วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

‘กรมศิลปากร’ เพิ่มช้างประดับพระเมรุ

โดยถือว่าเป็นสัตว์หิมพานต์ ตามคติโบราณ

หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมกันเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ขณะที่พสกนิกรจากทั่วประเทศเดินทางมาแสดงความอาลัยอย่างต่อเนื่อง ขณะที่หัวหน้าช่างประติมากรรมไทย ผู้รับผิดชอบปั้นช้างสิบตระกูล เพื่อนำมาตกแต่งสระอโนดาตรอบพระเมรุมาศเผยกรมศิลปากรสั่งให้ปั้นช้างเพิ่มอีก 10 ตัว จากเดิม 20 ตัว โดยยึดตามคติโบราณและรูปแบบตำราคชลักษณ์ ขณะนี้คืบหน้าไปแล้วกว่า 80% คาดเสร็จในเดือน เม.ย.นี้

ครบรอบ 156 วัน การสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 17 มี.ค. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระราชานุญาตให้องค์กรภาคเอกชน ตลอดจนมูลนิธิ สมาคมต่างๆ อาทิ บริษัท โคอะฉะ มีเดีย (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) นายอนันต์ เภตรา ประธานกรรมการบริษัทในเครือเภตรากรุ๊ป พร้อมคณะ บริษัทเมืองโบราณ จำกัด พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ บริษัท ปราสาทสัจธรรม จำกัด บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด บริษัท ธนบุรีพานิช จำกัด บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เวลส์ ฟาร์โก้ แบงก์ เนชั่นแนล แอสโซซิเอชั่น บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด สมาคมการศึกษาเอกชนจังหวัดปราจีนบุรี สมาคมชาวไทยเชื้อสายจีน สมาคมตระกูลเฮ้งแห่งประเทศไทย ฯลฯ ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง หลังเสร็จสิ้นพิธีหลวง หรือพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร (100 วัน) ถวายพระบรมศพ ต่อเนื่องมาเป็นวันที่ 55

สำหรับบรรยากาศการเข้ากราบพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ตลอดทั้งวันพสกนิกรทุกหมู่เหล่าจากทั่วสารทิศ อาทิ จังหวัดนครสวรรค์ สุพรรณบุรี มุกดาหาร สมุทรปราการ กำแพงเพชร ชัยนาท ฯลฯ รวมถึงชาวไทยในสวีเดน เดินทางมารอต่อแถวเข้าถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ อย่างไม่ขาดสาย ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนักในช่วงเช้า โดยสำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนชุดแรก เข้ากราบถวาย บังคมพระบรมศพผ่านประตูวิเศษไชยศรี ตั้งแต่เวลา 04.30 น. โดยมีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ เทศกิจ ได้ตรวจคัดกรองบุคคลที่ผ่านเข้าออกจุดอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ ประชาชนที่จะเดินทางเข้ามาในพื้นที่จะต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชน ให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้นสัมภาระและตรวจร่างกายเพื่อป้องกันการนำอาวุธเข้ามาในพื้นที่

สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 16 มี.ค.หลังสำนักพระราชวังปิดไม่ให้ประชาชนเข้าพระบรมมหาราชวัง เพื่อขึ้นถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลา 21.20 น.ว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 30,760 คน

ความคืบหน้าการปั้นช้างสิบตระกูล เพื่อนำมาประดับภายในสระอโนดาตรอบพระเมรุมาศที่จำลองเป็นป่าหิมพานต์นั้น นายประสิทธิ เอมทิม หน.สาขาประติมากรรมไทย ภาควิชาศิลปะประจำชาติ วิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ กล่าวว่า ในที่ประชุมร่วมกับกรมศิลปากรครั้งหลังสุดให้วิทยาลัยเพาะช่างปั้นช้างเพิ่มอีก 10 ตัว จากเดิม 20 ตัว รวม 30 ตัว ขณะนี้คืบหน้าไปแล้วกว่า 80% แนวความคิดการออกแบบยึดตามคติโบราณและรูปแบบตามตำราคชลักษณ์ ซึ่งแสดงสัณฐานของช้างตระกูลพรหมพงศ์ เป็นช้างสิบหมู่ ที่พระพรหมสร้างขึ้น ลักษณะทางกายภาพเหมือนกันทั้งหมดแตกต่างเฉพาะสี หมู่ที่ 1 ชื่อว่า ฉัททันต์ สีขาวเหมือนสีเงินยวง หางแดง สีเท้าแดง หมู่ที่ 2 เรียกว่า อุโบสถ สีเหมือนสีทอง หมู่ที่ 3 ชื่อ เหมหัตถี สีเหลือง หมู่ที่ 4 ชื่อว่า มงคลหัตถี สีเหมือนดอกอัญชันม่วง หมู่ที่ 5 ชื่อว่า คันธหัตถี สีเหมือนกฤษณา หมู่ที่ 6 ชื่อว่า ปิงคัล สีเหมือนตาแมว หมู่ที่ 7 ชื่อ ดามพหัตถี สีเหมือนทองแดงหล่อน้ำใหม่ หมู่ที่ 8 ชื่อ บัณฑระนาเคนทร สีขาวเผือก หมู่ที่ 9 ชื่อว่า คงไคย สีเหมือนน้ำไหล และหมู่ที่ 10 ชื่อ กาฬวกะหัตถี สีดำเหมือนปีกกา ซึ่งตนได้เสนอให้นำรูปคชลักษณ์ที่มีในหมวดอื่นมาใส่ในช้างตระกูลพรหมพงศ์ด้วย เช่น งาอ้อมจักรวาล งาเอกทันต์ ที่ปรากฏในตระกูลอิศวรพงศ์นำมาผสม ซึ่งกรมศิลปากรเห็นชอบในหลักการนี้

นายประสิทธิ์กล่าวอีกว่า ช้างสิบหมู่ที่ปั้นประดับพระเมรุมาศยึดตามคติไตรภูมิ เชื่อว่ามีพละกำลังเรี่ยวแรงมากที่สุด ที่สำคัญทีมช่างสร้างสรรค์รูปแบบช้าง 10 ตระกูลให้เชื่อมโยงกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เช่น คชลักษณ์ที่นำมาใส่เป็นงาอ้อมจักรวาลที่ปรากฏในพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ถือเป็นช้างคู่พระบารมีของรัชกาลที่ 9 และยังมีความพิเศษช้างของพระโพธิสัตว์ชื่อพญาฉัททันต์ เพิ่มลักษณะที่เป็นอุดมคติช้างสิบตระกูลในหมวดพรหมพงศ์สอดคล้องกับที่รัชกาลที่ 9 ได้ปกครองแผ่นดินและดูแลทุกข์สุขพสกนิกรโดยยึดหลักพรหมวิหาร 4 อีกด้วย คาดว่าต้นแบบช้างหิมพานต์จะแล้วเสร็จปลายเดือน เม.ย.นี้ หากกรมศิลปากรตรวจสอบแล้ว ช่างจะพิมพ์ซิลิโคนและหล่อไฟเบอร์กลาสในเดือน พ.ค.อย่างไรก็ตาม สัปดาห์หน้ากรมศิลปากรเตรียมนัดประชุมทีมเพาะช่างและทีมช่างเพชรบุรีประชุมร่วมกับสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร เพื่อสรุปรูปแบบประติมากรรมหินประดับพระเมรุมาศเพื่อให้อากัปกิริยาของสัตว์หิมพานต์สอดคล้องกับภูมิทัศน์โดยรวม การดำเนินงานแก้ไขปัญหาจะทำงานร่วมกันระหว่างประติมากรกับสถาปนิกเพื่อให้งานประติมากรรมเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ขณะที่นายทมิฬ ศรีศิลา อาจารย์ประติมากรรม ไทย วิทยาลัยเพาะช่าง กล่าวว่า ได้รับมอบหมายให้ปั้นช้างกุญชรวารี ซึ่งเป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์ ที่มีรูปร่างเป็นช้างบริเวณลำตัวมีครีบและหางเป็นปลา ช้างกุญชรวารีนี้ ถือเป็นสัตว์หิมพานต์ ที่มักจะเขียนกันตามผนังโบสถ์ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับทะเล โดยมีช้างน้ำว่ายคลอเคลียอยู่ จึงน่าจะเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก เมื่อเดินบนบกก็จะมีเท้าสำหรับเดิน แต่เมื่ออยู่ในน้ำก็สามารถว่ายน้ำและยังมีหางปลาช่วยโบกส่งท้าย ดังนั้น ตนได้นำรูปแบบของวรรณคดีมาปั้นประกอบกับใช้จินตนาการให้ดูสมจริง โดยปั้นให้มีลักษณะเป็นช้างเผือกที่ดูสง่างาม ส่วนบริเวณหูของช้างปั้นให้มีรอยหยักเหมือนครีบของปลา ด้านขาหน้าทั้งสองข้างใส่ครีบปลา และบริเวณหางใส่หางปลาชนิดเดียวกับปลาฉลาม ซึ่งเป็นเจ้าแห่งปลาในท้องทะเล