวลาล่วงเลยมาถึง 6 เดือน จึงมีข่าวว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ให้สัมภาษณ์ว่า เตรียมแก้กฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แต่จะไม่มีการ “สอดไส้ร่วมจ่ายแน่นอน” (2) จากข่าวต่อมาว่าในการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2560 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ศ.คลินิก นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร และประธานบอร์ด สปสช. ได้กล่าวว่า สมควรที่จะแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยให้กระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงสาธารณสุขดำเนินการจัดทำกฎหมาย ซึ่งกระทรวงยุติธรรมได้ส่งต่อให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการ

โดย นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร กล่าวว่า จะจัดตั้งคณะกรรมการดำเนินการแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติภายในสัปดาห์หน้า โดยประธานกรรมการไม่ควรเป็นแพทย์ และให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม กรมบัญชีกลาง สำนักงบประมาณ สธ. สปสช. สำนักงานประกันสังคม ผู้แทนองค์กรเอกชน และฝ่ายวิชาชีพ ให้ส่งผู้แทน 2 คนจาก 5 วิชาชีพ

ซึ่งหากไม่ส่งหรือล่าช้า ตนจะใช้วิธีจับสลากเลือกผู้แทนเข้ามา ซึ่งจะแต่งตั้งให้ได้ภายในสัปดาห์หน้า และหลังจัดทำร่างแก้ไขแล้วจะให้มีการจัดทำประชาพิจารณ์ด้วย

ทั้งนี้ ตามคำสั่งนั้นประเด็นที่ให้มีการแก้ไขคือ ประเด็นที่เป็นปัญหาจนต้องใช้คำสั่งมาตรา 44 และประเด็นอื่นๆที่เห็นว่า
ควรแก้ไข โดยระยะเวลาจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือนหลังมีคณะกรรมการ เพื่อให้แล้วเสร็จภายในรัฐบาลชุดนี้ ส่วนข้อเสนอต่างๆจะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการที่จะตั้งขึ้นพิจารณาต่อไป (3) ทั้งนี้มีการกล่าวว่าจะมีการ “ยกเลิกการร่วมจ่าย” ด้วย และในที่ประชุมมีการรายงานข้อเสนอทั้งจากภายใน สปสช.และภายนอกองค์กรต่างๆประมาณ 20 ข้อเสนอ อาทิ การยกเลิกการร่วมจ่ายเมื่อเข้ารับบริการ โดยให้มีการพิจารณาการร่วมจ่ายเพื่อประกันสุขภาพในรูปแบบภาษี ซึ่งจะเห็นว่าการแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินี้ รัฐบาลไม่ให้ความสำคัญเร่งด่วนเหมือนกฎหมายอื่นๆ ที่มีการแก้ไขไปอย่างรวดเร็วผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติไปหลายร้อยฉบับ แสดงว่ารัฐบาลไม่ได้จัดลำดับความสำคัญของกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไว้ในลำดับต้นๆ

ทั้งๆที่กฎหมายนี้ทำให้โรงพยาบาลมีปัญหาอุปสรรคที่สำคัญคือการขาดแคลนงบประมาณในการรักษาผู้ป่วย รวมทั้งปัญหาผลลัพธ์ในการรักษาผู้ป่วยที่เลวร้ายกว่าการรักษาผู้ป่วยในระบบสวัสดิการข้าราชการ จะเห็นว่าหลังจากคำสั่ง คสช.ที่ 37/2559 ถึง 6 เดือน รัฐมนตรีและประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพิ่งจะบอกกล่าวว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และยังจะใช้เวลาอีกถึง 6 เดือน ในการที่จะแก้ไขกฎหมายนี้ และยังไม่รู้ว่าจะแก้กฎหมายเสร็จตามที่รัฐมนตรีกำหนดหรือไม่

ข้อสำคัญ รัฐมนตรีบอกว่า เมื่อจัดทำร่างแก้ไขแล้ว จะจัดให้มีการประชาพิจารณ์ด้วย และก็มีข้อสังเกตหรือคำถามล่วงหน้าว่า เมื่อจัดทำประชาพิจารณ์แล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและคณะกรรมการดำเนินการแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่จะถูกตั้งขึ้นใหม่นี้ จะรับฟังความเห็นจากการทำประชาพิจารณ์ไปปรับปรุงแก้ไขกฎหมายนี้ ตามเหตุผลจากข้อเสนอแนะในการทำประชาพิจารณ์หรือไม่

ฉะนั้น ประชาชนก็ต้องคอยดูต่อไปว่ากฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่แก้ไขใหม่นี้ จะสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนงบประมาณของโรงพยาบาลและสถานพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขได้จริงหรือไม่ และจะสามารถแก้ปัญหาที่ สปสช.จ่ายเงินจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้แก่ รพ.และสถานพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข ที่ “ไม่เพียงพอ” ต่อการดูแลรักษาผู้ป่วยตามที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้หรือไม่

ประชาชนต้องอดใจรอลุ้นต่อไป เพราะรัฐมนตรีบอกว่าจะแก้ไขให้ทันใน 6 เดือน เพราะประชาชนคงมีความสามารถทำได้แค่รอเท่านั้น ถึงแม้จะต้องรอตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 มาจนเริ่มจะมีการพูดว่าจะตั้งคณะกรรมการขึ้นแก้ไขกฎหมายนี้เมื่อ 6 มกราคม 2560 และมีกำหนดให้แก้ไขเสร็จภายใน 6 เดือน (5 กรกฎาคม 2560) ซึ่งนับเป็นเวลา 1 ปีหลังจากคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 37/2559 และเป็นเวลา 3 ปีเศษ หลังการรัฐประหารที่หัวหน้า คสช.บอกว่า “จะปราบการทุจริตคอร์รัปชันและปฏิรูปประเทศ” ในทุกๆด้าน

โดยสรุปสั้นๆ กฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติทำให้เกิดปัญหาอุปสรรคต่อการจัดบริการสาธารณะด้านสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุขที่จัดให้แก่ประชาชน สมควรที่จะแก้ไขกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหา อุปสรรคในการจัดบริการสาธารณะด้านสาธารณสุขดังนี้ คือ การขาดงบประมาณที่เหมาะสมเพียงพอ การขาดมาตรฐานการแพทย์ที่เหมาะสมทันยุคสมัย ตามความจำเป็นด้านสุขภาพของแต่ละบุคคล ขาดการตรวจสอบและแก้ไขการบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ขาดหลักธรรมาภิบาล ไม่มีประสิทธิผล (ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์) และไม่มีประสิทธิภาพ (ไม่มีคุณภาพ ไม่ประหยัด ไม่คุ้มค่า)

ขาดความร่วมมือของประชาชนในการสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคและการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพิ่มภาระแก่บุคลากรสาธารณสุขมากเกินไป จนมีผลกระทบต่อคุณภาพมาตรฐานการรักษา มีความเสียหายต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชน จากข้อจำกัดการรักษาของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำให้เกิดการฟ้องร้องและเพิ่มความขัดแย้งระหว่างประชาชนและบุคลากรสาธารณสุข การขาดหลักธรรมาภิบาลในการบริหาร

ซึ่งเกิดจากการรวบอำนาจในการบริหารโดยกลุ่มหรือคณะบุคคลที่ผลัดเปลี่ยนเข้ามาเป็นกรรมการ อนุกรรมการ ผู้บริหาร และที่ปรึกษา สปสช. ซึ่งทำให้การบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติขาดธรรมาภิบาล การแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติควรที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้หมดไป และป้องกันปัญหาอื่นๆในอนาคต เพื่อให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์สูงสุดทั้งฝ่ายผู้ให้การรักษาสุขภาพและฝ่ายผู้รับผลประโยชน์จากการบริการสาธารณสุข ให้เกิดความยั่งยืน ไม่ล้มละลายทั้งประชาชน ประเทศชาติ และคุณภาพมาตรฐานการแพทย์สาธารณสุขและคุณภาพชีวิตประชาชนพลเมือง เกิดความเป็นธรรม (Equity) ความปลอดภัย และความยั่งยืน.

หมอดื้อ