วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เด็กเจ๊แดง-จำคุก1ปี อดีตส.ส.ยึด168ล. ยื่นทรัพย์สินเท็จ!

ศาลไม่รอลงอาญา โอ๊คโวยรีดภาษีชิน

ผบ.สส.เผยได้ข้อมูลปรองดองล้ำค่าเพียบ หลังเดินหน้ารับฟังจากพรรคการเมือง-กลุ่มการเมือง องค์กรต่างจังหวัด เตรียมส่งไม้ต่อให้ ผบ.ทบ. จัดทำเป็นข้อตกลง “เสรี” ฉุนโดนปชป.รุมสับ อัดกลับเล่นบทเชลียร์ผู้มีอำนาจหวังหาแนวร่วมตั้งรัฐบาลสมัยหน้า ตอกให้ยุบ ปชป.ง่ายกว่ายุบ สปท. “นิพิฏฐ์” ฉะกลับพวกเลือกตั้งแพ้ ดีแต่เกาะขาผู้มีอำนาจอยู่อย่างไร้เกียรติ ประธานกนย.ชี้กรณีไทยพีบีเอสซื้อหุ้นซีพีเอฟ เข้าใจหลักการคลาดเคลื่อน ยันพร้อมให้รัฐ-สตง.ตรวจสอบ คลังลุยต่อรีดภาษีหุ้นชิน “โอ๊ค” ออกโรงโวยถ้าระบุว่าไม่ใช่หุ้นพ่อก็ยึดทรัพย์ไม่ได้ ถามจะปรองดองหรือกระทืบให้จมดิน สปท.สั่งสอบ “อนุสร” มือเขกเข้มตามระเบียบ กก.จริยธรรมจ่อเรียกตัว 21 มี.ค. พร้อมเปิดช่องสมาชิกถอดจากตำแหน่ง ศาลฎีกานักการเมืองสั่งยึดทรัพย์ “เกษม” คนสนิท “เจ๊แดง” 168 ล้าน พร้อมจำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา ฐานจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ

กระบวนการสร้างความสามัคคีปรองดองของรัฐบาลยังคงเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่น หลังจากบรรดาพรรคการเมืองทยอยเข้าให้ความเห็นต่อคณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้น ล่าสุดก็เป็นคิวของกลุ่มการเมือง ขณะเดียวกันการรับฟังความคิดเห็นยังกระจายไปยังพื้นที่จังหวัดต่างๆทั่วประเทศด้วย

ผบ.สส.แจงได้ข้อมูลปรองดองล้ำค่า

เมื่อวันที่ 16 มี.ค. เวลา 08.00 น. ที่กองบัญชาการ กองทัพไทย พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผบ.ทหารสูงสุด ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาบูรณาการ ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการทำงานว่า ในส่วนของกองทัพไทย ที่ตนรับผิดชอบในการบูรณาการข้อมูลและข้อเสนอแนะจากกลุ่มพรรค การเมืองต่างๆ รวมถึงกลุ่มมวลชน ขณะนี้อยู่ในระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจากนักวิชาการ ภาคธุรกิจ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ปัจจุบันข้อมูลเข้ามาค่อนข้างมาก ถือเป็นข้อมูลที่มีคุณค่าได้เห็นอะไรต่างๆมากมาย ทุกส่วน ทุกกลุ่มมีความปรารถนาดีต่อประเทศชาติ อยากให้เกิดการปรองดองและประเทศมีความสงบและเดินหน้าพัฒนาประเทศต่อไป ส่วนรายละเอียดที่แตกต่างมีเล็กน้อย ข้อมูลที่รับเข้ามาก็มาจากช่องทางเดียว คือการรับฟังจากทุกกลุ่มทุกฝ่าย ไม่มีการเอามาเพิ่มในระหว่างทาง คิดว่าการเก็บข้อมูลในครั้งนี้ มีความครอบคลุมค่อนข้างมาก ทั้งในระดับส่วนกลางของการเมือง 46 พรรค และในภูมิภาคทุกจังหวัด

พร้อมส่งไม้ต่อทำเป็นข้อตกลง

พล.อ.สุรพงษ์กล่าวว่า เมื่อถึงจุดหนึ่งข้อมูลเพียงพอจะส่งให้กับคณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองที่มี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.เป็นประธาน นำไปจัดทำข้อตกลงต่างๆ ทั้ง 3 คณะอนุกรรมการ ได้มีการพูดคุยกันอย่างต่อเนื่องเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอยู่แล้ว การดำเนินการดังกล่าวเป็นในเชิงสร้างสรรค์และทุกฝ่ายมีความปรารถนาดีต่อประเทศชาติก็ถือเป็นเรื่องที่ดี

ฟังความเห็นเสร็จแล้ว 23 จังหวัด

เมื่อวันที่ 16 มี.ค. พ.อ.พีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษก กอ.รมน. กล่าวถึงความคืบหน้าการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองในพื้นที่จังหวัดว่า การรับฟังความคิดเห็นระดับพื้นที่เสร็จสิ้นแล้วจำนวน 23 จังหวัด มีกลุ่มต่างๆแสดงความคิดเห็น อย่างครบถ้วน สามารถแยกแยะได้คือ 1.กลุ่มทางการเมืองและการเมืองท้องถิ่น ส่วนใหญ่ได้แก่ อดีต ส.ส.และอดีต ส.ว. สมาชิก อบจ. อบต. และกลุ่ม แกนนำมวลชนทางการเมือง 2.กลุ่มนักวิชาการ นักศึกษา สื่อมวลชน NGO และกลุ่มที่มีอุดมการณ์ทางการเมือง 3.กลุ่มข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พนักงานรัฐวิสาหกิจ หอการค้าจังหวัด และ 4.กลุ่มผู้นำชุมชน (ผู้นำทางธรรมชาติที่ไม่เกี่ยวข้องกับราชการ) ผู้นำทางจิตวิญญาณ ปราชญ์ชาวบ้าน กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง โดยการรับฟังความคิดเห็นทุกพื้นที่มีบรรยากาศที่ดียิ่ง เป็นการให้ความเห็นเชิงสร้างสรรค์เป็นประโยชน์ กอ.รมน. จะรวบรวมความคิดเห็นทั้งหมดเสนอให้คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองในสิ้นเดือน มี.ค.นี้

“บิ๊กแดง” ยันไม่มีอะไรน่าห่วง

พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดเวทีปรองดองในระดับพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 1 ว่า ตอนนี้คืบหน้าไปได้มาก ได้รับความร่วมมือจากประชาชน และนักการเมืองในพื้นที่เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่ม กลุ่มการเมือง ข้าราชการ นักวิชาการ และแกนมวลชนในพื้นที่ โดยเฉพาะคำถามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้พ่วงไปอีก 1 คำถาม ในเรื่องที่ท่านคิดอย่างไร และจะแก้ปัญหาอย่างไร ในการทำให้เกิดความปรองดอง ทุกพื้นที่ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เชื่อว่าทุกคนก็อยากให้ประเทศนั้นดีขึ้น แต่ในห้วงเวลาที่เปลี่ยนถ่าย จะอ่อนไหว ขอให้อดใจสักระยะหนึ่ง หากมีอะไรก็ขอให้มาพูดกันในเวทีปรองดอง เรารับฟังทุกอย่าง พร้อมที่จะเอาข้อคิดเห็นของนักการเมือง และกลุ่มเป้าหมายทั้ง 4 กลุ่มนำไปหารือ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง หรือแก้ไขในสิ่งทุกคนเห็นว่าไม่เหมาะสม

“เสรี” เย้ย ปชป.เชลียร์ผู้มีอำนาจ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงกรณีการวิพากษ์วิจารณ์รายงานแก้ปัญหาความขัดแย้งและสร้างความปรองดองของ สปท.การเมืองว่า นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ประชาธิปัตย์ เป็นพวกขี้อิจฉา ชอบพูดบิดเบือนให้ตนเสียหาย และชอบพูดให้สังคมเข้าใจผิด ยิ่งช่วงนี้ออกมาเชลียร์ผู้มีอำนาจออกนอกหน้า มีพฤติกรรมแปลกๆ หรือหวังอะไรกับการหาแนวร่วมตั้งรัฐบาลสมัยหน้าหรือไม่ อย่าคิดอะไรไปเอง ระวังจะเป็นหวังลมๆแล้งๆ ยิ่งนายวัชระเสนอให้ยุบ สปท.นั้น ตนขอเสนอว่าให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ง่ายกว่า เพราะการให้พรรคการเมืองมาเสนอความเห็นเรื่องปรองดองแต่ละพรรคเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัว เอาแต่ชนะคะคานกัน ไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม ส่วนตัวอยากให้เซ็ตซีโร่พรรคการเมือง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการเลือกตั้งสมัยหน้า เพราะจะเริ่มต้นใหม่ไปพร้อมๆกัน จะได้พรรคการเมืองเป็นของประชาชน ช่วยกลั่นกรองคนดีๆเข้าสู่การเมือง จะได้เลิกทุจริต บ้านเมืองจะได้ดีขึ้น

ปชป.ท้า “เสรี” ลงเลือกตั้งแบบเขต

นายประมวล เอมเปีย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การที่นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมือง สปท. แนะนำผู้มีอำนาจให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ถามว่าพรรคทำผิดอะไร ถ้าเป็นความขัดแย้งส่วนตัวไปว่ากันส่วนตัว อย่าโยนถึงพรรค อย่าฉวยโอกาสเชลียร์นายเพื่อหวังผลเซ็ตซีโร่ ถ้านายเสรีอยากเซ็ตซีโร่พรรคการเมือง ขอท้าให้รีบทำให้เสร็จในรัฐบาลนี้เพราะคนดีไม่มีแผล อย่าหลงตัวเองว่าวันนี้ได้ดีมีอำนาจชูคอในสภาฯทั้งที่มาจากอำนาจทหาร ก็แค่คนทำงานรับใช้ทหาร ถ้าแน่จริงเลือกตั้งครั้งหน้าขอให้ลงสมัครรับเลือกตั้งในระบบเขต จะได้รู้ว่านักการเมืองของจริงยากลำบากขนาดไหน เมื่อมีโอกาสทำงานให้บ้านเมืองขอให้ละวางอคติยึดประโยชน์ ของประเทศชาติ อย่าทำตัวรับใช้ใครบางคนเพื่อให้สำเร็จวัตถุประสงค์ทางการเมือง ที่ตั้งเป้าหมายจะยุบควบรวมพรรคการเมืองเพื่อตั้งรัฐบาลแห่งชาติ แค่อ้าปากคนในวงการเขาก็รู้เท่าทันกันหมดแล้ว

“นิพิฏฐ์” สวนอยู่อย่างน่าอายไร้เกียรติ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า ถึงเสรี ป๋ามีเรื่องจะบอกเสรีว่า นักการเมืองที่เขามาจากการเลือกตั้งของประชาชนด้วยความบริสุทธิ์ ไม่ซื้อสิทธิ ไม่ขายเสียง นักการเมืองเหล่านี้เขาหยิ่งในศักดิ์ศรี เขาไม่ค่อยกลัวใครและเขาไม่จำเป็นต้องง้อใครเพื่อโหนอำนาจ เสรีเคยลงเลือกตั้งและแพ้หมดกระดาน ไม่ได้เป็น ส.ส. เสรีจึงแสวงหาอำนาจใหม่ด้วยการเกาะขาผู้มีอำนาจ ป๋าเข้าใจดี แต่อยู่แบบเสรีไม่ค่อยมีเกียรติมีศักดิ์ศรีอะไร วันดีคืนดีทำอะไรไม่ถูกใจผู้มีอำนาจก็โดนดุ กลับถึงบ้านก็อายลูกอายเมีย แล้วพาลอารมณ์เสียเอากับเมียอีก ถ้าให้ป๋าเป็นแบบเสรีป๋าก็ไม่เอา ป๋าอยากจะบอกเสรีว่าเวลาเด็กอนุบาลอ้อนผู้ใหญ่ น่ารักจะตายไป แต่คนแก่แบบเสรีอ้อนเอาใจผู้มีอำนาจแบบไม่มีเหตุผลนี่ ป๋าว่า มันน่าเกลียดนะ ป๋าว่าเสรีกลับเนื้อกลับตัว สงสารคนในครอบครัวที่เขาต้องทนอับอาย เห็นเสรีเป็นตัวตลก ด้วยความปรารถนาดี จากป๋า (เสรี:เป็นชื่อสมมตินะจ้ะ)

“เทือก” ชี้ปรองดองต่อรอง ม.112 ไม่ได้

เมื่อเวลา 15.00 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) กล่าวไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ตอนหนึ่งว่า วันที่ 17 มี.ค. กปปส.จะไปพบปลัดกระทรวงกลาโหมเพื่อคุยเรื่องการปฏิรูปประเทศ การปรองดองสร้างความสมานฉันท์ในประเทศไทย แต่กฎหมายมาตรา 112 เอามาต่อรองไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศไทย ถือเป็นหน้าที่ของคนไทยที่ต้องเคารพเทิดทูน จงรักภักดี ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ส่วนความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ ที่รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ต้องนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศ วันนี้เราจะเข้ายุค 4.0 แล้ว มุมมองของ กปปส.เห็นว่าควรจะต้องทำและเป็นหน้าที่ของประชาชนที่จะต้องให้การสนับสนุนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์

ไทยพีบีเอสเข้าใจหลักคลาดเคลื่อน

นายจุมพล รอดคำดี ประธานคณะกรรมการนโยบาย (กนย.) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส กล่าวภายหลัง ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการ ส.ส.ท. จากกรณีนำเงินประมาณ 100 ล้านบาทไปซื้อตราสารหนี้(หุ้นกู้) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟว่า กนย.วางกรอบและหลักการในการ ซื้อตราสารหุ้นเอาไว้แล้ว แต่เรื่องที่เกิดขึ้นเกิดจาก ความเข้าใจในแง่ของการทำงานที่อาจจะคลาดเคลื่อน จึงเป็นปัญหาขึ้นมา ประเด็นเรื่องนี้คือการไปหยิบเอาหลักการที่ กนย.ชุดปี 2555 มาเป็นหลักในการทำงาน แต่หลักของ กนย.ชุดปัจจุบันได้วางกรอบเอาไว้เพิ่มเติมว่า การซื้อตราสารหุ้นซื้อพันธบัตรและอื่นๆจะต้องขอความเห็นชอบจาก กนย.ก่อนเพื่อความรอบคอบ แต่เรื่องดังกล่าวผู้บริหารเข้าใจว่าเมื่อหลักการเปิดช่องสามารถไปซื้อได้เลย

พร้อมให้รัฐบาล.-สตง.ตรวจสอบ

นายจุมพลกล่าวอีกว่า หลังจากนี้ไม่ต้องจำเป็นต้องวางกรอบและกติกาใหม่ เพราะหลักการที่วางเอาไว้เดิมชัดเจนอยู่แล้วว่าผลิตภัณฑ์ใดบ้างที่สามารถซื้อได้ เพียงแต่เพื่อความชัดเจนและรอบคอบ ผู้บริหารควรจะรายงานให้ กนย.ทราบ เพื่อดูว่าแผนการใช้จ่ายเป็นอย่างไร อย่างไรก็ดีขั้นตอนหลังจากนี้คงจะต้องสรรหาผู้บริหารใหม่ เมื่อได้ผู้อำนวยการ ส.ส.ท.คนใหม่แล้ว จะทำความเข้าใจและกำชับเรื่องนี้กันก่อนไม่ให้เกิดปัญหาอีก ส่วนท่าทีของพนักงานนั้นได้ชี้แจงทำความเข้าใจแล้วไม่มีปัญหา การทำงานของไทยพีบีเอสสามารถเดินหน้าต่อได้ หากหน่วยงานใดต้องการจะตรวจสอบเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทางเรายินดี ไม่มีปัญหา พร้อมให้ความร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพราะไทยพีบีเอสถือเป็นองค์กรสาธารณะ

คลังลุยต่อสั่งรีดภาษีหุ้นชินคอร์ป

นายสมชัย สัจจพงศ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีกรม สรรพากรไม่จัดเก็บภาษีจากการขายหุ้นมูลค่า 16,000 ล้านบาทของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสิ้นเดือนนี้ โดยขณะนี้ชุดนี้เป็นการสอบสวนข้อเท็จจริง ที่จะนำไปสู่การสอบสวนทางด้านวินัยของข้าราชการต่อไป โดยกระทรวงการคลังจะให้ความยุติธรรมต่อทุกฝ่าย กรมสรรพากรมีเหตุผลใดที่ไม่เรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นดังกล่าว ส่วนกรณีนี้การใช้มาตรา 16 แห่งประมวลรัษฎากรในการตั้งคณะกรรมการประเมินภาษีเรียกเก็บภาษีนั้น กรมสรรพากรสามารดำเนินการได้ทันที ไม่ได้รอให้กระทรวงการคลังสั่งดำเนินการ ซึ่งล่าสุดอธิบดีกรมสรรพากรก็รีบดำเนินการอยู่แล้ว

“โอ๊ค” ชี้ถ้าไม่ใช่หุ้นพ่อยึดทรัพย์ไม่ได้

นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่องการซื้อ-ขายหุ้นชินฯ ว่า สืบเนื่องมาจนถึงการจะเรียกเก็บภาษี หากจะมองว่าเป็นการกระทำผิด การจะพิจารณาดำเนินการเอาผิดสามารถกระทำได้ใน 2 กรณี ทางใดทางหนึ่งเท่านั้น กรณีที่ 1 ถ้าการที่คุณพ่อขายหุ้นให้กับตนเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ศาลพิจารณาว่าเป็นการซื้อ-ขายจริง เท่ากับว่าหุ้นนั้นตกเป็นของตนแล้ว ตนซื้อมาที่ราคาต่ำ ขายไปราคาสูงกว่า เมื่อตนมีกำไรจากการขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ ถ้าจะฟ้องร้องเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นในครั้งนั้นน่าจะพอรับฟังได้ เพราะศาลได้ชี้ว่ามีการซื้อ-ขายกันจริง แต่ถ้าการพิจารณาออกมาในแนวทางนี้ จะถือว่าหุ้นดังกล่าวเป็นของตนไม่ใช่ของพ่อ กรณีดังกล่าวก็จะยึดทรัพย์คุณพ่อ 46,000 ล้านบาทไม่ได้ ซึ่งมันไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพราะศาลได้ตัดสินยึดทรัพย์คุณพ่อไปเรียบร้อยแล้ว

โวยจะปรองดองหรือกระทืบให้จมดิน

นายพานทองแท้ระบุอีกว่า กรณีที่ 2 กรณีนี้คือเรื่องที่เกิดขึ้นจริงเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ที่ศาลพิจารณาว่าคุณพ่อไม่ได้ขายหุ้นนั้นให้กับตน ตีความว่าหุ้นดังกล่าวยังคงเป็นของคุณพ่ออยู่ ศาลจึงได้ตัดสินให้ยึดเงินจำนวน 46,000 ล้านบาทไป แสดงให้เห็นว่าในแนวทางการวินิจฉัย สรุปว่ามิได้มีการซื้อขายที่เป็นมูลเหตุให้ต้องเสียภาษีเลย ทรัพย์สินก็ถูกยึดไปตามจำนวนที่ศาลได้พิจารณาว่าเหมาะสมในการเอาผิดแล้ว เรื่องนี้จบไปเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ได้มีคำตัดสินไปในแนวทางที่ไม่มีการซื้อ-ขาย ไม่มีการเรียกภาษีกันแล้ว และมีการเอาผิดไปเรียบร้อยแล้วด้วยการยึดทรัพย์จำนวนมหาศาลถึง 46,000 ล้านบาท อยู่ๆมาวันนี้ รัฐบาลยังต้องการเอาอะไรจากครอบครัวตนอีก ตกลงความหมายของคำว่าปรองดองในมุมมองของรัฐบาลนี้ คือการทำลายล้างฝ่ายที่ถูกตัวเองยึดอำนาจมาให้สิ้นซาก กระทืบกันให้จมดิน เพื่อจะได้เหลือแต่พวกเดียวกัน จะได้ไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น หรือการปรองดองหมายถึงการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขกันแน่

สั่งสอบ “อนุสร” เข้มตามระเบียบ

เมื่อเวลา 11.30 น. ที่รัฐสภา นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (วิป สปท.) แถลงว่า ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. กล่าวต่อที่ประชุมว่า ตั้งแต่ทราบข่าวกรณีนายอนุสร จิรพงศ์ สมาชิก สปท.มีคดีทำร้ายร่างกายบาร์เทนเดอร์ไม่ได้นิ่งนอนใจ ประธาน สปท.ยืนยันตลอดชีวิตการทำงานยึดหลักจริยธรรม คุณธรรม เสียสละเพื่อส่วนรวม โดยให้ข้อคิดต่อคณะกรรมการจริยธรรม สปท. ที่จะตรวจสอบกรณีนายอนุสรให้ยึดหลักประมวลจริยธรรม สปท. ประกอบกับรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) 2557 อย่างเคร่งครัด

กก.จริยธรรมเรียกตัว “มือเขก” 21 มี.ค.

น.ส.วลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธาน สปท.คนที่สอง ในฐานะประธานคณะกรรมการจริยธรรม สปท. แถลงภายหลังการพิจารณากรณีนายอนุสร จิรพงศ์ สปท. ทำร้ายร่างกายพนักงานร้านอาหาร เมื่อวันที่ 10 มี.ค. ว่า การกระทำดังกล่าวอาจมีลักษณะเป็นการฝ่าฝืนการประพฤติและปฏิบัติตนเพื่อให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ประชาชน ตลอดจนถึงกรอบของศีลธรรมและจริยธรรม ทั้งนี้ที่ประชุมคณะกรรมการจริยธรรมฯ ได้พิจารณาข้อมูลและหลักฐานจากสื่อทุกแขนง โดยจะประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งในวันที่ 20 มี.ค.และขอข้อมูลการลงบันทึกประจำวันจาก สน.บางซื่อ มาร่วมพิจารณาด้วย ทั้งนี้คงไม่ต้องเชิญผู้เสียหายมาเพราะได้ข้อมูลจากการลงบันทึกประจำวันแล้ว โดยจะเชิญนายอนุสรมาชี้แจงข้อเท็จจริงในวันที่ 21 มี.ค. คาดว่าในสัปดาห์ถัดไปไม่เกินสิ้นเดือนจะสามารถสรุปผลได้

เปิดช่อง สปท.ลงชื่อ 25 คนยื่นถอด

น.ส.วลัยรัตน์กล่าวว่า หากที่ประชุมพิจารณาเสร็จจะนำเสนอข้อสรุปต่อประธาน สปท.เพื่อให้ที่ประชุม สปท.พิจารณา โดยความผิดในกรณีนี้จะมีตั้งแต่ว่ากล่าว การตักเตือน การประณาม และหากพบว่ามีความผิดร้ายแรง จะส่งเรื่องให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป อย่างไรก็ตามในชั้นนี้ หากมีสมาชิก สปท. 25 คน เข้าชื่อต่อประธาน สปท. เห็นว่าสมาชิกได้ทำความเสื่อมเสียเกียรติต่อ สปท. เพื่อให้พ้นจากสมาชิกภาพได้ก็สามารถทำได้ โดยให้ที่ประชุมใหญ่ลงมติเสียง 2 ใน 3 ไม่ต้องรอผลของคณะกรรมการจริยธรรมฯ

ส่ายหัวพฤติกรรมพวกนอกระบบ

นายดิเรก ถึงฝั่ง อดีต ส.ว.นนทบุรี กล่าวถึงกรณี สปท.สอบจริยธรรมนายอนุสร จิรพงศ์ สมาชิกสปท. ทำร้ายร่างกายบาร์เทนเดอร์ ว่า เรื่องแบบนี้ถ้าเป็นสมัยรัฐสภาประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง จะตั้งคณะกรรมการมาสอบจริยธรรม หากพบความผิดจะต้องแสดงสปิริตลาออก แต่วันนี้แม้ สปท.จะอ้างว่ามีข้อบังคับสภาตรวจสอบจริยธรรมอยู่ แต่ไม่เหมือนสภาแบบเดิมที่มีข้อบังคับเคร่งครัดกว่า มีความรับผิดชอบสูงกว่าเพราะประชาชนเลือกมาเป็นผู้แทน แต่เข้าใจว่า สปท.ถูกแต่งตั้งมาแบบพิเศษนอกระบบ เขาคงอยู่แบบพิเศษต่อไป ไม่น่ามีใครว่าเขาได้ ต้องขึ้นอยู่กับสปิริตของเจ้าตัวสถานเดียว

ศาลสั่งยึดทรัพย์ “เกษม” 168 ล้าน

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถนนแจ้งวัฒนะ องค์คณะผู้พิพากษา 9 คน มีคำพิพากษาคดีริบทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน หมายเลขดำ อม.97/ 2559 ที่ ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด ยื่นคำร้องขอศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นผิดปกติของนายเกษม นิมมลรัตน์ อายุ 53 ปี อดีต ส.ส.เชียงใหม่ รองนายก อบจ.เชียงใหม่ คนสนิทนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ผู้ถูกกล่าวหา ระหว่างดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายก อบจ.เชียงใหม่ และตำแหน่ง ส.ส. รวมมูลค่า 186,620,637 บาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 38 วรรคสอง ซึ่ง ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดเมื่อวันที่ 13 พ.ค.59 ว่า นายเกษมมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ 8 รายการ ได้แก่หุ้น 2 บริษัทเงินจากการขายหุ้น 3 บริษัท เงินลงทุน รถยนต์โตโยต้า และที่ดิน โดยองค์คณะฯพิเคราะห์แล้วมีคำสั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 7 รายการ และดอกเบี้ยมูลค่า 168,453,245.70 บาท ตกเป็นของแผ่นดิน หากผู้ถูกกล่าวและผู้คัดค้าน ไม่สามารถชดใช้เงินจำนวนนี้คืนได้ ให้บังคับเอาทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้าน ให้ตกเป็นของแผ่นดินภายในอายุความ 10 ปี โดยให้คืนทรัพย์สินที่เป็นรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียน กก 111 เชียงใหม่ มูลค่า 700,000 บาท และหุ้น MSC จำนวน 9,780 หุ้น แก่เจ้าของ

จงใจยื่นทรัพย์สินหนี้สินเป็นเท็จ

จากนั้นองค์คณะผู้พิพากษาได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อม.64/2559 ที่ ป.ป.ช.ผู้ร้องขอให้ศาลวินิจฉัยข้อกล่าวหา นายเกษม นิมมลรัตน์ ผู้คัดค้าน กรณีที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดเมื่อวันที่ 13 พ.ค.59 ว่า นายเกษมจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ รวม 6 กรณี จากกรณีที่พ้นจากตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลา 1 ปี ในตำแหน่งที่ปรึกษานายก อบจ.เชียงใหม่ กรณีเข้ารับตำแหน่งพ้นจากตำแหน่ง และพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลา 1 ปีในตำแหน่ง ส.ส.เชียงใหม่ และกรณีเข้ารับตำแหน่งรองนายก อบจ.เชียงใหม่ โดยแสดงเงินกู้ยืม ของนางดวงสุดา นิมมลรัตน์ คู่สมรส ที่กู้ยืมจากนางบุญทอง สุภารังษี ซึ่งเป็นมารดาของนายเกษม จำนวน 72 ล้านบาทอันเป็นเท็จ และปกปิดเงินที่ได้จากการขายหุ้นบริษัท วินโคสท์อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด (มหาชน) (WIN) ในตลาดหลักทรัพย์ มูลค่า 26,193,205 บาท รวมทั้งปกปิดเงินลงทุนในบริษัท แอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) (ASCON) มูลค่า 74,205,972 บาท ของนางดวงสุดา คู่สมรส ที่ให้นางบุญทอง มารดา ถือครองแทน ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 119 ขอให้ศาลวินิจฉัย เพื่อมีคำสั่งให้นายเกษม พ้นจากตำแหน่งรองนายก อบจ.เชียงใหม่ และห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองเป็นเวลา 5 ปี

คุก 1 ปีส่งเข้าเรือนจำไม่รอลงอาญา

องค์คณะฯ พิเคราะห์แล้วมีมติเป็นเอกฉันท์ 9 เสียง พิพากษาว่านายเกษมจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินกับเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ และปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบในกรณีพ้นจากตำแหน่งที่ปรึกษานายก อบจ.เชียงใหม่ จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่งที่ปรึกษานายก อบจ.เชียงใหม่ มาแล้ว 1 ปี กรณีการเข้ารับตำแหน่ง-พ้นตำแหน่ง-พ้นตำแหน่ง ส.ส.เชียงใหม่มาแล้ว 1 ปี กรณีการเข้ารับตำแหน่งรองนายก อบจ.เชียงใหม่ ห้ามไม่ให้นายเกษมดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี นับจากวันที่ 5 ต.ค.58 และพิพากษาให้จำคุกนายเกษม 6 กระทง กระทงละ 2 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน โดยพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เป็นเรื่องร้ายแรง องค์คณะฯเสียงข้างมากจึงมีมติไม่รอการลงโทษทันทีที่ถูกตัดสินจำคุกโดยไม่รอการลงโทษนายเกษมหันไปสวมกอดนางดวงสุดา ภรรยาที่มาคอยให้กำลังใจอยู่ข้างๆ ก่อนที่นายเกษมจะถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

สนช.แถลงเปิดสำนวนสอย “ปึ้ง”

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระบวนการถอดถอนนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯและอดีต รมว.ต่างประเทศ กรณีการออกหนังสือเดินทางธรรมดาให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โดยมิชอบตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งเรื่องให้ สนช.ดำเนินการ โดย น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นตัวแทนแถลงเปิดสำนวนว่า เรื่องนี้สืบเนื่องจากกรณีที่นายทักษิณได้ยื่นคำร้องขอหนังสือเดินทางธรรมดาที่ถูกเพิกถอนไป ต่อสถานทูตไทยที่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ วันที่ 25 ต.ค.2554 และส่งเรื่องมายังกระทรวงการต่างประเทศ นายสุรพงษ์ รมว.ต่างประเทศในขณะนั้นได้สั่งท้ายหนังสือถึงกรมการกงสุลว่า นโยบายรัฐบาลปัจจุบันเห็นว่าการอยู่ต่างประเทศต่อไปของนายทักษิณไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย ขอให้ยกเลิกคำสั่งยกเลิกหนังสือ เดินทาง และให้ออกหนังสือเดินทางธรรมดาให้ ในที่สุดกรมการกงสุลจึงคืนหนังสือเดินทางให้นายทักษิณ เมื่อวันที่ 26 ต.ค.2554

ป.ป.ช.ฉะช่วย “ทักษิณ” ตามอำเภอใจ

นางสุภากล่าวว่า ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศ ไม่ตรวจสอบความถูกต้องและสถานะผู้ร้องขอหนังสือ เดินทาง เพราะนายทักษิณถูกออกหมายจับหลายคดีและจากการตรวจสอบนโยบายรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ ไม่พบว่าในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภามีเรื่องการคืนหนังสือเดินทางแก่นายทักษิณ อีกทั้งนายทักษิณมีชื่อในบัญชีบุคคลที่ต้องตรวจสอบการออกหนังสือ เดินทาง แต่นายสุรพงษ์กลับออกหนังสือเดินทางให้ภายในวันเดียว เป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจ ปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ช่วยให้นายทักษิณไม่ยอมเดินทางกลับมาเมืองไทยเพื่อฟังคำพิพากษาคดีต่างๆ

“ปึ้ง” รู้ชะตากรรม ไม่ขอความเห็นใจ

ขณะที่นายสุรพงษ์แถลงเปิดสำนวนว่า ไม่ขอความเห็นใจจากทุกคน เพราะทราบว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ที่มาชี้แจงเพื่อให้จบตามพิธีกรรมของ สนช. ยืนยันตลอดชีวิตการทำงานยึดมั่นกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ ไม่เคยสั่งการข้าราชการทำสิ่งผิด การบรรจุวาระถอดถอนตนใช้เวลา 1 เดือน เป็นการเร่งรีบจัดการกับตนจะปฏิเสธว่าไม่มีใบสั่งคงไม่ได้ อย่ายัดเยียดความผิดตนเพราะอยู่พรรคเพื่อไทย หรือมีเจ้านายชื่อทักษิณ ทำให้ลืมตัวบทกฎหมาย ขอชี้แจงใน 5 ประเด็น อาทิ คำร้องของนายวิรัตน์ กัลยาศิริ อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ ที่เข้าชื่อ ส.ส. 139 คนถอดถอนตน ถือว่าไม่ครบถ้วนตามกฎหมาย เพราะไม่มีการลงลายมือชื่อแนบสำเนาบัตรประชาชนของผู้เข้าชื่อ อีกทั้งนายภักดี โพธิศิริ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ถือว่าขาดคุณสมบัติเป็นกรรมการ ป.ป.ช. เนื่องจากไม่ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการในองค์การเภสัชกรรมเมอริเออร์ชีววัตถุ จำกัด ภายในเวลาที่กำหนด จึงถือว่าไม่มีคุณสมบัติเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ตั้งแต่ต้น ส่วนที่ ป.ป.ช.ระบุว่า ตนใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศ ว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง ระบุว่าปลัดกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้มีหน้าที่โดยตรงในการออกหนังสือเดินทาง มิได้เป็นอำนาจของ รมว.ต่างประเทศ การให้นโยบายเป็นเพียงข้อพิจารณาเพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่

ร่ายยาวแก้ครหานาน 4 ชม.เต็ม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุรพงษ์ใช้เวลาแถลงเปิดสำนวนยาวเหยียด ยืนชี้แจงนานถึง 4 ชั่วโมงเต็มตั้งแต่เวลา 11.30 น. ถึง 15.30 น. แม้จะแจ้งว่ามีอาการกล้ามเนื้อขาอ่อนแรง ต้องขอนำเก้าอี้พิเศษส่วนตัวมาใช้ในห้องประชุมก็ตาม แต่นายสุรพงษ์ก็ไม่ได้นั่งเก้าอี้ดังกล่าว หลังจาก ป.ป.ช.และนายสุรพงษ์แถลงเปิดสำนวนเสร็จแล้ว ที่ประชุมสนช.ได้ตั้งคณะกรรมาธิการซักถาม จำนวน 7 คน อาทิ พล.ร.อ.ธราธร ขจิตสุวรรณ นายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ นายยุทธนา ทัพเจริญ นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ นายวิทยา ฉายสุวรรณ มาทำหน้าที่ซักถามคู่กรณีทั้งสองฝ่ายให้มาตอบข้อสงสัยจากสมาชิก สนช.ในวันที่ 23 มี.ค.ต่อไป

“บิ๊กป้อม” สั่งจัดระเบียบดูงาน ตปท.

ที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กรณีการเดินทางไปศึกษาดูงานของวิทยาลัยเสนาธิการทหาร (วสท.) ว่า ได้สั่งการให้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) รวบรวมหลักสูตรของกระทรวงกลาโหมที่ต้องดูงานต่างประเทศทั้งหมด เพื่อประเมินความคุ้มค่าและโปรแกรมดูงาน เหมาะสมหรือไม่ โดยเฉพาะประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับแล้ว เพราะการเดินทางไปศึกษาดูงานไม่จำเป็นต้องไปเป็นกลุ่มใหญ่ แต่อาจจะเพียง 3-4 คนเพียงพอแล้ว และต้องไม่จำกัดโซนประเทศที่ไปศึกษาดูงาน แต่จะดูความเหมาะสมและความเชี่ยวชาญด้านที่ไปเป็นหลัก

รปภ.เข้มติดเซ็นเซอร์รอบทำเนียบฯ

วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณเสาประตูเข้า-ออก ทุกประตูและเสากำแพงรอบทำเนียบฯ มีการติดตั้งเครื่องเซ็นเซอร์ ซึ่งได้รับการเปิดเผยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำทำเนียบฯว่า มีคำสั่งให้ติดตั้งเครื่องเซ็นเซอร์บริเวณรอบกำแพง 36 ตัว ป้องกันการปีนบุกเข้ามาภายใน หลังเกิดกรณีผู้ร้องเรียนแอบปีนกำแพงบุกเข้าทำเนียบฯหลายครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ดังกล่าว เพื่อเป็นการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลความเรียบร้อยโดยรอบอีกทางหนึ่ง ถ้ามีบุคคลที่ปีนบุกเข้ามาภายใน ระบบเซ็นเซอร์นี้จะส่งเสียงดังและส่งสัญญาณไปยังป้อมตำรวจที่อยู่ใกล้เคียงและศูนย์รักษาความปลอดภัยมัฆวาน บริเวณประตู 5 ของทำเนียบฯ โดยเครื่องเซ็นเซอร์นี้จะเปิดทั้งกลางวันและกลางคืน

นายกฯมอบเกียรติบัตรวัน ขรก.ปี 60

ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวการจัดงานวันข้าราชการพลเรือน ประจำปี พ.ศ. 2560 ว่า โดยปีนี้จัดงานภายใต้หัวข้อ “สืบสานพระราชปณิธานและหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” โดยจัดขึ้นในวันที่ 31 มี.ค.60 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล และมีการจัดกิจกรรมต่างๆขึ้นที่ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล ประกอบด้วย การแสดงนิทรรศการสืบสานพระราชปณิธานและหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ของหน่วยงานต่างๆ เปิดทำบัตรประจำตัวประชาชน หนังสือเดินทาง สาธิตอาชีพและฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ฟรี และวันดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นพิธีมอบเกียรติบัตรและเข็มเชิดชูเกียรติแก่ข้าราชการพลเรือนดีเด่นและลูกจ้างประจำดีเด่นประจำปี 59 จำนวน 614 ราย

จี้ รมว.ศธ.สอบเลือกนายกฯอาชีวะ

ที่ จ.สระบุรี นายสำอาง แก้วประดับ ผู้สมัครนายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษา ภาคกลาง 2 เปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือถึง รมว.ศึกษาธิการให้ตรวจสอบบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เพื่อแต่งตั้งเป็นนายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 2 เนื่องจากบุคคล 1 ใน 2 ที่ได้รับการคัดเลือกมีคุณสมบัติไม่ตรงตามกฎกระทรวงที่ระบุว่า ผู้ได้รับการคัดเลือกต้องไม่เป็นข้าราชการครู คณาจารย์ประจำ เจ้าหน้าที่ พนักงานราชการของกรมอาชีวศึกษา หรือต้องไม่เป็นลูกจ้างของสถาบันนั้น แต่จากการตรวจสอบพบว่าบุคคล1 ใน 2 เป็นพนักงานราชการพิเศษ กรมอาชีวศึกษา ได้รับเงินเดือนละ 54,000 บาท และพัวพันคดีทุจริตด้วย ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้ รมว.ศึกษาธิการตรวจสอบบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกด้วย เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรม เป็นแบบอย่างที่ดีของระบบราชการไทยต่อไป

เสียใจกัมพูชาสูญเสีย “สก อาน”

เมื่อเวลา 10.45 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีสมเด็จวิบุลปัญญา สก อาน รองนายกรัฐมนตรีและ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ถึงแก่ อนิจกรรมว่า ไทยขอแสดงความเสียใจต่อการถึงแก่ อนิจกรรมของสมเด็จฯสก อาน ซึ่งถือเป็นบุคคลสำคัญของกัมพูชา ทั้งนี้ขอแสดงความเสียใจต่อกัมพูชาในฐานะสมาชิกอาเซียนและต่อครอบครัวของสมเด็จฯสก อาน ตนได้โทรศัพท์แสดงความเสียใจกับนายปรัก สุคน รมว.ต่างประเทศกัมพูชาแล้ว ขณะที่จะมีการแสดงความเสียใจในระดับหัวหน้ารัฐบาลอีกครั้ง และจะส่งผู้แทนไปเข้าร่วมในพิธีศพต่อไป สมเด็จฯสก อาน ถือเป็นมือขวาของสมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เป็นเวลาหลายสิบปี อย่างไรก็ดีเชื่อว่าหลายเรื่องที่ดำเนินอยู่จะดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นมั่นใจผลแจงสิทธิมนุษยชนโลกชื่นชมนายดอนยังกล่าวถึงการที่คณะผู้แทนไทยได้เดินทางไปนำเสนอรายงานด้วยวาจาต่อที่ประชุมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน หรือคณะกรรมการประจำกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ไอซีซีพีอาร์) ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์

แลนด์ ว่า การชี้แจงด้วยวาจา

เมื่อวันที่ 13-14 มี.ค.ที่ผ่านมา มีเวลาชี้แจงวันละ 3 ชั่วโมง ได้พูดคุยตอบคำถามในประเด็นหลากหลาย อาทิ รายละเอียดของร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ศาลทหาร การใช้ พรก.ฉุกเฉินในพื้นที่ภาคใต้ โทษประหารชีวิต หลังการชี้แจงที่ประชุมมีความเข้าใจกับบทบาทและการเอาใจใส่ของเรา แสดงให้เห็นถึงบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศที่โปร่งใส จริงจัง พร้อมรับฟัง และเข้าร่วมอย่างอาจหาญตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อนที่เราเข้าเป็นภาคีไอซีซีพีอาร์ จึงได้รับความชื่นชมว่าเราจัดแจงบ้านเมืองของเราให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย

นางกาญจนา ภัทรโชค รองอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ ซึ่งเพิ่งกลับจากการเดินทางไปร่วมประชุมไอซีซีพีอาร์ กล่าวว่า หลังจากนี้คณะกรรมการไอซีซีพีอาร์จะส่งข้อสังเกตโดยสรุปมาให้ไทยภายในเดือน มี.ค.นี้ จากนั้นกระทรวงยุติธรรมจะนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป

โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง “กิตติพงษ์”

วันเดียวกัน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่องแต่งตั้งข้าราชการพลเรือน ด้วยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 21 ก.พ.60 อนุมัติให้นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ บรรจุกลับเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจํา (นักบริหารระดับสูง) สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สํานักนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้สงวนตำแหน่งไว้ ตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ.60 และได้นําความกราบบังคมทูล พระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ ดํารงตําแหน่งต่อไปแล้ว บัดนี้ได้มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ให้ดํารงตําแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจํา (นักบริหารระดับสูง) สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สํานักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ.60 ผู้รับสนองพระราชโองการ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี