บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กรณ์ โพสต์แจงลำดับเหตุการณ์ ปมภาษีหุ้นชินคอร์ปฯ อัดไม่ทักท้วงแต่ปี55

กรณ์ โพสต์แจงลำดับเหตุการณ์ภาษีหุ้นชินคอร์ป สวดดะ "สพ.-สตง.-คลัง" ไม่ทักท้วงตั้งแต่ปี 55 "ซัดกรมสรรพากรไม่ตรงไปตรงมา เชื่อเรื่องจบที่ศาล ออกตัวทำหน้าที่แล้วช่วงเป็น รบ.

นายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง ระบุผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณี ภาษีหุ้นชินคอร์ปว่า "ภาษีชิน-จะเก็บได้จริงหรือไม่?" ว่า ขอลำดับขั้นตอนสำคัญจากอดีตสู่วันนี้ 1. กรมสรรพากรออกหมายเรียกและประเมินภาษี นายพานทองแท้-พินทองทา (3 สิงหาคม 50) 2. พานทองแท้/พินทองทา ไม่ยอมจ่าย ยื่นฟ้องสรรพากร (11 ธันวาคม 52) 3. ศาลฎีกาพิพากษายึดทรัพย์นายทักษิณ วินิจฉัยว่า พานทองแท้/พินทองทา เพียงถือแทน (26 กุมภาพันธุ์ 53) 4. ศาลภาษีกลาง พิพากษาถอนการประเมินภาษี พานทองแท้/พินทองทา โดยอ้างการวินิจฉัยศาลฎีกาฯ (29 ธันวาคม 53) 5. สำนักงานอัยการสูงสุดแนะนำสรรพากรไม่ให้อุทธรณ์ 6. กรมสรรพากรเห็นด้วยว่า ไม่ควรอุทธรณ์ (17 มีนาคม 58) 7. กระทรวงคลังรับทราบการไม่อุทธรณ์ แต่เสนอให้กรมสรรพากรดำเนินการประเมินภาษีจากบุคคลที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง (2 พฤษภาคม 54) 8. นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภาฯ (9 พฤษภาคม 54) 9. นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รับตำแหน่ง (5 สิงหาคม 54) 10. อธิบดีสรรพากรสั่งให้ยุติการเก็บภาษี โดยอ้างว่าเป็นการซื้อ-ขายในตลาดหลักทรัพย์ จึงได้รับการยกเว้นภาษี (2 มีนาคม 55) 11. หมดอายุความการออกหมายใหม่ (31 มีนาคม 55)

นายกรณ์ ระบุต่อว่า จากลำดับเหตุการณ์จะเห็นว่า ในปี 2554 กระทรวงการคลังยอมรับการใช้อำนาจไม่อุทธรณ์ โดยอธิบดีกรมสรรพากรภายใต้เงื่อนไขว่า เมื่อไม่เก็บภาษีจากนอมินีก็ให้ไปเก็บจากเจ้าของบัญชีตัวจริง แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลในปี 2555 อธิบดีไม่ได้ทำเช่นนั้น และในภายหลังยังอ้างว่าเก็บไม่ได้เพราะเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งๆ ที่การประเมินภาษีแต่เดิมนั้น เป็นการประเมินจากการที่นายทักษิณ ใช้ลูกๆ เป็นนอมินีซื้อหุ้น (นอกตลาดหลักทรัพย์) จากแอมเพิล ริช ในราคา 1 บาท ซึ่งตํ่ากว่ามูลค่าที่แท้จริงถึง 48 บาท เท่ากับมีกำไรที่ต้องเสียภาษีทันที ซึ่งหลังจากนั้นที่ไปขายให้สิงคโปร์ในตลาดหลักทรัพย์นั้น ไม่ใช่ประเด็น ที่น่าเสียดายคือ ในวันที่อธิบดีสรรพากรสั่งยุติเรื่อง (ขั้นตอนที่ 10) ทำไม สตง. หรือกระทรวงการคลังเอง ถึงไม่ได้ทักท้วง ทั้งที่คำสั่งของอธิบดีนั้นขัดกับข้อสังเกตโดยกระทรวงคลังเอง ก่อนหน้านั้นว่า กรมสรรพากร ควรต้องเก็บภาษีจากเจ้าของบัญชีจริง (ขั้นตอนที่ 7) หากทักท้วงแต่ตอนนั้นก็จะไม่มีปัญหาเรื่องอายุความการออกหมายเรียกเก็บภาษีดังที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ (ในช่วงนั้น ผมทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านและได้ยื่นเรื่องร้องเรียนในประเด็นนี้ต่อกระทรวงการคลังให้ดำเนินการตามข้อเสนอของกระทรวงที่กำหนดไว้ในอาทิตย์สุดท้ายที่ผมอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรี)

"ต่อคำถามว่า สุดท้ายรัฐจะเก็บภาษีนี้ได้หรือไม่นั้น ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน โดยที่กรมสรรพากรในยุคปัจจุบันได้พูดไว้ว่า อายุความในการเรียกเก็บภาษีนั้นหมดไปตั้งแต่ปี 2555 แต่วันนี้มีการตีความด้วยช่องกฎหมายนอมินี ว่า การที่เคยเรียกเก็บจาก พานทองแท้-พินทองทา ก็เสมือนเป็นการเรียกเก็บจากทักษิณ ไม่ต้องเรียกใหม่ ตามตรรกะผมว่าถูกต้อง และหวังว่าตามหลักกฎหมายจะถูกต้องด้วย แต่ผมเข้าใจว่า กรมสรรพากรไม่เคยใช้กฎหมายแนวนี้มาก่อน ทั้งหมดจึงคงต้องจบที่ศาล เรื่องนี้แต่แรกก็เป็นที่เข้าใจกันว่าต้องมีผู้ใดผู้หนึ่งเสียภาษี ซึ่งกรมสรรพากรมีโอกาสจะทำให้เป็นเรื่องที่ตรงไปตรงมาได้ ตั้งแต่ปี 2555 แต่แล้วก็ไม่ทำ ซึ่งจากวันนี้ทั้งหมดก็ต้องไปสู้กันในชั้นศาลอีกรอบ ผลจะออกมาอย่างไรต้องติดตาม" นายกรณ์ ระบุ

นายกรณ์ ระบุต่อว่า ตนอภิปรายในปี 2554 ว่า ภาระภาษีหุ้นชินนั้นมีจริง ซึ่งเมื่อกรมสรรพากรเก็บภาษีจาก พานทองแท้/พินทองทา ไม่ได้ ก็ต้องไปตามเก็บภาษีจากเจ้าของบัญชีตัวจริง คือ นายทักษิณ นี่คือสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. กำลังพยายามดำเนินการ ประเด็นสำคัญ คือ วันนั้นยังมีอายุความเหลืออยู่ครึ่งปี แต่กรมสรรพากรไม่ทำหน้าที่ และหากใครยังมีคำถามว่า 'แล้วทำไมไม่เก็บภาษีให้เรียบร้อยตอนเป็นรัฐบาล' ขอตอบตามจริงว่า เราดำเนินการตามข้อเท็จจริงในการตามเก็บจาก พานทองแท้/พินทองทา จนกระทั่งศาลวินิจฉัยว่า สองคนนั้นไม่ได้เป็นผู้ซื้อขายหุ้นตัวจริง เราจึงเสนอให้สรรพากรเปลี่ยนเป้าเก็บจากนายทักษิณแทน (ในฐานะผู้ซื้อขายตามคำพิพากษาศาล) แต่ได้มีการยุบสภาฯ หนึ่งอาทิตย์หลังจากที่ทางกระทรวงคลังออกข้อเสนอนี้ไปที่สรรพากร และถึงแม้เราแพ้การเลือกตั้ง ไม่ได้กลับมาเป็นรัฐบาล แต่ประชาธิปัตย์ไม่เคยปล่อยเรื่องนี้ ตามที่ได้อภิปรายในสภาฯ ไว้ ส่วนจากนี้ไปจะเก็บภาษีได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล