วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ติดดาบ ก.ล.ต.ฟันผู้บริหาร คลังปกป้องผู้ถือหุ้นรายย่อยก่อนเสียหายหนัก

“คลัง” ติดดาบ “ก.ล.ต.” เตรียมชงกฎหมาย เพิ่มอำนาจปลดกรรมการและผู้บริหาร บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ หากมีความขัดแย้งหรือทะเลาะกันรุนแรง เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงทีโดยไม่ส่งผลกระทบบานปลายจนเสียหายหนักไปจนถึงผู้ถือหุ้นรายย่อย

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยในการปาฐกถาพิเศษ งานสัมมนาเปิดตัว CG Code ใหม่ “บริษัทจดทะเบียนไทยก้าวไกลไปกับไทยแลนด์ 4.0” ว่า การออกเกณฑ์การกำกับดูแลกิจการที่ดี หรือ CG Code เป็นเรื่องของการพัฒนาตลาดทุนที่ดี โดยมุ่งหวังให้กิจการมีผลประกอบการที่ดี ยั่งยืน โดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น สังคม สิ่งแวดล้อม ผู้ที่เกี่ยวข้อง และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

ล่าสุดกระทรวงการคลัง ได้ร่วมกับ ก.ล.ต. แก้ไข พ.ร.บ.กฎหมายหลักทรัพย์ เพื่อเพิ่มอำนาจให้ ก.ล.ต.มีอำนาจเข้าไปจัดการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับตลาดทุนได้ทันท่วงที เช่น หากผู้บริหาร หรือกรรมการทำให้เกิดความเสียหายต่อกิจการส่วนรวม หรือผู้ถือหุ้นใหญ่ขัดแย้งหรือทะเลาะกัน จนส่งผลกระทบหรือเกิดความเสียหายไปถึงผู้ถือหุ้นรายย่อยก็จะเพิ่มอำนาจ ให้ ก.ล.ต.เข้าไปจัดการได้อย่างรวดเร็ว หรือทันสถานการณ์ ก่อนที่จะเกิดความเสียหายบานปลายมากขึ้น ถือเป็นการติดดาบให้อำนาจกับ ก.ล.ต. ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการกำกับดูแลตลาดทุนได้มากขึ้น โดยคาดว่าจะเสนอให้ ครม.พิจารณาได้กลางเดือนเมษายน 2560

“ปัญหาบางเรื่องหากไม่เข้าไปจัดการอย่างรวดเร็ว จะเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ ขณะที่บริษัทมหาชนเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก และพบว่ากฎหมายปัจจุบัน ก.ล.ต.ไม่มีอำนาจเข้าไปจัดการในบางเรื่องได้ เช่น เมื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ขัดแย้งกัน หรือผู้บริหารหรือกรรมการทะเลาะกันจนทำให้บริษัทเกิดความเสียหาย ผู้ถือหุ้นเสียหาย ราคาหุ้นตกลง และเจ้าหนี้ได้รับผลกระทบ หากเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้ส่วนรวมเสียหายก็จะให้อำนาจ ก.ล.ต.สามารถเข้าไปจัดการได้ทันที”

รมว.คลังยังกล่าวถึงการกำกับดูแลกิจการที่ดีว่า ล่าสุดทาง ก.ล.ต.ได้ออกหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีสำหรับบริษัทจดทะเบียนฉบับใหม่ซึ่งเอกชนเป็นผู้มีส่วนร่วมในการร่างหลักการขึ้นมาจึงเชื่อว่าจะสามารถดำเนินการได้จริง

นอกจากนี้ ในเร็วๆนี้กระทรวงการคลังจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับบริษัทที่รวมกลุ่มกันเพื่อลงทุนงานวิจัยใน 5 อุตสาหกรรม สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนได้ 2-3 เท่า เพื่อหนุนให้เกิดการพัฒนางานวิจัยที่ตรงกับความ ต้องการของผู้ประกอบการ และนำประเทศไทยไปสู่ไทยแลนด์ 4.0

ขณะที่นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังและ ก.ล.ต.ได้หารือถึงการจัดทำร่าง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ (ฉบับที่ 6) ซึ่งเป็นการปรับแก้เพิ่มเติมจาก พ.ร.บ.ฉบับใหม่ที่เพิ่งปรับแก้ไปเมื่อปี 59 มีเรื่องที่แก้ไข 20 มาตรา เป็นประเด็นเกี่ยวกับการกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์ และอีกประเด็นคือกรณีที่บริษัทจดทะเบียน กรรมการ ผู้บริหาร มีปัญหาหรือเกิดเรื่องราวขัดแย้งหรือทะเลาะกันจนเกิดความเสียหายกับบริษัท พ.ร.บ.ฉบับใหม่จะให้อำนาจ ก.ล.ต.ปลดกรรมการบริษัทได้ หลังจากนั้นต้องจัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อคืนอำนาจให้ผู้ถือหุ้น เพื่อให้กรรมการใหม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้

ทั้งนี้ จะนำร่างกฎหมายนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ ก.ล.ต.สิ้นเดือนมีนาคมนี้ หลังจากนั้นจะส่งเรื่องให้กระทรวงการคลังพิจารณาก่อนเสนอเข้า ครม.ต่อไป

ทั้งนี้ ในต่างประเทศ หน่วยงานกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียนไม่ได้มีอำนาจเข้าไปปลดผู้บริหารเช่นนี้ แต่ครั้งนี้ถือเป็นอำนาจพิเศษที่หน่วยงานของไทยทำขึ้นมา เพราะเราเห็นปัญหาในประเทศที่เกิดขึ้นเนื่องจากต่างประเทศมีผู้ถือหุ้นมาใช้สิทธิ์ของตัวเอง แต่ประเทศไทยมีผู้ถือหุ้นรายย่อยจำนวนมาก และการรวมตัวใช้สิทธิ์เกิดขึ้นยาก จึงคาดว่าการใช้อำนาจตรงนี้จะเป็นประโยชน์ในการดูแลคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อย

“ที่ผ่านมาทุกคนเห็นปัญหาอยู่แล้ว หากปล่อยให้เกิดความขัดแย้งของผู้บริหารเช่นนี้ต่อไป บริษัทหรือธุรกิจก็จะเป็นปัญหาได้ และอำนาจนี้ไม่ได้แรงไป เพราะเป็นการคืนอำนาจให้ผู้ถือหุ้น ซึ่งเหตุในการใช้อำนาจของ ก.ล.ต.ไม่ได้ใช้ง่ายๆ ต้องมีเหตุการณ์ที่ทำให้เชื่อหรือเห็นได้ว่าหากไม่ใช้อำนาจจะเกิดความเสียหายกับบริษัท ซึ่ง ก.ล.ต.ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นผู้เกี่ยวข้องกลุ่มต่างๆแล้ว เพราะตัวกฎหมายมีความเร่งด่วนมาก อย่างที่ รมว.คลังย้ำว่า ต้องเร่งดำเนินการเพราะจะไม่ทันต่อการนำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)”.