บริการข่าวไทยรัฐ

จับตา “บาทแข็ง” สวนเฟดขึ้นดอก เงินไทยไม่ไหลออก-หุ้น-ทองคำเด้งรับระนาว

หลังจากคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ออกแถลงการณ์ปรับขึ้นดอกเบี้ยระยะสั้น (federal funds rate) 0.25% สู่ระดับ 0.75-1.00% ขณะที่จุดยืนยังคงผ่อนคลายพร้อมที่จะขึ้นดอกเบี้ยต่อ ส่งผลเอกชนห่วงค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่อง หุ้น-ทองเด้งขึ้นรับข่าว

นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในส่วนดอกเบี้ยนโยบายของไทย ธปท.มองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อัตรา 1.50% ยังผ่อนคลายและเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และหากจะพิจารณาผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมจะต้องดูว่าผลประโยชน์ที่มีต่อเศรษฐกิจจะมากกว่าผลกระทบด้านลบอื่นๆเช่น ผลต่อการออมของคนในภาวะดอกเบี้ยต่ำ และผลต่อเสถียรภาพการเงินของประเทศ

“ขณะที่ความกังวลต่อภาวะเงินเฟ้อต่ำทั่วโลก (global disinflationary shock) ได้ลดลง และเริ่มเห็นสัญญาณของ การฟื้นตัวของเงินเฟ้อ (global reflation) จากที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกและผลตอบแทนตราสารหนี้ที่ปรับสูงขึ้น ดังนั้น ธปท. จึงมองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1.5% ยังอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ”

รัฐพร้อมดูแลเงินทุน-ส่งออก

สำหรับผลกระทบต่อค่าเงินบาทและตลาดการเงินของไทยนั้น น.ส.วชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.สายตลาดการเงิน กล่าวว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดครั้งนี้ ถือว่าเป็นไปตามการคาดหมายของตลาด และไม่ได้เป็นการรีบเร่งขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต เบื้องต้นจึงเห็นการปรับตัวของตลาดการเงินเพียงเล็กน้อย โดยลดการถือครองเงินดอลลาร์บางส่วนลง ทำให้ค่าเงิน สกุลหลักและภูมิภาคปรับตัวแข็งค่าขึ้น รวมทั้งค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ ในระยะต่อไปดอกเบี้ยสหรัฐฯยังอยู่ในขาขึ้น แต่ยังไม่มีความไม่แน่นอนในแง่ของเวลาตลาด จึงมีความผันผวน ทำให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญกับการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด แม้จะมีผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายแต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมาก โดยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดจะส่งผลกระทบเงินทุนเคลื่อนย้ายที่จะไหลกลับไปสหรัฐฯมากขึ้น แต่สำหรับประเทศไทยนั้นสภาพคล่องการเงินที่มีจำนวนมาก จึงไม่มีผลกระทบและค่าเงินบาทขึ้นลงตามแรงซื้อและขายมากกว่าปัจจัยอื่น ขณะที่นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ธปท.มีเครื่องมือที่ดูแลเงินทุนเคลื่อนย้าย และดูแลได้มีประสิทธิภาพอยู่แล้ว โดยค่าเงินบาทก็ถือว่ามีเสถียรภาพ

น.ส.พิมชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าวว่า ตลาดสหรัฐฯเป็นตลาดส่งออกของไทยในสัดส่วน 9.7% ของการส่งออกรวม เมื่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯฟื้นจะส่งผลดีต่อสินค้าเกษตรและอาหารทำให้ราคาสินค้าเกษตรในประเทศดีขึ้นตามไปด้วย ขณะที่ค่าเงินบาทที่ระดับ 35-36 บาท/เหรียญฯ แม้ว่าจะเป็นผลดีต่อภาพรวมการส่งออก แต่ต้องดูอัตราแลกเปลี่ยนของเพื่อนบ้านด้วย เพราะจะสะท้อนขีดความสามารถการแข่งขัน

เอกชนห่วง “ค่าบาทไม่ยอมอ่อน”

นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ค่าเงินบาทยังคงอยู่ในภาวะแข็งค่าเฉลี่ย 35.03 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ต่อเนื่อง ถือว่ายังคงไม่อ่อนค่าตามที่คาดการณ์ไว้ ดังนั้น คงต้องติดตามค่าเงินอีกระยะหนึ่งเพื่อประเมินแนวโน้มอีกครั้ง โดย ส.อ.ท.จะต้องติดตามค่าเงินบาทใกล้ชิดเพราะเฟดขึ้นดอกเบี้ย แนวโน้มค่าบาทอาจจะอ่อนค่าลง แต่ขณะนี้ยังคงแข็งค่า ยังไม่แน่ใจว่าจะไปในทิศทางใด แต่ภาพรวมส่งออกปีนี้ยังคงมองว่ายังโตได้ 2-3% จากปีที่ผ่านมา แม้ว่าเฟดจะส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้

ด้านนายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) กล่าวว่า ระยะสั้นๆนี้คาดว่าค่าเงินบาทจะมีความผันผวน แต่จะมีทิศทางไปในทางแข็งค่ามากกว่า เนื่องจากปัจจัยสำคัญได้แก่ 1.ประเทศไทยมีดุลการค้าเกินดุล 2.ประเทศไทยยังมีทุนสำรองค่อนข้างมาก 3.การเมืองมีเสถียรภาพ ทำให้เงินยังคงไหลเข้ามายังประเทศไทยอยู่ ประกอบกับแม้ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย แต่หลายคนยังคงมองว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯยังคงมีความผันผวน ด้วยนโยบายของนายทรัมป์ ขณะที่สหภาพยุโรปมีปัจจัยเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของหลายประเทศทั้งฝรั่งเศส เยอรมนี ฯลฯ

“ภาพรวมขณะนี้เงินบาทยังคงแข็งค่าต่อเนื่อง เพราะที่ผ่านมาเฟดได้ส่งสัญญาณไปแล้วล่วงหน้าส่วนหนึ่งเงินทุนก็ไหลออกไปจากประเทศไทยจำนวนหนึ่ง แต่ก็ไม่มากนัก ดังนั้น ค่าเงินบาทจะสวิงไปในทิศทางใดต้องใช้เวลาติดตามสถานการณ์ในอีก 1 เดือนข้างหน้า จึงจะเห็นภาพชัดเจน”

เชื่อมั่นพุ่ง หุ้น-ทองคำเด้งรับข่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวราคาหุ้น ทองคำ ในการซื้อขายวันที่ 16 มีนาคม 2560 ว่า ทันทีที่เปิดการซื้อขายดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้นแรงรับข่าวธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ย โดยปิดตลาดที่จุดสูงสุด 1,557.05 จุด เพิ่มขึ้น 16.25 จุด ขณะที่ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้นแรงเช่นกัน โดยราคาทองคำในประเทศประกาศโดยสมาคมค้าทองคำปรับขึ้นทันทีบาทละ 250 บาท ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,250 บาท ขายออกบาทละ 20,350 บาท ทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,889.92 บาท ขายออกบาทละ 20,850 บาท ราคาทองคำโลกอยู่ที่ 1,225.50 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นดอกเบี้ยทำให้ดัชนีหุ้นไทยในช่วงเช้าของวันที่ 16 มี.ค. ปรับขึ้นรับข่าว และตลาดยังมองว่ามีโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ ซึ่งการปรับขึ้นแต่ละครั้งจะส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทจดทะเบียนปรับเพิ่มขึ้น ส่วนอัตราดอกเบี้ยของไทยไม่น่าจะปรับเพิ่มขึ้นเนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ส่วนเงินทุนต่างชาติจะไหลออกได้หรือไม่นั้น พบว่าในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ต่างประเทศได้ทยอยขายหุ้นไทยไปบ้างแต่ถือเป็นจำนวนที่ไม่มากนัก นอกจากนั้น จากการติดตามข้อมูลยังพบอีกว่า กำไรบริษัทจดทะเบียนของไทยยังเติบโตดีกว่าเศรษฐกิจเกิดใหม่ประเทศอื่น จึงเชื่อว่าหุ้นไทยยังเป็นที่สนใจในสายตานักลงทุนต่างประเทศ

นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง และนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุนเปิดเผยว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ไม่เหนือความคาดหมาย แต่น่าแปลกใจที่ตลาดหุ้นไทย สหรัฐฯ และทองคำกลับปรับขึ้นไปอีก จึงประเมินว่ามีนักลงทุนบางส่วนมั่นใจในความชัดเจนจึงกลับเข้ามาซื้อขายหุ้นอีก หรือบางกลุ่มอาจเข้ามาเล่นเพราะอารมณ์.