บริการข่าวไทยรัฐ

'เจโทร' กรุงเทพฯ เผยนักธุรกิจญี่ปุ่นมีแผนขยายลงทุนเพิ่มในไทย

เจโทร กรุงเทพฯ เผยนักธุรกิจญี่ปุ่นในไทย มีแผนขยายลงทุนเพิ่มเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 56 ที่ชะลอลงทุน หลังเห็นแนวโน้มเศรษฐกิจไทยดี ยอดขายเพิ่ม รัฐบาลไทยส่งเสริมผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ส่วนสหรัฐฯ ถอนตัวจาก "ทีพีพี" ทำสมาชิกดิ้นหาทางให้มีผลบังคับใช้จริง ทั้งหาสมาชิกใหม่ เปลี่ยนชื่อความตกลง หรือทบทวนการเจรจา

เมื่อวันที่ 16 มี.ค.60 นายฮิโรโตชิ อิโตะ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส (ภูมิภาคเอเชีย) องค์การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) เปิดเผยว่า เจโทรได้สำรวจความคิดเห็นบริษัทญี่ปุ่นที่ประกอบธุรกิจใน 20 ประเทศสำคัญในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย รวมถึงไทย ระหว่างวันที่ 11 ต.ค.-11 พ.ย.59 รวม 4,642 บริษัท จากจำนวนบริษัทที่ส่งแบบสำรวจ 10,983 บริษัท ส่วนในไทย มีบริษัทที่ตอบกลับแบบสำรวจ 695 บริษัท จากจำนวน 2,176 บริษัท โดยบริษัทญี่ปุ่นในไทยคาดการณ์ว่า ในปี 60 จะมีผลกำไรเพิ่มขึ้นมีผู้ตอบ 45.3%, อีก 44.4% ระบุไม่เปลี่ยนแปลง และอีก 10.3% ระบุลดลง โดยธุรกิจที่มีผลกำไรเพิ่มขึ้น เช่น ยางและเครื่องหนัง เคมีภัณฑ์และเภสัชกรรม เครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และส่วนประกอบ เหล็ก เครื่องนุ่งห่ม การเงินและการประกันภัย ค้าส่งและค้าปลีก ขนส่ง ก่อสร้าง เป็นต้น ส่วนบริษัทที่ลงทุนในอาเซียน จะมีกำไรเพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะยอดขายเพิ่มขึ้น และประสิทธิภาพการผลิตดีขึ้น

เมื่อถามถึงแผนทางธุรกิจในอนาคตในไทย หรือใน 1-2 ปีข้างหน้า ผู้ตอบ 50.1% ระบุจะขยายการลงทุนเพิ่ม อีก 47.1% ระบุไม่เปลี่ยนแปลง และอีก 2.7% จะย้ายฐานและถอนการผลิตไปจากไทย โดยบริษัทที่จะขยายการลงทุนเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และเภสัชกรรม ตามด้วยค้าปลีกและค้าส่ง เพราะยอดขายเพิ่มขึ้น ธุรกิจมีศักยภาพที่จะเติบโตได้ในระดับสูง รัฐบาลไทยส่งเสริมการผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เป็นต้น

"ตั้งแต่ปี 56 เป็นต้นมา ธุรกิจญี่ปุ่นในไทยไม่มีแผนขยายการลงทุนเพิ่ม แต่ตั้งแต่ปี 59 เห็นสัญญาณการลงทุนเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรก ส่วนบริษัทที่จะย้ายฐาน หรือถอนการลงทุนจากไทย ในแบบสำรวจไม่ได้ถามเจาะว่าจะไปลงทุนที่ประเทศใด แต่ถามถึงสาเหตุเพราะอะไร ซึ่งบริษัทที่ลงทุนในไทยและประเทศอื่นๆ ในอาเซียนตอบเหมือนกันว่าเพราะยอดขายตก ต้นทุนเพิ่ม ศักยภาพการเติบโตของธุรกิจมีน้อย ขาดแคลนแรงงาน กฎระเบียบที่เข้มงวด เป็นต้น"

สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการทำธุรกิจในไทย ผู้ตอบ 59.3% ระบุค่าแรงงานสูง, 59% ระบุความยากในการควบคุมคุณภาพ, 48.5% คุณภาพของแรงงาน, 47.3% คู่แข่งมีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น และ 45.0% ความผันผวนของค่าเงินบาทและค่าเงินเยน ซึ่งประเด็นเหล่านี้บริษัทญี่ปุ่นในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ เมียนมา อินโดนีเซีย และเวียดนาม ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน

ด้านนายฮิโรกิ มิทสึมะตะ ประธานเจโทร กรุงเทพฯ กล่าวถึงการเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) ว่า การถอนตัวของสหรัฐฯ ออกจากความตกลงทีพีพี ทำให้ความตกลงนี้ถูกแช่แข็ง แต่สมาชิกอยู่ระหว่างการหารือว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไรโดยไม่สหรัฐฯ เช่น หาสมาชิกใหม่ เปลี่ยนชื่อความตกลงใหม่ หรือปรับปรุงการเจรจาใหม่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังตอบไม่ได้ว่า ธุรกิจของญี่ปุ่นจะได้รับผลกระทบจากการที่ข้อตกลงทีพีพีชะลอการมีผลบังคับใช้หรือไม่ เพราะยังไม่รู้ว่า สหรัฐฯ จะมีนโยบายการค้าอย่างไร แต่ที่แน่ๆ หากกีดกันการค้ากับเม็กซิโก อาจทำให้ธุรกิจของญี่ปุ่นที่ลงทุนในเม็กซิโก และส่งออกมาสหรัฐฯ เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วนได้รับผลกระทบ.