บริการข่าวไทยรัฐ

สนามพระ 19/03/60

โดย สีกาอ่าง

พระรูปหล่อโบราณ พิมพ์นิยม หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน.

เข้าสนามด้วย ธรรมะ สนามพระวิภาวดี จาก หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ว่า “ชีวิตของคนเรา ทำหน้าที่เหมือนเทียน เมื่อจุดแล้วก็รอเวลาดับ แต่จะดับช้าดับเร็ว ก็สุดแล้วแต่อุปสรรค แต่เมื่อเทียนยังให้แสงสว่าง เราจะใช้แสงสว่างนั้นอย่างไร ก่อนจะดับ”--ก็เป็นข้อคิดดีๆและง่ายๆ ท่านให้ใช้ชีวิต ใช้เวลาอย่างมีประโยชน์.....

และแล้วก็ไปดูพระเครื่องที่มาชุมนุมวันนี้ องค์แรกคือ พระสมเด็จเกศไชโย พิมพ์ใหญ่ ๗ ชั้น นิยม A วัดไชโยวรวิหาร อ.ไชโย อ่างทอง ซึ่งเป็นองค์พิเศษสุด สุดพิเศษ เพราะเป็นพระ ฝากกรุบางขุนพรหม.....

พระสภาพสมบูรณ์ สวยเยี่ยมไม่ธรรมดา สภาพคราบกรุ ทั้งฝ้ากรุ ฟองเต้าหู้ ตุ่มเนื้อ (หางกระเบน) คราบฝ้ารากรุ และอื่นๆ ที่ดูตรงไหนก็ “บางขุนพรหมจ๋า” ดังนั้น จะเรียกเป็น “พระสองคลอง” ก็สมเหตุสมผล นับได้ว่าเป็นพระทรงคุณทรงค่าที่สุดองค์หนึ่ง เห็นแล้วติดตา ตรึงใจ.....

องค์ที่สอง คือ พระรูปหล่อโบราณ พิมพ์นิยม หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน อ.โพทะเล พิจิตร ซึ่งเพิ่งบอกไปว่า เป็นพระเครื่องครองตำแหน่งกระแสนิยมร้อนแรง ทั้งการแสวงหาและราคาสูงสุดต่อเนื่อง 2-3 ปี วันนี้มี ภาพ พระรูปหล่อพิมพ์นิยม องค์หน้าใหม่ ที่ออกมาเปิดตัว รับกระแสที่ร้อนแรงสุดๆ และได้รับโหวตให้เป็น องค์งามสุดแห่งยุค.....

จากภาพ สีผิว อาจจะคล้ำไปนิด เพราะเจ้าของเดิมที่ศรีราชา เกรงพระจะเป็นสนิม จึงเอาน้ำมันจักรมาชโลม รักษาเนื้อไว้ ซึ่งก็เป็นภูมิปัญญา ที่ทำให้เราได้เห็นพระสภาพสมบูรณ์สวยงามสุดๆแบบเดิมๆ จนอยากจะบอกว่าไม่รู้จะเจอสวยแบบนี้ได้อีกไหมเนี่ย.....

รายการต่อไป เป็น พระร่วงนั่ง หลังลิ่ม กรุวัดช้างล้อม เมืองศรีสัชนาลัย อ.สวรรคโลก สุโขทัย ลักษณะเป็นพระนั่ง ปางมารวิชัย ศิลปะอู่ทองยุคต้น (หน้าแก่) เทหล่อแบบครึ่งซีก ด้านหลังเป็นร่องลิ่ม จึงกลายมาเป็นชื่อเรียกพระ.....

พบครั้งแรกที่กรุวัดช้างล้อม ซึ่งพระจะมีผิวดำ ส่วนใหญ่ซอกพระกรด้านซ้าย เนื้อจะทะลุ ต่อมามีการค้นพบอีก ที่กรุแก่งสาระจิต กับ กรุขาพนมเพลิง ซึ่งผิวเนื้อจะมีปรอทขาวขึ้นคลุมเป็นผิวชั้นนอก อานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ มีประสบการณ์สูงมาก ด้านคุ้มครองป้องกัน ให้แคล้วคลาดภัย และก็ยังมีคำยืนยันจากเจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้างระดับชาติ ที่ใช้พระนี้บูชาอยู่คู่ตัว ว่าด้านบันดาลโภคทรัพย์ก็มีชัดเจน เพราะใช้บูชามาตั้งแต่เป็นบริษัทรับเหมาเล็กๆ อธิษฐานเปียแชร์ได้ไม่เคยพลาด ถึงเวลานี้เป็นบริษัทรับเหมาข้ามชาติ อธิษฐานขอให้ได้งานประมูล ก็ไม่เคยผิดหวัง.....

ต่อไป เป็น พระกริ่ง ๗๙ สมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศนเทพวราราม กรุงเทพฯ รุ่นนี้ สร้างตามคำขอคณะศิษย์นำโดย ร.อ.ขุนอนุการณกิจ กับ อาจารย์หนู—นิรันดร์ แดงวิจิตร.....

สมเด็จเจ้าประคุณฯก็เมตตาอนุญาต โดยทรงกำหนดให้ใส่ชื่อสั่งจองได้คนละองค์ และทุกคนต้องนำ เงินพดด้วงตรายันต์ หรือ ตราราชวัตร มามอบให้ท่านคนละ ๑ บาท พร้อมเงินค่าจ้างช่างหล่อคนละ ๑ บาท ที่เหลือท่านดำเนินการให้.....

ทรงเทหล่อครั้งทรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระวันรัต เมื่อวันเพ็ญ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๗๙ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เนื้อพระเป็นโลหะผสม นวโลหะ เนื้อในออกสีแดง ต่อมากลับขาว แล้วกลับเป็นดำแกมเทา เป็นสีเนื้อ ชั้นนอก ตกแต่งโดยฝีมือ ช่างประสาร ศรีไทย จำนวนสร้าง ๔๖๔ องค์.....

ในครั้งนี้ พระมงคลราชมุนี (ผึ่ง บุบผโก) ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่ พระญาณโพธิ ได้ขออนุญาตร่วมหล่อ พระชัยวัฒน์ โดยนำ เนื้อชนวนพระกริ่งรุ่นเก่า ของ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จ มาหลอมรวม เทหล่อพระชัยวัฒน์ได้จำนวนถึง ๓๐๐ องค์ โดยไม่ได้ผสมเนื้อโลหะอื่นเพิ่มแม้แต่น้อย.....

ปัจจุบันทั้ง พระกริ่ง พระชัยวัฒน์ รุ่นนี้ ได้รับความนิยมอย่างสูง ถึง หลักแสน หลักล้าน ใครสนใจแสวงหา นอกจากต้องระวังของเก๊เลียนแบบ ยังต้องระวังพระที่ ถอดพิมพ์สร้างย้อนยุค อีกด้วย.....

อีกสำนักคือ พระขุนแผน พลายเดี่ยว พิมพ์หน้าฤาษี กรุวัดบ้านกร่าง อ.ศรีประจันต์ สุพรรณบุรี พระพิมพ์เนื้อดินเผาต้นตำรับพระขุนแผน เมืองสุพรรณ พบจากกรุพระเจดีย์องค์ประธาน กลางลานวัดบ้านกร่าง ซึ่งเป็นวัดร้าง มีประวัติเป็นแหล่งชุมนุมชาวเรือ ที่ขึ้นเหนือล่องใต้มาทำการค้า นิยมมาพักค้างแรม ยามว่างขึ้นมาเที่ยวเล่นในเขตบริเวณวัด พบพระธุดงค์มาอยู่จำพรรษา ร้องขอให้ช่วยขนพระที่มีจำนวนมากเรือนหมื่น (เชื่อได้ว่าสร้างไว้โดยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพื่อมอบบำรุงขวัญทหารหาญ ครั้งยกทัพมาทำสงครามยุทธหัตถี) กลับใส่กรุ ก็ช่วยกันตามกำลัง.....

มีบ้างที่นำพระติดมือมาร่อนเล่นลงแม่น้ำ บ้างก็นำติดตัวไปบูชา ปรากฏว่ามีเมตตามหานิยมสูง ค้าขายได้กำไรมาก ชายโสดได้เมีย หญิงสาวได้สามี เจอเนื้อคู่กันมาก เป็นที่เลื่องลือ จึงมีคนอยากได้ กลับมานำพระออกจากวัดไปจนหมด... สุดท้ายขนาดต้องลงงมหาในแม่น้ำหน้าวัด.....

เรียกชื่อตามอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ ที่มีดั่งพระเอกเมืองสุพรรณ ในวรรณคดี ว่า พระขุนแผน พิมพ์พระมีมากมายหลายสิบแบบ และหลายขนาด ทั้งแบบองค์คู่ องค์เดี่ยว เนื้อพระเป็นดินปนกรวดทรายเผา อย่างองค์นี้ เป็นพระพิมพ์เดี่ยว ที่มีจุดสังเกตเด่นชัด ตรงข้อพระหัตถ์ซ้าย จะมีเส้นชายผ้าจีวรปรากฏชัดเจน ต่างจากพระพิมพ์พลายคู่ที่ไม่มีเส้นนี้ปรากฏ.....

องค์ถัดไป เป็น พระปิดตา มหายันต์ พระครูสิทธิยาภิรัตน์ หรือพระอาจารย์เอียด วัดเขาอ้อ อ.ควนขนุน พัทลุง.....

วัดเขาอ้อ เป็นสำนักวิชาพุทธาคมไสยศาสตร์เข้มขลัง ระดับตักศิลาของแดนใต้ กำเนิดมาแต่สมัยศรีวิชัย ตั้งอยู่บนเนินเขา ต.มะกอก อ.ควนขนุน พัทลุง พระภิกษุ สามัญชน ถึงชนชั้นเจ้านายที่เป็นชายชาตรี ทั่วแดนใต้ ต่างมุ่งหวังสนใจเข้าศึกษาวิชาอาคมขลัง จากสำนักนี้ เพราะเป็นสำนักที่รวบรวมตำรับสรรพวิชาเวทมนตร์คาถามาแต่โบราณไว้เป็นจำนวนมาก.....

อย่าง วิชาอาบน้ำว่านแช่ยา พิธีกินข้าวเหนียวดำ พิธีป้อนน้ำมันงา และมีพระเกจิอาจารย์ผู้สืบทอดวิชาเป็นอาจารย์สืบทอดมาไม่ขาดสาย ไล่เรียงลำดับเจ้าอาวาสเท่าที่มีบันทึกได้ดังนี้ 1.พระอาจารย์ทอง 2.พระอาจารย์สมเด็จจอมทอง 3.พระอาจารย์สมเด็จพรมทอง 4.พระอาจารย์ไชยทอง 5.พระอาจารย์ทองจันทร์ 6.พระอาจารย์ทองในถ้ำ 7.พระอาจารย์ทองนอกถ้ำ 8.พระอาจารย์สมภารทอง 9.พระอาจารย์ทอง-เฒ่า 10.พระอาจารย์ปาล 11.พระอาจารย์กลั่น.....

สำหรับ พระอาจารย์เอียด ปทุมสโร อุปสมบทเป็นศิษย์ พระอาจารย์ทองเฒ่า วัดเขาอ้อ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๗ ได้รับการถ่ายทอดวิชาพุทธาคมไสยเวทพิธีกรรมต่างๆของสำนักเขาอ้อไว้หมดสิ้น แต่ไม่ได้อยู่ครองวัดเขาอ้อ เพราะชาวบ้านดอนศาลา มานิมนต์ไปเป็นเจ้าอาวาสดอนศาลาที่ว่างลง ถึงปี พ.ศ.๒๔๘๐ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ รับตำแหน่งเจ้าคณะตำบลเนินมะกอก ในสมณศักดิ์ที่ พระครูสิทธิยาภิรัตน์.....

สำหรับ พระปิดตามหายันต์ เนื้อตะกั่ว หลังยันต์เฑาะว์ นี้ หลวงพ่อเอียด กลับไปประกอบพิธีสร้างขึ้นที่วัดเขาอ้อ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๓ เรียกกันว่า “พระวัดเขาอ้อ” ประกอบด้วย พระมหาว่านขาว มหาว่านดำ และพระปิดตา นั่งลอยองค์เนื้อตะกั่ว ขนาดความสูง 1.8 ซม.เข่ากว้าง 1.4 ซม. เทหล่อเข้าหุ่นขี้ผึ้งแบบโบราณ มีทั้งแบบหน้าเดียวหลังยันต์และสองหน้า.....

พระชุดนี้ได้รับการยกย่องเป็น สุดยอดวัตถุมงคลเมืองใต้ ยุคสงครามอินโดจีน มอบให้ทหารติดตัวเป็นกำลังใจ และเกราะป้องกันภัยรักษาชีวิต ซึ่งอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ปรากฏเป็นอัศจรรย์ด้านคงกระพันชาตรีก็มี เป็น มหาอุด หยุดลูกปืนก็มาก ปัจจุบันพระชุดนี้ ราคายังไม่สูงมาก อยู่หลักหมื่นกลางๆ แต่หายากชะมัด เพราะชาวใต้หวงมาก แบบว่าใช้เงินง้างไม่ออก.....

นอกจากรุ่นนี้ ท่านยังจัดสร้างวัตถุมงคลขึ้นหลายชนิด เช่น พระมหาว่าน พระปิดตาว่าวจุฬา พระปิดตาพิมพ์สองหน้า พระปิดตามหายันต์หลังอุ และเหรียญรุ่นแรก พ.ศ.๒๔๙๘ โดยทำพิธีปลุกเสกที่วัดเขาอ้อทุกรุ่น.....

สำนักสุดท้ายท้ายสุด คือ เหรียญหลวงพ่อเกษม เขมโก สุสานไตรลักษณ์ ลำปาง รุ่น กองพันเชียงใหม่ รุ่นแรก ปี 18 เนื้อเงิน จำนวนการสร้าง 299 เหรียญ เป็นพระหลักที่เล่นหาและสะสมในสายวัตถุมงคลหลวงพ่อเกษม ที่เวรี่นิยมอีกหนึ่งรุ่น.....

จุดเด่นของ เหรียญกองพันเชียงใหม่ อยู่ที่หลวงพ่ออนุญาตให้นำเหรียญทั้งหมด 4,897 เหรียญ เข้าไปปลุกเสกแบบเปิดเผย (วางในถาด) ในกุฏิของท่าน ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ภายในกุฏิขาวสะอาด ปราศจากสิ่งรบกวน เพราะเป็น ที่เจริญกรรมฐาน ของหลวงพ่อ.....

เหรียญที่สามารถนำเข้าไปปลุกเสกถึงในกุฏิก็มีเช่น รุ่นนางเหลียว รุ่น 5 รอบ รุ่นระฆัง และรุ่น กองพันเชียงใหม่ โดยปลุกเสกแบบเปิดกล่อง และไม่มีวัตถุมงคลใดๆฝากเข้าพิธีเลย.....

เล่ากันว่า เหรียญที่วางต่อหน้าหลวงพ่อ เป็นเหรียญกองพันเชียงใหม่เท่านั้น ผู้ที่เข้าไปก็มีแต่ทหาร จึงเพิ่มความเข้มขลัง ทำให้เหรียญจึงมีประสบการณ์บ่อย เพราะหลวงพ่อบอกว่าทหารมีความลำบาก ต้องทน เสี่ยงกับความตาย ต้องเสกแบบเปิดกล่อง-เนื้อเงินสร้าง 299 เหรียญ เนื้อนวโลหะ สร้าง 599 เหรียญ และเนื้อทองแดง สร้าง 3,999 เหรียญ องค์นี้เป็นของ เสี่ยโหน่ง กาดเมฆ.....

และแล้วก็หมดสัมปทาน ต้องบอกลากันอีกแล้ว ด้วยเรื่องปิดท้าย ด้วยเรื่องของ สาวสวยชื่อ สาวิตรี ซึ่งกำลังฟิตร่างกาย เตรียมเข้าประกวดนางงามสงกรานต์เวทีระดับจังหวัด จึงวิ่งออกกำลังทุกวัน เพื่อให้ผอมสวย......

วันหนึ่ง วิ่งผ่านหน้าบ้านเพื่อนที่ไปเรียนกรุงเทพฯ กลับมาบ้านวันหยุด เพื่อนก็ออกมาทัก ถามว่าวิ่งไปทำไม พอบอกว่าจะประกวดนางงามสงกรานต์ประจำจังหวัดปีนี้ เพื่อนก็ทำหน้าสงสัย ถามว่าปีก่อนก็ประกวดแล้วไม่ได้ตำแหน่งหรือทำไมปีนี้ประกวดอีก.....

พอเพื่อนตอกย้ำ นางงามตกรอบ ของขึ้นทันที บอกว่าก็ไม่ได้ตำแหน่งไง ถึงต้องประกวดอีก เพราะมั่นใจว่าความสวยสู้ได้ แต่คราวก่อนที่แพ้เพราะก่อนวันประกวดมีญาติเยอะ เป็นห่วง สอนให้ทำสมาธิ สวดมนต์บทโน้นบทนี้เยอะไปหมด สวดจนดึก จนหลับสนิท ตื่นไม่ทันไปประกวด เลยไม่ได้ตำแหน่ง ปีนี้เลยสมัครเงียบๆ ไม่ได้บอกญาติเยอะ.....

เพื่อนถามว่า แล้วไม่ต้องสวดมนต์หรือ สาวิตรี บอกว่าเปลี่ยนวิธีใหม่ ใช้วิธีบนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าถ้าได้ตำแหน่ง จะแก้บนด้วยการสวดมนต์ถวายข้ามวันข้ามคืน.....

เพื่อนถามต่อว่า ต่างกันตรงไหน ว่าที่นางงามสงกรานต์ บอกทันที ต่างสิ เพราะ ยื่นหมูยื่นแมว ได้ตำแหน่งก่อน ค่อยแก้บน ถ้าไม่ได้ก็ไม่ต้องแก้ ไม่เหนื่อยฟรี เจ้าค่ะ อามิตตพุทธ.

สีกาอ่าง