วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กระชับกรอบ3เดือนฟัง "ความเห็น" ปรองดอง : ทุบโต๊ะสัตยาบัน ประกันเลือกตั้ง

ร้อนตับแลบ สลับกับลูกเห็บพายุฤดูร้อน

สภาพอากาศเมืองไทยตอนนี้ ถึงขั้นที่กรมการแพทย์ต้องแนะนำประชาชนในการรับมือกับภาวะ “ฮีทสโตรก”หรือโรคลมแดด ที่เกิดจากการที่ร่างกายอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงและได้รับความร้อนมากเกินไปทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติของสมองในส่วนการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย

ถ้ารักษาไม่ถูกวิธีหรือส่งโรงพยาบาลไม่ทัน อาจถึงตายได้เลย

นั่นหมายถึงดีกรีความร้อนไม่ธรรมดา และ แนวโน้มอุณหภูมิยังจะไต่ระดับสูงขึ้นกว่านี้อีก

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถึงแม้อากาศจะร้อนทะลักปรอท แต่บรรยากาศของบ้านเมืองก็คลายความร้อนแรงลงไป

ภายหลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แถลงยุติการบุกตรวจค้นวัดพระธรรมกาย เพราะไม่พบตัว “ธัมมชโย” ผู้ต้องหาตามหมายจับหนีคดีฟอกเงิน

แต่ยังคงประกาศมาตรา 44 คุมพื้นที่โดยรอบวัดไว้

ตามรูปการณ์ที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ในฐานะเบอร์หนึ่งในการคุมเกมความมั่นคงของรัฐบาล คสช. ระบุตรงๆเลย

เนื่องจากการข่าวมีมือที่สามแทรกซึมอยู่ในพื้นที่

อยู่ระหว่างการตรวจสอบอดีตแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองที่เข้าไปแทรกแซงการเคลื่อนไหวของเครือข่ายธรรมกาย และ

จะดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้อง ทั้งหมด

แม้ไม่ระบุกันชัดๆแต่ผู้คนในสังคมส่วนใหญ่ก็พอเดาได้ เป้าโฟกัสไปที่กลุ่มเสื้อแดง นปช.และนักการเมืองพรรคเพื่อไทยในฐานะโจทก์สำคัญตามท้องเรื่อง

โดยเงื่อนสถานการณ์ยังอยู่ในจุดที่ต้องเฝ้าระแวงกันต่อไป

ธรรมกาย เสื้อแดง เพื่อไทย ไหลรวมเป็นคนละเรื่องเดียวกันได้ทุกขณะ

อย่างที่เห็นในจังหวะต่อเนื่อง พอกระแสธรรมกายคลายดีกรีความร้อนแรง ก็มีปมร้อนใหม่ที่เป็นเรื่องเก่าค้างปีโผล่กลับมาเบียดชิงกระแสทันที

กับ “อภินิหารกฎหมาย” ไล่ล่าภาษีการขายหุ้น “ชินคอร์ป” นับหมื่นล้านของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว ก่อนจะหมดอายุความในวันที่ 31 มีนาคมนี้

ตามรูปการณ์แบบที่ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ มือ

กฎหมายเบอร์หนึ่งของรัฐบาล ระดมหน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องหาช่องทางไล่บี้

ใส่เกียร์ห้า เดินหน้าลุยเช็กบิลเต็มที่

ทำให้ลูกข่าย “ทักษิณ” ต้องปรับโหมดมาตั้งรับยุทธการไล่ล่าขุมทรัพย์ “นายใหญ่”

ในอารมณ์แบบที่นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของอดีตนายกฯทักษิณ โพสต์เฟซบุ๊กเป็นเชิงย้อนศรถามรัฐบาล ยังต้องการเอาอะไรจากครอบครัวตนเองอีก

“ตกลงความหมายของคำว่าปรองดองในมุมมองของรัฐบาลนี้ คือการทำลายล้างฝ่ายที่ถูกตัวเองยึดอำนาจมาให้สิ้นซาก กระทืบกันให้จมดิน เพื่อจะได้เหลือแต่พวกเดียวกัน จะได้ไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น หรือการปรองดองหมายถึงการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขกันแน่”

เหมือนทุบกล่องดวงใจ ลูก เมีย “ทักษิณ” อยู่ไม่เป็นสุข

ที่แน่ๆโดยยุทธการไล่เช็กบิลภาษีหุ้นชิน ต่อเนื่อง จากคิวไล่ล่า “ธัมมชโย” แห่งธรรมกาย ปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐบาลทหาร คสช.ได้จุดประกายความขัดแย้งให้กลับมาระอุ

ตามปรากฏการณ์ย้อนแย้ง สวนทางกับบรรยากาศในโหมดปรองดอง

จนถูกมองว่า คสช.ตั้งใจจะฟื้นสามัคคีจริงๆ

หรือแค่พิธีกรรมตามโปรแกรมเท่านั้น

ขณะเดียวกัน โดยกระบวนการของคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองในส่วนของกระทรวงกลาโหมเป็นเจ้าภาพหลัก ก็กำลังคืบหน้าอย่างเห็นเนื้อเห็นหนัง

ล่าสุดได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของโจทก์สำคัญครบทุกขั้ว

ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มเสื้อแดง นปช. และกลุ่มกปปส.ที่ต่างก็ได้ยื่นข้อเสนอสูตรปรองดองตามเงื่อนไขที่ฝ่ายตัวเองต้องการ

ส่งการบ้านให้ทหารไปพิจารณาตามกรอบ 10 ข้อ

แน่นอนในมุมของ กปปส.กับพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้รับการโฟกัสเท่าไหร่ เพราะเคลื่อนไหวในทิศทางที่สอดคล้องกับ คสช.ฝ่ายคุมเกมอำนาจ

ที่ถูกจับตาจริงๆก็คือฝ่ายปฏิปักษ์ ข้อเสนอจากกลุ่มเสื้อแดง นปช.และเครือข่าย “ทักษิณ” ที่ได้จัดทำเอกสารและข้อเสนอแนะแนวทางปรองดองจำนวน 16 หน้า

อันดับแรกเลย ขอให้ยกเลิกมาตรา 44 ที่ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพประชาชน

ตามฟอร์มของฝ่ายต้านทหาร รักษาภาพอยู่กับประชาธิปไตย

ไฮไลต์ข้อเสนอปรองดองของขั้วขัดแย้งที่เป็นข่าวรายวัน แต่ที่เงียบๆอีกด้าน พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาบูรณาการข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ในชุดคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง

ก็ระบุว่า ได้รับข้อมูลการรับฟังความคิดเห็นจากนักวิชาการ ภาคธุรกิจ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคแล้ว

เตรียมส่งต่อให้กับคณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองที่มี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน

เป็นอันว่า “ข้อมูลดิบ” ครบถ้วนจากทุกภาคส่วน

พร้อมๆกับการขยับประชุมนัดแรก พล.อ.เฉลิมชัยได้เชิญคณะอนุกรรมการฯทั้ง 30 คน ร่วมหารือถึงกรอบการทำงาน อำนาจหน้าที่ และการเตรียมความพร้อมในการทำงาน

ตามข่าวในที่ประชุม ผู้บัญชาการทหารบกได้แสดงความเชื่อมั่นในคณะอนุกรรมการฯที่จะร่วมกันวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประมวลผลข้อมูลและข้อเสนอแนะข้อมูลความเห็นร่วมเพื่อความสามัคคีปรองดอง

แล้วนำไปจัดทำเป็น “ร่างสัญญาประชาคม”

สรุปเสนอต่อคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองต่อไป

ดูแล้วก็เหมือนงานธุรการธรรมดาทั่วไป

แต่จริงๆเลย จุดนี้แหละที่ถือเป็น “ข้อต่อ” สำคัญของกระบวนการ ภายใต้คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองของกระทรวงกลาโหม

โดยทหารรับหน้าเสื่อเป็น “คนกลาง”

เพื่อผลิตภัณฑ์สุดท้ายในการทำ “สัตยาบัน” หลักประกันว่าหลังการเลือกตั้งครั้งไปต่อ สถานการณ์ทางการเมืองจะไม่กลับมาวุ่นวายเหมือนเดิม

ซ้ำเติมฝันร้ายของคนไทยที่ต่อเนื่องมานับสิบปีแล้ว

และแนวโน้มสถานการณ์จากนี้ไป ไฮไลต์ก็จะจับจ้องไปที่กระบวนการวิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลของคณะอนุกรรมการฯที่ผู้บัญชาการทหารบกนั่งเป็นประธาน

จะออกแบบ “ร่างสัญญาประชาคม” ออกมาอย่างไร

ตามเงื่อนสถานการณ์อย่างที่เห็นกันแล้วว่าทหารพยายามสร้างบรรยากาศการอยู่ร่วมกันของฝ่ายต่างๆให้เป็นไปอย่างสงบก่อนปล่อยไฟเขียวเลือกตั้ง

เปิดทางให้ขั้วขัดแย้งทุกกลุ่ม ทุกขั้ว ได้มีเวทีในการแสดงจุดยืนของตัวเอง

ต่อสู้กันทางความคิดอย่างเป็นระบบแบบแผน

นั่นก็ทำให้กระบวนการปรองดองครั้งนี้ได้น้ำได้เนื้อ มีความเป็นรูปธรรม สัมผัสได้มากกว่าที่แล้วมา

ตั้งคณะกรรมการศึกษาแล้วเก็บใส่ลิ้นชัก

เสียเวลา เสียงบประมาณ เสียของ ไม่มีผลในทางปฏิบัติจริง

แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ต่างจากการปรองดองที่ล่มมาทุกยุค ล้มเหลวมาทุกสมัย

นั่นคือตัวแปรสำคัญอย่าง พล.อ.เฉลิมชัย จ่าฝูงกองทัพบกคนปัจจุบัน ยังมีอายุราชการยาวถึงปี 2561

กับสถานะของผู้บัญชาการทหารบก เลขาธิการ คสช.

เป็นผู้ถือดุลอำนาจตามตำแหน่ง

ด้วยน้ำหนักในการพูดจาที่แปรตามการยืนระยะบนอำนาจ ถ้ามีจังหวะที่อาจต้อง “ทุบโต๊ะ” ใช้ความเข้มความดุดัน

พล.อ.เฉลิมชัย น่าจะกำกับเกมได้ดี

สไตล์พูดน้อย ต่อยหนักแบบนักรบหมวกแดง

ที่สำคัญมันยังมีแรงส่งจากสถานการณ์ที่เห็นๆกัน ขนาดอยู่ในห้วงอำนาจพิเศษ รัฐบาลทหาร คสช.ถือดาบมาตรา 44 ยังส่อคุมสถานการณ์ยากลำบาก

หัวเชื้อขัดแย้ง แรงกระเพื่อมที่ถูกกดไว้ชักจะโผล่มาท้าทาย

ตามรูปการณ์มาตรา 44 ที่เป็นยาแรงใช้แก้อาการฉุกเฉินเฉพาะหน้า แต่ใช้บ่อยเกินจนเฝือ

ทำท่าจะกลายเป็นอาการดื้อยา

ตัวอย่างกรณีของวัดพระธรรมกายที่ทำได้แค่ไล่ตามเงา “ธัมมชโย” ต่อเนื่องมาถึงการไล่เช็กบิลภาษีหุ้นชินกับอดีตนายกฯทักษิณ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ปฏิเสธการใช้อำนาจมาตรา 44 ไล่บี้กันทื่อๆ

แหยงอาการดื้อยากำเริบลุกลามไปกันใหญ่

แน่นอน ด้วยเงื่อนไขสถานการณ์แบบนี้ พล.อ.เฉลิมชัยยิ่งต้องโชว์พลังในการ “ทุบโต๊ะ”

ล็อกหลักประกันหลังเลือกตั้ง การเมืองจะไม่กลับมาตีกันวุ่นวาย

ดีไม่ดี อาจได้เห็นรายการทุบโชว์พวกท้าทาย ประเภทบลัฟไม่ยอมรับปรองดองโดยทหาร

ส่อเบี้ยว “สัตยาบัน” ตั้งแต่ยังไม่ทันเห็นร่างสัญญาประชาคม.

“ทีมการเมือง”