ไล่บี้เพลินทำเสียขบวน - thairath.co.th
บริการข่าวไทยรัฐ

ไล่บี้เพลินทำเสียขบวน

เร่งปั่นผลงานมือเป็นระวิง

ตามปรากฏการณ์ปรับขบวนทัพของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.สั่งขันนอตหลายหน่วยงานให้ตีปี๊บผลงานสู่สาธารณชน

กู้ต้นทุนกลับคืนมา หลังพลาดท่าเพลี่ยงพล้ำแก้ปัญหากรณีวัดพระธรรมกาย

สะเทือนเครดิตรัฐบาลทหาร หมดความน่ายำเกรง ไม่มีความน่าเกรงขามเหมือนเก่า

ไล่เลี่ยกับจังหวะเครือข่ายแม่น้ำ 5 สาย ทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ต่างติดมลทินมัวหมอง

ถูกประณามเรื่องการขาดประชุมอื้อซ่า การทำร้ายร่างกายเด็กเสิร์ฟ ฉุดให้รัฐบาลเสียราคาตามไปด้วย

กลายเป็นไฟต์บังคับที่ท็อปบูตต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น กู้ศรัทธากลับคืนมาโดยด่วน

ตามบทที่ผู้นำ คสช.ต้องนั่งหัวโต๊ะ เรียกประชุมคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) เร่งรัดการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายกับคดีสำคัญอย่างเคร่งครัด

ออกแอ็กชั่นเกาะติดคดีดัง อาทิ การไล่บี้การทุจริตโครงการรับจำนำข้าวทั้งในส่วนคดีอาญาและคดีแพ่ง รวม 987 คดี ที่เตรียมส่งฟ้องศาลภายในเดือน มิ.ย.นี้ และคดีสินบนโรลส์รอยซ์ ปี 2547-2548 ในยุครัฐบาลไทยรักไทย

กระตุกความทรงจำสังคม ไม่ให้ถูกลบเลือนไปตามกาลเวลา

และที่กำลังเป็นประเด็นปะทะคารมร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆคือ การตั้งแท่นเอาผิดการเรียก “ภาษีหุ้นชินคอร์ป” มูลค่า 1.6 หมื่นล้านบาท ที่จะครบเส้นตายวันที่ 31 มี.ค.นี้

ปมร้อนที่คาราคาซังมานานจนคดีใกล้หมดอายุความ ถึงขั้นต้องพึ่ง “อภินิหารทางกฎหมาย” ตามคำนิยามของ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

กดดันอธิบดีกรมสรรพากรหาช่องรีดภาษีจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในทุกช่องทาง

อำนาจพิเศษหันมาขึงขังปราบโกง สแกนการทุจริตในอดีตของฝ่ายการเมืองแบบละเอียดยิบ

เล่นบทดุ บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นในยุคปฏิรูป สร้างมาตรฐานใหม่ให้กระบวนการยุติธรรมเกิดความน่าเชื่อถือ ไม่ลูบหน้าปะจมูกเหมือนที่ผ่านมา

แต่อีกทางย่อมส่งผลกระทบต่อกระบวนการสร้างความปรองดองที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนอยู่

ในคิวที่ตระกูล “ชินวัตร” ถูกรุกไล่ กดดันทางคดีความต่างๆถี่ขึ้น

กระตุกอารมณ์ “อดีตนายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สวนกลับดังๆว่า การบังคับใช้กฎหมายควรใช้กับทุกคนอย่างเสมอภาค ไม่อยากให้ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดเพื่อไล่ล่ากัน

เช่นเดียวกับอาการโหวกเหวกของ นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย “อดีตนายกฯทักษิณ” ที่ตั้งคำถามรัฐบาลตั้งใจจะปรองดองหรือทำลายล้างกระทืบกันให้จมดิน

สองอา–หลานจุดปฏิกิริยาไม่พอใจ ตอบโต้การใช้อภินิหารทางกฎหมาย ไล่ล่าตระกูล “ชินวัตร” เรื่องภาษีหุ้นชินคอร์ป

เป็นอีกช็อตหนักๆเล่นงานคนตระกูลชินวัตรต่อเนื่องจากโครงการจำนำข้าวที่รุกไล่ทวงค่าเสียหายนับแสนล้านบาทก่อนหน้านี้

สุ่มเสี่ยงถูกนำไปจุดประเด็นเปรียบเทียบเรื่องสองมาตรฐานในการบังคับใช้กฎหมาย โดนจ้องเล่นงานอยู่เพียงฝ่ายเดียว

กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสุมหัวเชื้อความขัดแย้งรอบใหม่

รัฐบาลต้องตั้งการ์ดสูง ประคองโรดแม็ปปรองดองไปให้ตลอดรอดฝั่ง

บล็อกแรงกระเพื่อมทุกทิศ แม้กระทั่งจากฝ่ายเดียวกัน ตามสัญญาณที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม สั่งปิดปาก นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน กมธ.การเมือง สปท.

ห้ามพูดเนื้อหาในรายงานแก้ปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดอง ฉบับ สปท.การเมือง หลังถูกฝ่ายการเมืองตั้งป้อมต่อต้าน เนื่องจากมีเนื้อหาเข้าข่ายนิรโทษกรรมแฝง

รีบตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ให้ข้อเสนอ สปท.การเมืองที่เป็นแค่ส่วนประกอบถูกขยายความ ทำเส้นทางปรองดองเสียรูปขบวน อาจสะเทือนไปถึงข้อสรุปปรองดองในขั้นตอนสุดท้าย

เลี่ยงสร้างแรงเสียดทานโดยไม่จำเป็น

ในภาวะที่โรดแม็ปปรองดองในอนาคต ยังต้องกรุยทางอีกไกล ฝ่าแรงกระเพื่อมอีกหลายยก

ปล่อยให้เจอคลื่นแทรกถี่ๆก็แกว่งได้เหมือนกัน.

ทีมข่าวการเมือง