วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

60 นักการเมืองเจอแน่ ตู่ไฟเขียวให้ตรวจสอบภาษี

ของทรัพย์สินที่เพิ่มหลังจากอำลาตำแหน่ง ยันไม่ได้แกล้งไล่พานทองแท้พูดกับศาลเอง

“บิ๊กตู่” ไฟเขียวเช็กบิล 60 นักการเมืองยุครัฐบาล “อภิสิทธิ์-ยิ่งลักษณ์” เลี่ยงภาษี ยันไม่ได้กลั่นแกล้ง มีหลายหน่วยงานตรวจสอบ ผู้ว่าการ สตง.โต้ครหาไม่ได้จำเพาะเจาะจง ชงสรรพากรไล่เบี้ยเกรงจะหมดอายุความ 5 ปี ป.ป.ช.ชิ่งอ้างไม่มีหน้าที่สอบใครหนีภาษี “มาร์ค” ลั่นทุกคนต้องพร้อมถูกตรวจสอบ นายกฯไม่ตอบโต้ “โอ๊ค” ไล่ไปพูดกับศาลเอง แจงสั่งเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปรักษาผลประโยชน์ของชาติ ด้าน “วิษณุ” ยกศาลชี้ซื้อขายไม่สุจริตต้องเสียภาษี แย้มแก้ ก.ม.ล้มละลาย แก้ลำยักย้ายถ่ายเทซุกทรัพย์ในต่างประเทศ พท.ท่องคาถาขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ได้รับยกเว้น “ปู” ขอความเห็นใจ อย่าใช้อภินิหาร ก.ม.ไล่ล่าพี่ชาย “ประยุทธ์” บ่นเกษียณแล้วยังต้องเสี่ยงต่อ เปรยทหารทำงานไม่เสร็จไม่กลับบ้าน “สุเทพ” หนุนปฏิรูปเสร็จก่อนค่อยเลือกตั้ง ไม่ขัดข้อง คสช.เลื่อนโรดแม็ปอยู่ต่อ

จากกรณีที่นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แจ้งเรื่องให้กรม สรรพากร ตรวจสอบนักการเมือง 60 คน ในยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นจำนวนมากหลังพ้นตำแหน่ง อาจมีพฤติการณ์ยื่นภาษีไม่ครบถ้วน โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งใคร

“บิ๊กตู่” ไฟเขียวเช็กบิลนักการเมือง

เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 17 มี.ค.ที่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ บางเขน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงกรณีที่นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงิน แผ่นดิน (สตง.) ระบุว่ามีนักการเมือง 60 คนที่เข้าข่ายต้องเรียกเก็บภาษี ว่า เดี๋ยวเจ้าหน้าที่ก็สอบกัน นายกฯ คงไม่ลงไปสอบเอง แต่หากใครส่งเรื่องมาจะส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ อยากบอกว่าพอเกิดเรื่องนี้ขึ้นจะเกิดอีกหลายเรื่องตามมาทุกคนจะมาเร่ง เหมือนทุกคนตัดสินหมดแล้วมันไม่ได้ หากมีข้อมูลขอให้ส่งเข้ามา จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ เช่น คดีนี้เขาสอบแล้วโยงไปอีกอันหนึ่งจะสอบต่อ ไม่ได้เป็นการแกล้ง เพราะมีตรวจสอบหลายหน่วยงาน เพียงแต่ว่ารัฐบาลคอยอำนวยความสะดวกปฏิบัติ หากเราปล่อยให้ทุกอย่างเดินไปตามขั้นตอน บางอย่างเราก็ต้องติดตามว่าเรื่องนี้ไปถึงไหนแล้วนั่นคือหน้าที่ของรัฐบาล ไม่ใช่จะตีความว่าตัดสินกันแล้วก็ฮั้วกันอีกไม่ผิดอีก มันไม่ใช่ อยู่ที่หลักฐานและหลักการในการพิจารณา บางเรื่องผิดก็คือผิด บางเรื่องดูแล้วผิดแต่ไม่ผิด

โวยอย่ามาโยงเรื่องปรองดอง

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ให้เขาว่าไปตามกฎหมาย ยืนยันว่าการดำเนินการไม่ได้ไปเน้นย้ำอะไรกับใครเป็นพิเศษ ถ้าจะไม่เรียกเก็บภาษีคือไม่เก็บทั้งหมด แต่ถ้าจะเก็บต้องทำให้เกิดความเสมอภาค เป็นเรื่องตามกระบวนการกฎหมายให้เขาว่ากันไป ขออย่านำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นทางการเมือง และเชื่อว่าจะไม่กระทบกับภาพรวมที่รัฐบาลกำลังสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวว่าวันที่ประชุมร่วมเรื่องภาษีหุ้นชินคอร์ป สตง.แจ้งว่าจะดำเนินการทุกเรื่องที่มีลักษณะเดียวกัน จึงรับทราบและพอใจว่าถ้าจะดำเนินการให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน แต่ไม่ทราบว่ามีกี่คดี บรรทัดฐานว่าใครถูกหรือผิดแพ้ชนะ ไว้รอคำวินิจฉัยจากศาล ส่วนที่ระบุว่า สตง.ส่งให้สรรพากรดำเนินการตั้งแต่ปีที่แล้วแต่ยังไม่คืบหน้านั้นไม่ทราบ และนอกจาก สตง.จะดำเนินการอยู่ยังมีหน่วยงานอื่นที่ดำเนินการควบคู่ไปได้ แต่ขอไม่เปิดเผยรายละเอียด บางเรื่องถึงทำควบคู่ไป แต่สุดท้ายทำไม่ได้ อะไรที่ทำได้ถ้าทุกคนมีหน้าที่ก็ทำไป เป็นการบังคับการตามกฎหมาย ไม่เกี่ยวกับเรื่องปรองดองจะนำมาเป็นเรื่องต่อรองไม่ได้ ถ้าจะดำเนินการไม่ได้คือดำเนินการไม่ได้ แต่ถ้าผิดดำเนินการได้

สตง.แจงไล่เบี้ยหวั่นหมดอายุความ

นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กล่าวถึงกรณีที่แจ้งให้กรมสรรพากร ไล่เก็บภาษีนักการเมืองในช่วงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรว่า เป็นนโยบายของ คตง.ในการเรียกเก็บภาษีให้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ขณะนี้อยู่ในช่วงการปฏิรูปการเมือง เมื่อ สตง.ไปตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของนักการเมืองที่แสดงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พบว่านักการเมืองหลายคนมีเงินเพิ่มจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่เสียภาษีเงินได้ปกติ จึงทวงถามไปยังกรมสรรพากรว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นมาเสียภาษีหรือไม่ ได้รับการชี้แจงว่า ป.ป.ช.ไม่ได้แจ้งว่านักการเมืองเหล่านั้นร่ำรวยผิดปกติ แต่ สตง.เห็นว่าแม้ว่าจะไม่ได้ร่ำรวยผิดปกติ แต่เงินได้ที่เพิ่มจำเป็นต้องเสียภาษี จึงส่งหนังสือแจ้งให้ดำเนินการ ที่สำคัญขอให้เร่งดำเนินการ เพราะการเรียกเก็บภาษีต้องดำเนินการภายใน 5 ปี ถ้าพ้นเวลาจะไม่สามารถเรียกเก็บภาษีตรงนี้ได้ ยืนยันว่า สตง.ไม่ได้จำเพาะเจาะจงไปที่ใครคนใดคนหนึ่ง เหมือนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ เราตรวจสอบทุกคน พบว่านักการเมืองกว่า 60 คน ที่มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมานั้นไม่ได้มีสังกัดอยู่แต่ในพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยเท่านั้น แต่เป็นนักการเมืองที่ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินอยู่รัฐบาลทั้ง 2 ยุครัฐบาล

ป.ป.ช.ชิ่งสาวนักการเมืองเลี่ยงภาษี

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวในเรื่องดังกล่าวว่า ป.ป.ช.ไม่มีหน้าที่ตรวจสอบว่านักการเมืองเลี่ยงภาษีหรือไม่ มีหน้าที่เพียงตรวจ สอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินว่ามีความผิดปกติหรือไม่เท่านั้น ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบต่อไป ส่วนการไต่สวนการทุจริตรับสินบนการจัดซื้อเครื่องยนต์โรลส์รอยซ์ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สัปดาห์หน้าคณะอนุกรรมการไต่สวนจะเริ่มกระบวนการไต่สวนพยานและผู้ถูกกล่าวหา ทั้งพยานบุคคลและเอกสาร พร้อมกับดำเนินการให้อัยการขอข้อมูลไปยังสำนักงานปราบปรามการทุจริต ประเทศอังกฤษ เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการไต่สวน

“มาร์ค” ลั่นต้องพร้อมถูกตรวจสอบ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ กล่าวว่า เข้าใจว่ามีการตั้งประเด็นการตรวจสอบแล้วสงสัยรายการเสียภาษีที่แสดงไม่สอดคล้องกับบัญชีทรัพย์สินที่แสดง เช่น มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นทำไมยังเสียภาษีเท่านี้ เมื่อตั้งประเด็นนี้ขึ้นมา ถ้า สตง.เห็นว่าไม่ถูกต้อง ต้องไปเรียกเก็บภาษีกับบุคคลเหล่านี้ ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมายต้องพร้อมเข้ารับการตรวจสอบ ไม่รู้ว่ามีรายชื่อตนรวมอยู่ใน 60 คนด้วยหรือไม่ เพราะหลักฐานทุกอย่างที่เคยยื่นไปปรากฏต่อสาธารณะ ที่จริงการยื่นบัญชีทรัพย์สินกับ ป.ป.ช.ทุกครั้ง ต้องยื่นรายการเสียภาษีประกอบด้วย สตง.ตั้งประเด็นว่า เมื่อไปดูบัญชีทรัพย์สินแล้วทำไมเสียภาษีเท่านี้ ต้องไปดูต่อว่าเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ เมื่อถามว่าสังคมตั้งข้อสังเกตว่า สตง.ออกมาเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวเวลาเดียวกับการบี้เก็บภาษีการขายหุ้นชินคอร์ป นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่รู้เหมือนกัน ต้องไปถาม สตง.เอาเอง

อดีต ส.ส.หลายรายทรัพย์สินเพิ่มอื้อ

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ป.ป.ช. ว่า จากการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ครั้งล่าสุด พบนักการเมืองหลายรายมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นโดยเปรียบเทียบระหว่างการยื่นบัญชีทรัพย์สินช่วงพ้นจากตำแหน่ง 1 ปี เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.2557 กับสมัยที่พ้นจากตำแหน่ง ส.ส. เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2556 อาทิ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ พบว่า มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 11 ล้านบาท นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 43.2 ล้านบาท นายอภิรัต ศิรินาวิน อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคมหาชน พบมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 108.7 ล้านบาท นายธนิก มาสีพิทักษ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย พบมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 109.8 ล้านบาท นายประกอบ จีรกิตติ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 35.9 ล้านบาท นายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 215 ล้านบาท คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 185.9 ล้านบาท

“ประยุทธ์” ไล่ “โอ๊ค” ไปพูดกับศาล

ส่วนความคืบหน้าการประเมินเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี วันเดียวกัน ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายพานทองแท้ ชินวัตร ออกมาโอดครวญเรื่องการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่าคดีจบไป 8 ปีแล้ว รัฐบาลจะเอาอะไรอีก พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า “ช่างเขา นายพานทองแท้จะมาพูดอะไรกับผม ไปเตรียมพูดกับศาลโน่น” เมื่อถามว่า จากการตรวจ สอบเหตุใดข้าราชการที่เกี่ยวข้องไม่เรียกเก็บภาษี พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า กำลังสอบอยู่ ตนเป็นคนสั่งให้ตั้งกรรมการสอบเอง ยังไม่มีรายงานกลับมา เพราะเพิ่งสั่งไปโดยการสอบต้องใช้เวลา แต่เบื้องต้นมองกฎหมายคนละฉบับ คนละวิธีการแล้วแต่มุมมอง แต่มุมมองเผอิญไปเข้าข้างนี้เข้าข้างโน้น มันก็เลยเกิดปัญหา ตนเลยบอกว่าอะไรก็ได้ทำให้มันชัดเจนกว่าที่ผ่านมาแล้วกัน ตนไม่ได้รังแกใคร ถ้าไม่ผิดคือไม่ผิด ฉะนั้นอย่ามาตอบโต้กันทางสื่อเลย ตนขี้เกียจตอบโต้

ขอทุกคนใจเย็นอย่าใช้อารมณ์

เวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ตอนหนึ่งว่าช่วงนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนอุณหภูมิสูงขึ้น อยากให้ทุกคนใจเย็น ไม่ใช้อารมณ์แก้ปัญหา ตนต้องแก้ไขเพราะการทำงานมีบางเรื่องไม่ได้ดั่งใจ อาจกระทบกระทั่งกันด้วยคำพูดหรือการกระทำ ขอให้มีสติรู้จักอภัยอย่าใช้ความรุนแรงตัดสินปัญหา สื่อควรเสนอข่าวอย่างระมัดระวัง อย่าสร้างประเด็นทำให้เกิดความขัดแย้ง

ล่าภาษีหุ้นชินฯ รักษาผลประโยชน์ชาติ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า การประเมินภาษีหุ้นกลุ่มชินคอร์ป ยึดตามกฎหมายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ หลักการคือการโอนและซื้อขายหุ้นทำโดยสุจริตหรือไม่ ศาลฎีกาเคยตัดสินแล้วว่าโอนกันหลายทอดมีเจตนาแสวงประโยชน์จากช่องว่างกฎหมาย สังคมเชื่อว่าเป็นการเลี่ยงภาษี ทำให้ประเทศชาติเสียรายได้ สมควรนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถ้าพบว่าไม่สุจริตต้องบังคับใช้กฎหมายเหมือน กับนิติบุคคลอื่นๆ ที่ซื้อขายหุ้นแล้วต้องเสียภาษี เป็นกระบวนการยุติธรรมในการประเมินภาษีจากเจ้าของหุ้นที่แท้จริงโดยตรงซึ่งถือว่าเป็นตัวการที่มีความผูกพันต่อการกระทำของตัวแทนด้วย กรมสรรพากรต้องดำเนินการตามกฎหมายคือประเมินภาษีก่อนสิ้นเดือน มี.ค. และกระทรวงการคลัง ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนทุกขั้นตอน เพื่อสร้างบรรทัดฐานให้เป็นไปตามกระบวนการของศาล ผู้ถูกประเมินภาษีมีสิทธิ์อุทธรณ์ภายใน 30 วัน แล้วไปต่อสู้กันในศาลสุดท้ายจะเรียกเก็บภาษีได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับศาล และอย่าเอะอะโวยวายกันอีก

“วิษณุ” ฟันธงขึ้นต้นไม่สุจริตต้องเสียภาษี

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีมีผู้ตั้งข้อสังเกตเหตุใดถึงทำเรื่องการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปในช่วงเวลานี้ว่า การที่สาธารณชนตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลละเลยไม่ดำเนินการ เรารู้เรื่องนี้มีอยู่ 2 ทางคือ 1.ถ้าปล่อยไว้รัฐบาลจะถูกมองว่าเพิกเฉยเตรียมจะปล่อยให้หมดอายุความ อาจถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ 2.พอรัฐบาลดำเนินการ ก็รู้ตั้งแต่ต้นจะถูก มองรัฐบาลว่าไล่บี้จี้อยู่คนเดียว จึงไม่หลวมตัวออกมาตรา 44 นายกฯให้ดูว่าการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปดำเนินการถูกต้องหรือไม่ ถ้าซื้อขายสุจริตก็หยุด แต่ถ้าพบว่าไม่สุจริตจะปล่อยให้เขาไม่ชำระภาษีหรือ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระบุแล้วว่าไม่สุจริต จึงเป็นที่มาของการยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท เมื่อตั้งต้นว่าไม่สุจริต จึงต้องเสียภาษี เป็นคนละเรื่องกับการยึดทรัพย์ต้องแยกส่วนกันระหว่างการกระทำความผิดกับการเสียภาษี จึงต้องดำเนินการ ไม่อย่างนั้นจะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

แย้มรื้อ ก.ม.ล้มละลายยึดทรัพย์ซุก ตปท.

เมื่อถามว่าถ้าศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้นายทักษิณจ่ายภาษี จะไม่สามารถเรียกเก็บกับคนในครอบครัวได้ใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า เรื่องภาษีเป็นของใครของมัน เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ามีการยักย้ายถ่ายเททำนิติกรรมอำพรางก่อนถูกฟ้อง เหมือนคดีล้มละลายที่คนคนนั้นไม่มีทรัพย์จะใช้หนี้ แต่ความจริงลูกและภรรยามี ถ้าพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินส่วนดังกล่าวเป็นของบุคคลล้มละลายที่ยักย้ายถ่ายเทก่อนมีการถูกฟ้องก็เอาทรัพย์สินส่วนนั้นกลับมาได้ ต่อข้อถามว่า หากทรัพย์สินของนายทักษิณอยู่ในต่างประเทศทั้งหมดจะดำเนินการอย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า อาจจะยากจึงมีการพูดกันไม่นานมานี้เมื่อครั้งธนาคารโลกมาพบตน ซึ่งหารือกันในเรื่องอื่นแต่มีการแนะนำประเทศไทยว่าควรดำเนินการแก้ไข กฎหมายล้มละลายให้มีการบังคับคดีกรณีมีทรัพย์สินในต่างประเทศได้ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการตรวจสอบ ผู้ที่ถือทรัพย์สินแทนนายทักษิณ มีวิธีการอยู่ แต่ยังไม่ขอเปิดเผย

ขีดวง 2 ช่วงเก็บภาษีขายหุ้นได้

“ภาษีที่จะดำเนินการเรียกเก็บนายทักษิณ มาจากเงินได้ส่วนที่ได้ยึดทรัพย์ไปแล้ว 4.6 หมื่นล้านบาท หรือจากธุรกรรมที่มีการซื้อขายหุ้นในตลาด หลักทรัพย์ คือภาษีที่ควรจะเสียถ้าต้องเสีย ถ้าคำตอบคือไม่ต้องเสียก็ไม่ต้องไปพูดอะไรอย่างอื่น ถามว่าควรจะเสียหรือไม่ แล้วแต่ศาลจะว่าอย่างไร ในเมื่อ สตง.บอกว่าควร ตามข้อ 2 (23) ของกฎกระทรวงการคลังฉบับที่ 26 ออกตามความในประมวลรัษฎากร เขาบอกไว้ว่า การซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่ต้องเสียภาษี แต่ตรงนี้เองที่พบว่ามีช่องทางที่จะเรียกได้ ให้สรรพากรไปพิจารณา เผื่อจะเรียกเก็บภาษีได้ทั้ง 2 ช่วง คือ ตอนที่แอมเพิลริชขายหุ้นให้กับนายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทา คนละ 1 บาท กับช่วงที่ 2 คือ ตอนที่นายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทา ขายหุ้นให้กับกลุ่มเทมาเส็ก” นายวิษณุกล่าว เมื่อถามถึงกรณีนายพานทองแท้ออกมาตัดพ้อว่ารัฐบาลจะเอาอย่างไรกับครอบครัวตนเองอีก นายวิษณุ กล่าวว่า ก็เห็นใจ อกเขาอกเรา ลองคิดถึงเราเป็นเขาดู

ล็อกเป้ารีดส่วนต่างผลกำไร

รายงานข่าวจากที่ประชุมคณะทำงานเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป จากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานแจ้งว่า ภาษีที่นายทักษิณจะถูกเรียกเก็บนั้น เป็นส่วนต่างที่เกิดขึ้นจากกรณีที่บริษัทแอมเพิลริช อินเวสต์เมนท์ จำกัด (มหาชน) ได้ขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด ให้กับนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวของนายทักษิณ ที่ซื้อขายในราคาหุ้นละ 1 บาท ในขณะที่ราคาตลาดหุ้นอยู่ที่ 49 บาท นอกตลาดหลักทรัพย์ ส่วนต่างที่เกิดขึ้นถือเป็นกำไรที่เป็นเงินได้พึงประเมิน จำเป็นภาษี ขณะที่การขายหุ้นให้กลุ่มเทมาเส็กเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ได้รับยกเว้นภาษีตามกฎหมาย

“กรณ์” ซัด “สตง.–คลัง” ไม่ทักท้วง

นายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง ระบุผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีภาษีชินคอร์ปว่า “ภาษีชิน-จะเก็บได้จริงหรือไม่?” โดยลำดับขั้นตอนตั้งแต่กรม สรรพากรออกหมายเรียกและประเมินภาษี นายพานทองแท้-พินทองทา เมื่อวันที่ 3 ส.ค.50 จนอธิบดีสรรพากรสั่งให้ยุติการเก็บภาษี อ้างว่าเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้รับยกเว้นภาษี เมื่อวันที่ 2 มี.ค.55 และหมดอายุความการออกหมายใหม่ในวันที่ 31 มี.ค.55 ซึ่งในปี 2554 กระทรวงการคลังยอมรับการใช้อำนาจไม่อุทธรณ์โดยอธิบดีกรม สรรพากรให้เงื่อนไขว่า เมื่อไม่เก็บภาษีจากนอมินีให้ไปเก็บจากเจ้าของบัญชีตัวจริง พอเปลี่ยนรัฐบาลในปี 2555 อธิบดีไม่ได้ทำ ภายหลังยังอ้างว่าเก็บไม่ได้เพราะซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งที่นายทักษิณใช้ลูกๆ เป็นนอมินีซื้อหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์จากแอมเพิลริชราคา 1 บาท ตํ่ากว่ามูลค่าแท้จริงถึง 48 บาท มีกำไรที่ต้องเสียภาษีทันที น่าเสียดายในวันที่อธิบดีสรรพากรสั่งยุติเรื่อง ทำไม สตง. กระทรวงการคลังถึงไม่ได้ทักท้วง หากทักท้วงจะไม่มีปัญหาถึงทุกวันนี้ ปี 2554 ตนได้อภิปรายว่าภาระภาษีหุ้นชินมีอยู่จริง เมื่อกรมสรรพากรเก็บภาษีจากนายพานทองแท้ น.ส.พินทองทาไม่ได้ ต้องไปตามเก็บภาษีจากนายทักษิณ เจ้าของบัญชีตัวจริง ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ กำลังดำเนินการ วันนั้นยังมีอายุความเหลืออยู่ครึ่งปี แต่กรมสรรพากรไม่ทำหน้าที่

ปชป. ไม่ได้ปล่อยปละแต่ยุบสภาก่อน

นายกรณ์ระบุด้วยว่า หากใครถามว่าทำไมไม่เก็บภาษีให้เรียบร้อยตอนเป็นรัฐบาล ยืนยันว่าเราดำเนินการตามข้อเท็จจริงในการตามเก็บจากนายพานทองแท้ น.ส.พินทองทา จนกระทั่งศาลวินิจฉัยว่า สองคนนั้นไม่ได้เป็นผู้ซื้อขายหุ้นตัวจริง จึงเสนอให้สรรพากรเปลี่ยนเป้าเก็บจากนายทักษิณแทนในฐานะผู้ซื้อขายตามคำพิพากษาศาล แต่มีการยุบสภาฯหนึ่งอาทิตย์หลังจากที่กระทรวงการคลังออกข้อเสนอนี้ไปที่กรม สรรพากร และประชาธิปัตย์แพ้การเลือกตั้ง ไม่ได้กลับมาเป็นรัฐบาล แต่ไม่เคยปล่อยเรื่องนี้ จากนี้ไปจะเก็บภาษีได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล

“บุญยอด” ตอกย้ำนิติกรรมอำพราง

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย อดีต ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เนื้อหาที่นายพานทองแท้ ชินวัตร โพสต์มีการบิดเบือนคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ยึดทรัพย์นายทักษิณ ชินวัตร 4.6 หมื่นล้านบาท กรณีร่ำรวยผิดปกติเป็นคนละประเด็นกับการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป จากรายได้ที่นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทาได้จากการซื้อหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์จากบริษัทแอมเพิลริช เพื่อนำไปขายให้กลุ่มทุนเทมาเส็กในตลาดหลักทรัพย์ เป็นการทำนิติกรรมอำพรางหลีกเลี่ยงภาษี นายพานทองแท้ถามว่ารัฐบาลต้องการอะไรจากครอบครัวอีกนั้น สิ่งที่ต้องการคือนำเงินที่ถูกปล้นไปกลับมาเป็นของแผ่นดิน การนำเอาการกระทำผิดกฎหมายของคนในครอบครัวตัวเองมาเป็นเครื่องต่อรองกับการปรองดองไม่ถูกต้อง ยิ่งตอกย้ำถึงสาเหตุที่ความขัดแย้งยังดำรงอยู่ว่าเกิดจากครอบครัวนายพานทองแท้ไม่เคารพกฎหมาย บิดเบือนข้อเท็จจริง

พท.ยกศาลชี้หุ้นทักษิณไม่ได้ขายจริง

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการขายหุ้นชินคอร์ปดังกล่าวขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้รับยกเว้นภาษีตามกฎกระทรวงฉบับที่ 126 ข้อ 23 ออกตามประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ซึ่งใช้บังคับกับทุกคน ไม่มีข้อยกเว้น ศาลพิพากษาว่าหุ้นเป็นของนายทักษิณ จะมีการซื้อขายหุ้นที่ต้องเสียภาษีจากส่วนต่างผลกำไรที่เพิ่มขึ้นได้อย่างไร เพราะกรรมสิทธิ์เป็นของนายทักษิณตั้งแต่ต้น จะไปซื้อหุ้นตัวเองได้อย่างไร ถือว่าไม่มีธุรกรรมการซื้อขายนี้เกิดขึ้น ถ้าเก็บภาษีได้จริง ทำไมผ่านมาหลายรัฐบาล หลายนายกฯ หลายอธิบดีในช่วงเกือบ 10 ปี จึงไม่สามารถดำเนินการได้ ถ้านายชาญชัยว่างมากควรเอาเวลาไปเสนอแนะการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะการตรวจสอบคุณสมบัติผู้จะเข้ามาสู่การเมือง หรือวางมาตรฐานอย่างไรไม่ให้นักตบทรัพย์ พวกที่มีปัญหาพัวพันการทุจริตคอร์รัปชันหรือปลอมวุฒิการศึกษาเข้าสู่การเมืองได้จะมีประโยชน์มากกว่า

“ปู” ขอความเห็นใจไล่บี้พี่ชาย

เมื่อเวลา 09.15 น. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลนัดไต่สวนพยานจำเลย คดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นจำเลยคดีละเลยไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท ก่อนเข้ารับฟังสืบพยาน น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์กรณีรัฐบาลเตรียมเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯว่า คดีนี้ศาลฎีกาพิพากษายึดทรัพย์ไปแล้ว 46,000 ล้านบาท เลยไม่รู้ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น การเรียกเก็บภาษีทั้งที่ศาลตัดสินไปแล้ว หวังว่าจะไม่ใช่การใช้อำนาจที่มีอยู่เพื่อประโยชน์ทางการเมือง หรือไล่ล่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ขอให้เห็นใจกันบ้าง ขณะนี้ยังไม่รู้ว่ารัฐบาลจะใช้กฎหมายใดดำเนินการ ที่สำคัญเหมือนเป็นการไล่ล่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หวังว่ากฎหมายจะคำนึงถึงความยุติธรรม ควรที่จะบังคับใช้กับทุกคนอย่างเสมอภาค เชื่อว่าประชาชนทุกคนอยากฟังคำชี้แจงจากรัฐบาลอย่างชัดเจน และไม่อยากได้ยินเพียงแค่คำว่าอภินิหารทางกฎหมาย แต่อยากเห็นการใช้กฎหมายด้วยความสุจริตเป็นธรรม

วอนคิดถึงความเสมอภาค

เมื่อถามว่า กรณีนี้จะกระทบกับการสร้างความปรองดองหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า เห็นได้ชัดเจนกรณีของตนเกิดขึ้นแล้ว ดังที่ได้ร้องขอความเป็นธรรมเรื่องจำนำข้าว และคงจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเป็นการไล่ล่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด คงไม่เกิดความเสมอภาค ผู้ถือกติกาต้องคำนึงถึงตรงนี้ด้วย ต้องไปถามผู้ที่ถือกติกาว่าความหมายของคำว่าปรองดองคืออะไร ส่วนข้อเสนอการสร้างความปรองดองของพรรคเพื่อไทย อยากให้ผู้ที่เป็นกลางมาร่วมเป็นกรรมการด้วย จะได้ไม่ถูกมองว่ารัฐบาลจะเป็นคู่ขัดแย้งเอง ทุกคนจะเชื่อมั่นว่ากรรมการที่เป็นอิสระและเป็นกลางจะให้ความยุติธรรมกับทุกคน ส่วนที่ สตง.จะตรวจสอบการเสียภาษีของนักการเมือง ป.ป.ช.ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินนักการเมืองอยู่แล้ว ไม่ทราบว่า สตง.จะดำเนินการอย่างไร ขอทราบรายละเอียดก่อน ส่วนการชี้แจงของรัฐบาลประเด็นนานาชาติห่วงใยการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่นครเจนีวา รัฐบาลคงทราบว่าจะทำอย่างไรที่จะคืนอำนาจให้ประชาชน อย่าใช้อำนาจที่มีเพื่อฝ่ายใด หลังจากนั้นจะเกิดความสามัคคีที่แท้จริง

ไม่อยากได้ยินอภินิหาร ก.ม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเย็นวันเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์โพสต์เฟซบุ๊ก 2 ข้อความ ข้อความแรกระบุว่า “หวังว่าผู้รักษากติกาจะคำนึงถึงความยุติธรรมบังคับใช้กับทุกคนอย่างเสมอภาค เท่าเทียม อย่าให้กฎหมายเป็นเพียงกฎหมายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพื่อไล่ล่า” และข้อความที่สองระบุว่า “ไม่อยากได้ยินคำว่า อภินิหารทางกฎหมายเกิดขึ้น อยากเห็นการใช้กฎหมายด้วยความสุจริตและเป็นธรรม”

นายกฯระบุปรองดองต้องเริ่มที่ตัวเอง

อีกเรื่อง เมื่อเวลา 09.30 น. ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “การขับเคลื่อน Thailand 4.0 ด้านเกษตร อาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ” ตอนหนึ่งว่า วันนี้เราต้องเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี มีพัฒนาการใช้ทั้งเฟซบุ๊ก เว็บไซต์สูงมาก เราต้องใช้ประโยชน์จากโทรศัพท์ให้มากที่สุด อย่าใช้เพียงเพื่อความบันเทิงหรือเพื่อความขัดแย้ง หลายคนออกมาเรียกร้องให้กลับไปอยู่จุดนั้นจุดนี้ อ้างว่าจะต้องเป็นประชาธิปไตย ตนไม่เคยไปต่อต้านเป็นนักประชาธิปไตยคนหนึ่ง แต่ต้องอยู่ในกรอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ไม่ถูกบิดเบือนไม่ขัดแย้ง ยืนยันว่าไม่ได้รังแกใคร ทำเพื่อทุกคน 70 กว่าล้าน แต่อย่าไปเครียดต้องอยู่กับสิ่งที่เป็นปัจจุบันและความขัดแย้งให้ได้ ตัวเราต้องเป็นผู้ลดความขัดแย้งด้วยตัวเอง ถ้าทุกคนช่วยกันปรองดองก็จะปรองดองได้ อย่าไปร่วมขัดแย้งกับใคร คนไทยละเอียดอ่อนมีฟีลลิ่ง รักใครก็รักจริง เกลียดใครก็เกลียดจริง เกลียดไม่เลิก จึงต้องปรับตัวด้วยเหตุผล จะรักใครต้องรักด้วยเหตุผล เหมือนผู้หญิงรักใครต้องรักด้วยสมอง อย่าใช้แค่ความรู้สึกหรือรูปร่างหน้าตา จะต้องใช้สติปัญญา

บ่นเกษียณแล้วควรพักแต่ต้องเสี่ยงต่อ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เราจำเป็นต้องรู้เท่าทันและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถ้ายังมัวติดกับดักเดิมๆ ทั้งความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจ ประชาธิปไตยนอกกรอบมากเกิน ประชาชนขาดหลักคิดที่ดี การศึกษาไม่ต่อเนื่องไม่เรียนรู้คิดวิเคราะห์ไม่ได้ จะเกิดปัญหาจากคนที่จ้องหาผลประโยชน์กับความอ่อนแอต่างๆ ตนไม่เคยลดสิทธิประโยชน์ประชาชน วันก่อนตนพูดเรื่องภาษีแวตเพียงพูดให้ฟังว่าจะดีขึ้นอย่างไรหากร่วมมือกัน แล้วทำได้หรือเปล่า เห็นใจเรื่องขึ้นภาษีวันนี้รัฐบาลยังทำไม่ได้แต่อันไหนทำได้ก็ทำ ถ้าขัดแย้งก็ไม่ทำ ทำที่มีความขัดแย้งน้อยที่สุด ออกกฎหมายต้องดูว่าออกมาแล้วประชาชนจะได้อะไร ตอนนี้รื้อกฎหมายกว่า 3,000 ฉบับ มาทบทวน ต้องตามให้ทันโลก ยืนยันว่าไม่ได้ทำงานเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใด แต่ต้องลากคนมาช่วย เพื่อสร้างรายได้ให้ผู้มีรายได้น้อย “วันนี้เข้ามาตักตวงเหรอ ผมไม่สงสารประเทศเหรอ แผ่นดินนี้ที่พวกผมรักษาแล้วให้เหยียบกันอยู่ทุกวัน ตายทับถมกันไปเท่าไหร่ ใครตาย นั่นแหละคือสิ่งที่ผมคิด ถึงเข้ามาอยู่ตรงนี้ ไม่ได้ทวงบุญคุณกับใครทั้งสิ้น ทหารมันตายตั้งแต่วันแรกที่สมัครเข้ามาเป็นทหารแล้ว เพราะต้องไปรบไปอยู่ชายแดน อย่างน้อยรถคว่ำตาย เพราะไปไกลบ้าน พอนั่งรถกลับมาก็ตายไปเยอะ เสี่ยงมาถึงวันนี้ได้ก็บุญแล้ว และผมต้องมาเสี่ยงต่ออีก มันควรจะพักผ่อนได้แล้ว” นายกฯกล่าว

ปูดถูกแอบอ้างชื่อเบ่งกลางโรงแรม

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “มีคนบอกว่าประเทศไทยมีปัญหาเรื่องคอร์รัปชัน แต่มีคำพูดกลับมาว่าปัญหาคอร์รัปชันเป็นปัญหาที่ทหารอ้างไว้ปฏิวัติ หมดแรงจริงๆ ที่ทำงานมาทุกวันนี้ ผมปวดหัวกับเรื่องพวกนี้ ยืนยันว่าผมกับรัฐบาลทุกคนพยายามแก้ปัญหานี้ ใครมีความผิดตรงไหนเอามาให้ผมดู หลายคนอ้างผมก็มีผมรู้ แต่ไม่เคยรู้จักใคร ไม่เคยมีใครไปหาที่บ้าน รัฐมนตรีก็ไม่พบใคร ผมได้ข้อมูลมาไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา เขาบอกมีผู้หญิงคนหนึ่งไปกินข้าวที่โรงแรม ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร ปรากฏว่ากำลังทานข้าวอยู่ บอกว่าวันนี้เราสั่งอาหารที่นายกฯชอบทั้งนั้นเลย ผมยังไม่รู้ว่าผมชอบอะไร แล้วมันรู้ได้ยังไง แล้วพูดอีกว่านึกถึงนายกฯเขา เขาคงอยากทาน เดี๋ยวโทร.ไปถามเขาดีกว่าแล้วยกโทรศัพท์ขึ้นมา ฮัลโหลว่าไงคะ กำลังทานนี่อยู่ จะทานไหมคะ แล้วก็วางหู โทร.จริงหรือไม่ก็ไม่รู้ แล้วบอกในก๊วนว่าเดี๋ยวเราสั่งฝากนายกฯหน่อย แล้วเรียกเด็กมาสั่งอาหารใส่กล่องให้นายกฯ ไม่เข้าใจเป็นอะไรกัน อ้างนี้อ้างคนโน้นอ้างจนมาเละไปหมด ทั้งรัฐมนตรีและรองนายกฯโดนหมดทุกคน”

จี้ยุติประจานกันเองไทยขี้โกงทั้ง ปท.

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เรื่อง พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกทางราชการจะไปไหนมาไหนหรือไปติดต่อราชการต้องมีเหตุผลว่าไม่ได้ทันทีเพราะอะไร หรือกี่วันจะเรียบร้อย แต่อย่าไปไล่ล่าเขามากนักเพราะเขากำลังเปลี่ยนตัวเองอยู่ อย่าเอาเงินไปให้เขา บางคนต้องการความสะดวกก็เสนอให้เงินเขา เขาเรียกเงินก็ให้เขาบ้างและท้ายที่สุดบอกว่าการทุจริตยังมีอยู่ มันก็เป็นการสมยอมกันหามาให้ตนลงโทษให้หมด ถ้าตัวเองเป็นคนทำก็เสนอมาให้ลงโทษตัวเอง เมื่อวันที่ 16 มี.ค. ตนเสนอผู้ประกอบการว่าต้องช่วยกัน โทษแต่ข้าราชการอย่างเดียวไม่ได้ ทุกอย่างต้องมีการสมยอม แต่ข้าราชการต้องไม่ทำเด็ดขาด หลายคนยอมเช่นไปต่อทะเบียนหรือตรวจแบบสร้างบ้าน เอกสารต่อคิวเป็นตั้ง ก็รอกันเป็นตั้งๆแต่ถ้าจะทำให้เร็วก็จ่ายเงินให้เขา 3,000-30,000 บาทให้ไป เราถึงต้องเร่งให้การบริการภาครัฐรวดเร็วขึ้นโดยพัฒนาระบบดิจิทัล วันนี้ยังช้าอยู่จึงเป็นบ่อเกิดการเรียกหรือให้ผลประโยชน์ ต่อไปใครเรียกรับผลประโยชน์ให้มาแจ้งที่ศูนย์ดำรงธรรม หรือจะแจ้งมาที่นายกฯก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ไม่เช่นนั้นจะพูดกันไปทำให้เสียหายว่าประเทศไทยขี้โกงทั้งประเทศ เราต้องแก้ปัญหากันภายในอย่าไปตะโกนให้โลกรู้ ประจานกันอยู่ได้ ไม่ยอมทำสิ่งที่ดีกลบสิ่งที่ไม่ดี ยืนยันไม่ได้ทิ้งสิ่งที่ไม่ดีให้อยู่สบายๆ ต้องลงโทษกันต่อไป ไอ้นี่โพนทะนากันทั่วไปหมด

เปรยทหารทำงานไม่เสร็จไม่กลับบ้าน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้มันเลือกตั้งได้ เลือกตั้งมีคนเลือกอยู่แล้ว เลือกได้ก็เลือกไป ปัญหาคือจะเลือกแล้วได้คนเดิมหรือไม่ก็ไม่รู้ และที่ผ่านมาประชาธิปไตยเราไม่ได้ล้มเหลว แต่ต้องมาช่วยกันตกแต่ง ตนเป็น คสช.เหมือนช่าง ทำคนเดียวไม่ได้อยู่แล้ว รัฐธรรมนูญมีอยู่แล้วไม่ใช่เอามาตีกัน มีการบอกว่ารัฐธรรมนูญเขียนว่าทุกคนมีสิทธิเสรีภาพ แล้วคนอื่นเขาเดือดร้อนหรือไม่ วันนี้เดือดร้อนออกมาเป็นกลุ่มๆ แต่เมื่อออกมารวมกันมากๆประเทศก็เดือดร้อน ทุกคนต้องสงบตรงนี้ให้ได้ ตนแก้ปัญหาทุกจุดต้องรอเวลา แต่หลายเรื่องเอาความคิดเดิมๆไปต่อต้านทั้งหมดมันไปไม่ได้ก็เจ๊งเหมือนเดิม ทำไปไร้ค่าไร้ประโยชน์ อยากให้สร้างความเข้าใจกัน ตนไม่ได้เก่งวิชาการ แต่อาจเก่งเรื่องการทำให้เป็นรูปธรรม ทหารทำได้แค่นี้ แต่ตนต้องอ่านหนังสือมากๆ การคิดแบบทหารบางทีทำให้เกิดได้เร็วขึ้น เพราะทหารถ้าทำงานไม่เสร็จกลับบ้านไม่ได้ ถ้าเข้าไปยึดที่หมายไม่ได้กลับบ้านไม่ได้ ตายอยู่ที่นั่น นี่คือนิสัยทหาร จึงต้องทำทุกอย่างให้เสร็จเดินไปข้างหน้าให้ได้ สู่ที่หมายสุดท้ายคือมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน วันนี้ปัญหาข้างทางเยอะต้องกำจัดไปให้ได้ แก้ด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน

ป้ายป่วนโผล่ค้นยิบคนเข้างาน

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า การไปปาฐกถาของ พล.อ.ประยุทธ์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้ตรวจเข้มรื้อค้นบุคคลที่เข้ามาร่วมงานโดยเฉพาะกระเป๋าที่ติดตัวมาอย่างละเอียด ดูแม้กระทั่งข้อความในกระดาษหรือใบเสร็จต่างๆ เนื่องจากเว็บไซต์ www.deklanghong.com ได้เผยแพร่ภาพข่าว ป้ายผ้าปริศนาบริเวณสะพานลอยถนนงามวงศ์วาน หน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 2 ผืน ข้อความว่า “Thailand 4.สูญญญ...” และ “รัฐบาลคนดียุคภาษีอาน” โดยไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ติดตั้ง เมื่อเวลา 18.00 น. ของวันที่ 16 มี.ค.

ปฏิเสธหวั่นใจปรองดองไม่สำเร็จ

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ให้สัมภาษณ์ถึงการสร้างความปรองดองที่นายกฯได้กล่าวระหว่างปาฐกถา “การขับเคลื่อน Thailand 4.0 ด้านการเกษตร อาหารและเทคโนโลยีชีวภาพ” เหมือนไม่มั่นใจจะปรองดองได้สำเร็จว่า ไม่ใช่ไม่มั่นใจ ตนมั่นใจแต่พูดให้ฟังว่ามีคนแบบนี้อยู่ เป็นคนสั่งให้ตั้งคณะกรรมการฯ ขึ้นมาก็คาดหวังว่ามันจะได้ ปรองดองคือการที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างไร ไม่ใช่ปรองดองเรื่องที่กล่าวหากันไปมา ตนรำคาญก็แค่นั้นเอง เข้าใจกันหรือยัง จะมาถามว่าสำเร็จหรือไม่สำเร็จ ถามว่าใครจะทำสำเร็จถ้าทุกคนไม่อยากจะปรองดอง บังคับได้หรือเปล่าเหมือนทะเลาะกันกับเพื่อน ไม่ชอบกัน เขาบอกว่าให้ดีกัน เธอดีไหมล่ะ ถ้าเธอไม่ดีมันก็ไม่ปรองดอง ไม่เลิก บังคับกันได้หรือเปล่า คิดให้มันมีหลักคิด

เผยข้อมูลถูกอ้างชื่อมาจาก นสพ.

เมื่อถามว่า ที่นายกฯระบุบนเวทีปาฐกถาว่ามีคนแอบอ้าง พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “มันมีมาตั้งนานแล้ว หนังสือพิมพ์ไปอ่านสิ ที่พวกเธอเขียนกันมามันมีอะไรบ้างล่ะ หมดนั่นแหละทุกคน ทั้งนายกฯ รองนายกฯ รัฐมนตรีโดนกันหมด เขียนไปทำไม ถ้าไม่มีหลักฐาน เอาหลักฐานมาให้ดูผมจะสอบให้จริงๆ คราวหลังจะเปิดไล่หนังสือพิมพ์ของใครเขียนมาว่าตรงนี้มันข้างคนนี้ โกงเงินตรงนั้นตรงนี้ คนใกล้ตัว หามาใกล้ตัวคือใคร อย่าเขียนอย่างนี้ เดี๋ยววันหน้าเขาพาดพิง เขาเล่นงานใช้กฎหมายไปปิดปากอีก ปัดโธ่! เอายังไงก็ทั้งขึ้นทั้งล่องขี้เกียจตอบ”

“บิ๊กป้อม” ปลื้มถกปรองดองเร็วเกินคาด

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ในฐานะรองคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) กล่าวถึงภาพรวมการเชิญพรรคการเมืองมาพูดคุยในเวทีปรองดองว่า ถือว่ากระบวนการต่างๆ ผ่านไปได้ด้วยดี เสร็จเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ จะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการสร้างความปรองดองมาเพื่อติดตามความก้าวหน้าในภาพรวมในวันที่ 20 มี.ค. เพื่อวางแผนในขั้นต่อไป แต่ยังไม่ถึงขั้นพิจารณาร่างสัญญาประชาคม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 20 มี.ค. พล.อ.ประวิตร จะเชิญคณะอนุกรรมการ 3 คณะภายใต้คณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองมาเข้าร่วมประชุมติดตามความคืบหน้าเพื่อเร่งสรุปผลการดำเนินงานทุกด้าน ส่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ในฐานะประธาน ป.ย.ป.

“สุเทพ” ไม่รีบ ลต.ลุยปฏิรูปเสร็จก่อน

ช่วงเช้า ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ได้เชิญกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศ(มปท.) พร้อมแกนนำ เข้าให้ความเห็นสร้างความปรองดอง 5 ด้าน จากนั้น พล.อ.ต.รังสรรค์ เยาวรัตน์ ผู้ช่วยโฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงว่า กลุ่ม กปปส.ได้เสนอเจตนารมณ์หลักปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง โดยระบุว่าไม่รีบเลือกตั้งควรจะปฏิรูปประเทศให้แล้วเสร็จให้เห็นเป็นรูปธรรมก่อนมีการเลือกตั้ง โดยเสนอให้ปฏิรูปการเมือง ทำการเมืองให้เป็นของประชาชน โดยประชาชนเพื่อประชาชน รวมถึงปรับปรุงกฎหมายเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม และปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ให้มีประสิทธิภาพรวดเร็ว คดีทุจริตจะต้องไม่หมดอายุความ พร้อมเสนอให้ปฏิรูประบบราชการโดยกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่น และทำจังหวัดให้เป็นนิติบุคคล รวมถึงการปฏิรูปเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม และยังมองเรื่องการปฏิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรมเป็นสิ่งที่สำคัญ การปฏิรูปตำรวจเห็นควรกระจายอำนาจไปสู่แต่ละจังหวัดและไม่ให้มีการโยกย้ายตํารวจข้ามจังหวัด ในส่วนของการปฏิรูปศาสนาจะต้องปฏิรูปเพื่อให้เป็นศาสนาที่แท้จริง

ไม่ขัดข้องเลื่อนโรดแม็ป คสช.อยู่ต่อ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศ (มปท.) กล่าวหลังหารือว่า วันนี้คำสั่ง คสช.รวมทั้งมาตรา 44 ไม่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปประเทศ เป็นโอกาสดีที่ คสช.มีอำนาจเต็มในฐานะรัฎฐาธิปัตย์ จะได้ใช้อำนาจปฏิรูปได้เต็มที่ ประชาชนสนับสนุน คสช.เช่นเดียวกับ กปปส.ที่แสดงจุดยืนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ให้ปฏิรูปประเทศเต็มที่ เท่าที่รับฟังความเห็นประชาชน วันนี้ประชาชนไม่ได้เรียกร้องให้กำหนดวันเลือกตั้ง แต่เรียกร้องให้ปฏิรูปให้เสร็จสิ้นให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ตนไม่ขัดข้องถ้าการปฏิรูปยังไม่เสร็จแล้วรัฐบาล คสช.จะต้องอยู่ต่อ แต่ถ้าอยู่ต้องทำงานต้องปฏิรูป เมื่อถามว่าการเลื่อนโรดแม็ปจะสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า เป็นเรื่องของรัฐบาลที่ต้องฟังความเห็นทุกฝ่าย วันนี้ประชาชนคิดถึงเรื่องความปลอดภัยของประเทศ

“วรชัย” แนะเลิกคิดอยู่ยาว

ด้านนายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า แนวทางการปรองดองก่อนอื่นต้องยกเลิกการใช้มาตรา 44 เพราะเป็นกฎหมายพิเศษที่นานาชาติไม่ยอมรับ คนในประเทศกังขามาตรฐานการใช้ วันนี้ยิ่งฟัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ให้สัมภาษณ์ ยิ่งสะท้อนเจตนาชัดว่าต้องการอยู่ยาว ขยับโรดแม็ปไปเรื่อยๆ ถามประชาชนทั่วประเทศหรือยังว่าต้องการให้เป็นแบบนั้นหรือไม่ อย่าฟังเฉพาะคนบางกลุ่มแล้วคิดไปเอง ยิ่งนานวันประเทศเหมือนยิ่งติดหล่มจมปลักไปเรื่อยๆ ควรให้ประชาชนเป็นคนตัดสินใจดีกว่า

“วัชระ” ท้ายุบ ปชป.จ่อยื่นตะเพิด “เสรี”

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ระบุเซ็ตซีโร่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ง่ายกว่า สปท.ว่า นายเสรีอาจสติแตกเพราะถูก พล.อ.ประวิตรเบรกกลางอากาศ จึงบริภาษอารมณ์อย่างนี้ นายเสรีเคยเป็นอดีตหัวหน้าพรรคประชาสันติ แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง จึงมีอคติกับพรรคการเมือง ไม่แปลกใจว่าทำไมประชาชนจึงไม่เชื่อถือสปท. คสช. ต้องระวังภาษิตที่ว่า คบเด็กสร้างบ้านคบหัวล้านสร้างเมือง ที่ขู่จะยุบพรรคประชาธิปัตย์นั้นแน่จริงให้ทำเลย แต่นายเสรีจะใช้อำนาจอะไรมายุบพรรค ทั้งที่ยังไม่มีอำนาจในตัวเอง ยังสามหาวและลามปามไปเซ็ตซีโร่พรรคการเมืองทั้งหมด ถือว่าไม่ควรอยู่ในตำแหน่ง สปท.และกินเงินภาษีอากรของประชาชนอีกต่อไป สัปดาห์หน้าตนจะไปยื่นหนังสือถึงประธาน สปท.และนายเสรี เพื่อเรียกร้องขอให้นายเสรีลาออกจาก สปท.ต่อไป

ฉะ ปชป.มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท.กล่าวว่า ข้อเสนอในรายงานแก้ปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองของ สปท.การเมืองมาจากตัวแทนกลุ่มทุกฝ่ายทั้งพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อไทย ภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา ทวงคืนผืนป่า กลุ่ม นปช.และกลุ่ม กปปส.ตลอดจนนักวิชาการที่อยู่ใน สปท.การเมือง แต่ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ไม่ให้ความร่วมมือเสนอความเห็นต่อ สปท.การเมือง แต่เมื่อเห็นข้อเสนอ กลับมาวิจารณ์ใส่ร้ายให้เสียหาย พรรคประชาธิปัตย์ต้องใจกว้าง รับฟังคนอื่นบ้าง ยืนยันข้อเสนอ สปท.การเมืองไม่ใช่การเก็งข้อสอบเสนอผู้มีอำนาจตามที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวหา หากไม่นำประเด็นข้อเสนอมาเปิดเผย จะหาว่างุบงิบแอบทำ ไม่เป็นที่ยอมรับอีก หากไม่เห็นด้วยควรเสนอสิ่งดีกว่าเข้ามา อย่าทำตัวเหมือนเป็นอันธพาลการเมือง หรือจระเข้ขวางคลอง มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ สร้างความสับสนให้สังคมเข้าใจผิด เกิดความเกลียดชังกันทุกวัน นี่คือตัวอย่างที่ต้องปฏิรูป

“พรเพชร” ปัด สนช.รีบถอดถอน “ปึ้ง”

ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้สัมภาษณ์กรณี นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯและอดีต รมว.ต่างประเทศ บอกเป็นคนของพรรคเพื่อไทย มีเจ้านายชื่อนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ก็โดนถอดถอน ว่าขั้นตอนถอดถอนนายสุรพงษ์ สนช.ดำเนินการไปตามบทบัญญัติกฎหมาย เมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งสำนวนคดีมา สนช.มีหน้าที่บรรจุวาระทำอะไรเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ทำตามกรอบที่กำหนดไม่ได้เร่งรัด ยืนยันทำตามขั้นตอนปกติ เราเป็นเหมือนผู้พิพากษา ต้องทำตามหน้าที่ฟังความทั้ง 2 ฝ่าย