บริการข่าวไทยรัฐ

รวมวีรกรรม บิ๊กกร่าง โชว์พาว จนชาวบ้านต้องจดจำฝังใจ

คุณจำเหตุการณ์เหล่านี้ได้มั้ย...!?
ที่คนใหญ่คนโต “กระทำ” การบางอย่างที่ดูคล้ายว่าเป็นการ “รังแก” ชาวบ้านตาดำๆ หรือ ลูกน้องที่ “ยศ” ต่ำกว่า จนกลายเป็นเรื่องดราม่าบานปลายใหญ่โต ซึ่งที่ผ่านมา กรณีดังกล่าวมักเกิดขึ้นกับข้าราชการ หรือผู้ที่มีหน้าที่รับใช้ประชาชน แต่กลับหลงลืมภาระนั้นไป..

คำว่า “ข้าราชการ” หากแยกตามตัว คือ “ข้า” คำนามตามราชบัณฑิตนั้น หมายความว่า “บ่าวไพร่ คนรับใช้ หรือใช้แทนคำแทนตัวผู้พูดที่เสมอกันอย่างเป็นกันเอง”

“ราชการ” หมายถึง การงานของรัฐบาลหรือของพระเจ้าแผ่นดิน แต่หากว่ารวมกันเป็นคำว่า “ข้าราชการ” จะตีความหมายว่า บ่าวไพร่..คนรับใช้ของรัฐบาลหรือพระเจ้าแผ่นดิน 

เมื่อเร็ว ๆ นี้ เกิดคดีที่ทำให้โลกโซเชียลได้วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เมื่อมีภาพวงจรปิดจับภาพ นายอนุสร จิรพงศ์ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ทำร้ายร่างกายพนักงานร้านอาหาร เมื่อวันที่ 10 มี.ค.

ในเวลาต่อมา เจ้าตัวได้ยอมรับว่าลงมือกระทำจริงด้วยการ "เขกหัว" เพราะไม่ชอบให้ใครมาเรียกว่า "ป๋า" เรื่องนี้จึงลุกลามบานปลายถึงขั้นมีการตั้งกรรมการสอบจริยธรรม

น.ส.วลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) คนที่สอง ในฐานะประธานคณะกรรมการจริยธรรม สปท.กล่าวภายหลังตรวจสอบเรื่องนี้ว่า 

"คณะกรรมการจริยธรรมฯ เห็นว่า กรณีดังกล่าวมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่คณะกรรมการจริยธรรมฯ จะดำเนินการได้ จึงมีมติให้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา และเห็นว่ามีมูลเพียงพอที่จะพิจารณาต่อไปได้ ว่า การกระทำดังกล่าวอาจมีลักษณะเป็นการฝ่าฝืน การประพฤติและปฏิบัติตนเพื่อให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ประชาชน และแบบอย่างที่ดีในการรักษาขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรม รวมทั้งการต้องเคารพกฎหมาย ตลอดจนถึงกรอบของศีลธรรมและจริยธรรมตามข้อบังคับ ว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติและกรรมาธิการ พ.ศ.2558 ประกอบข้อบังคับ สปท. พ.ศ.2558 ข้อ 102 ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการจริยธรรมฯ ได้พิจารณาข้อมูลและหลักฐานแจกสื่อทุกแขนง โดยจะประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งในวันที่ 20 มี.ค."

ผลจะเป็นอย่างไรคงต้องดูกันต่อไป

คดีนี้ไม่ใช่คดีแรก เพราะที่ผ่านมาก็มีเหตุการณ์ในลักษณะคล้ายกันเกิดขึ้นอยู่เนืองๆ ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น วันนี้ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้เก็บรวบรวมมาให้แล้ว 

ซี 7 บ้องหูพนักงานตรวจค้นอาวุธ คาสนามบินสุวรรณภูมิ 

"คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะตรวจร่างกายผม...” 

เสียงที่ชายสูงวัยพูดกับหนุ่มที่มีหน้าที่ตรวจค้นร่างกาย ณ สนามบินสุวรรณภูมิ
แค่เพียงอึดใจ ชายดังกล่าวก็ประชิดก่อนตบบ้องหู ซึ่งต่อมา ได้หนุ่มคนดังกล่าว ได้ไปรักษาตัว แพทย์ระบุว่า เยื่อแก้วหูด้านซ้ายฉีกขาด แพทย์ได้ออกใบรับรองแพทย์หยุดงานเพื่อรอดูอาการ 5 วัน

ข้างต้นคือเหตุการณ์ที่เหยื่อได้พูดไว้หลังมีคลิปดังเผยแพร่กระฉ่อนโซเชียลเมื่อประมาณ ต้นปี พ.ศ.2555 เป็นที่กล่าวขวัญอย่างวงกว้าง หลังจากมีคลิปจากกล้องวงจรปิดเผยแพร่บนโลกโซเชียล โดยมีข้าราชการซี 7 ออกอาการยัวะแล้วบึ่งตรงเข้าไป “ตบบ้องหู” พนักงานตรวจอาวุธของสนามบินสุวรรณภูมิ โดยกล้องวงจรปิดถูกบันทึกในเวลา 13.02 น. วันที่ 8 ม.ค.55

ในคลิปเป็นภาพเจ้าหน้าที่ชายคนหนึ่งอายุ 30 ปีเศษ ขออนุญาตนำเครื่องตรวจจับอาวุธ ขอตรวจค้นชายวัยกลางคนสวมสูท ท่าทางภูมิฐาน อายุราว 55 ปี แต่ชายดังกล่าวกลับแสดงความไม่พอใจที่ถูกตรวจค้น จึงใช้มือทั้งสองข้างตบเข้าไปที่หูของเจ้าหน้าที่ ก่อนมีปากเสียงกัน โดยชายดังกล่าวอ้างเป็นข้าราชการซี 8 กรมศุลกากร จะเข้าไปส่งคณะอดีต จนท.ชั้นผู้ใหญ่ ก.คลัง ที่จะเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวได้แสดงความอ่อนน้อมคล้ายกับขอโทษ ทำให้ชายวัยกลางคนยอมผละจากไป

หลังเกิดเหตุ หนุ่มในคลิป ได้เข้าแจ้งความที่ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบพบว่า ชายสูงอายุดังกล่าว คือ ข้าราชการระดับ 7 กรมศุลกากร

นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมศุลกากร (ขณะนั้น) กล่าวยอมรับว่า เท่าที่ตรวจสอบพบว่าเป็นข้าราชการกรมศุลกากรจริง คือ นายสมบัติ ชาติไชยไววิทย์ อายุ 55 ปี เป็นหัวหน้าฝ่ายตรวจสอบผู้โดยสาร ประจำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นระดับ 7 ไม่ใช่ระดับ 8 ตามกระแสข่าว เบื้องต้น ได้มีคำสั่งย้ายให้เข้ามาประจำการในสำนักบริหารกลางของกรมศุลกากรแล้ว เพื่อรอตรวจสอบข้อเท็จจริง หากมีความผิดจริง จะมีการลงโทษ ตามระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ.” อธิบดีกรมศุลกากรกล่าว

สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความเสียหายในแง่ภาพลักษณ์ต่อกรมศุลกากรเป็นอย่างมาก แม้ว่าจะเป็นพฤติกรรมส่วนตัว และไม่ได้พบการกระทำที่เป็นการทุจริตก็ตาม เนื่องจากด่านศุลกากรที่ทำหน้าที่อยู่ในสุวรรณภูมินั้น ถือเป็นหน้าด่านสำคัญสำหรับการต้อนรับ ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบมากเป็นพิเศษ และปฏิบัติเท่าเทียมกันเนื่องจากเป็นมาตรฐานสากล

“ผมได้เข้าไปดูคลิปวิดีโอดังกล่าวแล้ว ก็เกิดความไม่สบายใจ เพราะถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เราจะดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และเด็ดขาด”

ในเวลาต่อมา นายสมชาย ได้เปิดเผยผลสอบสวนว่า ข้อสรุปว่า เจ้าหน้าที่ซี 7 คนดังกล่าว “ผิดวินัยไม่ร้ายแรง” เนื่องจากมีอาการทางประสาท ไม่สามารถที่จะควบคุมอารมณ์ได้ จึงให้หยุดงาน รักษาตัว 2 เดือน ซึ่งขณะนี้ได้หยุดการปฏิบัติหน้าที่ไปแล้ว

ท่านประธานตบลูกน้องคาสำนักงาน

คลิปสะเทือนเลือนลั่นโซเชียลมีเดีย หลังมีผู้แพร่ในโลกออนไลน์ เป็นฉากวิวาทะในสำนักงานแห่งหนึ่ง หญิงสาวสูงวัยกับท่านประธาน โดยเรื่องของเรื่องมาจากการสอบถามว่าจะไปงานของนายอำเภอหรือไม่

“ทำไมต้องต้อนรับนายอำเภอ นายอำเภอสำคัญยังไง ที่บ้านกูก็มีงาน...?”

หลังจากนั้นก็มีการโต้เถียงกัน โดยฝ่ายท่านประธานเป็นฝ่ายต่อว่าลูกน้องสาวอย่างเสียๆ หายๆ ขณะที่ฝ่ายหญิงก็ได้อธิบาย พร้อมกล่าวเตือนให้ระงับอารมณ์ เพราะมีกล้องวงจรปิดจับภาพอยู่

“กูไม่กลัว..”

จากนั้น เหตุการณ์เริ่มลุกลามบานปลาย เมื่อฝ่ายชายเริ่มเรียกฝ่ายหญิงว่าเป็น “ตัว” จากนั้นเดินมาใกล้กัน ฝ่ายหญิงจึงท้าให้ตบ ยังไม่ทันขาดคำ ท่านประธานที่กำลังเลือดขึ้นหน้าก็ตบด้วยซ้ายฉาดใหญ่ดังลั่นสำนักงาน จนเพื่อนพนักงานหญิงอีกคนรีบเข้ามาห้ามกันอย่างชุลมุน

อย่างไรก็ตาม ได้มีการตรวจสอบต่อมา และ พบว่า “ท่านประธาน” คนนี้ คือ นายนพดล เอมบัณฑิตย์ อายุ 57 ปี เป็นประธานสหกรณ์การเกษตรอำเภอด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี เรื่องของเรื่องชนวนเหตุมาจาก วันที่ 16 ต.ค.59 ได้มีนายอำเภอย้ายมาใหม่ ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วก็จะมีข้าราชการ บุคคล มาให้การต้อนรับ แต่...วันนั้นเป็นวันแต่งลูกสาวท่านประธาน ลูกน้องก็รู้อยู่แล้วว่าได้มีการจัดงานแต่งที่บ้าน แต่เมื่อโทรไปถามจึงเกิดโทสะขึ้น และสุดท้ายก็จบด้วยการลงไม้ลงมือ

อย่างไรก็ดี หลังเกิดเหตุ ประธานสหกรณ์คนดังกล่าว ได้ยื่นใบลาออก ซึ่งเจ้าทุกข์ที่เป็นฝ่ายหญิงก็ไม่ติดใจ ส่วนในทางกฎหมายก็ดำเนินคดีกันไป..

โพสต์เดียวเป็นเรื่อง “อยากเห็นอะไรสวยงาม”

อีกเรื่องดราม่า ที่ถูกโจษจันเมื่อปลายปีก่อน คือ กรณี เลขาฯ นายก อบต. รายหนึ่ง จู่ๆ ก็โพสต์ทำนองว่า “อยากเห็นอะไรสวยงาม” ประหนึ่งรู้สึกว่าไม่พอใจที่หญิงข้าราชการรายหนึ่ง ได้โพสต์ข้อความและแท็กเพื่อน (ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับ เลขาฯ อบต.คนดังกล่าว) แต่พี่แกดันเห็น ซึ่งในโพสต์ได้ระบายอารมณ์เปรียบเปรยว่ามีภรรยาหน้าตาดี การงานดี ฐานทางสังคมดี ไม่เคยแท็กเฟซบุ๊กใคร แถมสุดท้ายยังลงว่า ข้าคือ เลขาฯ นายก อบต. แห่งหนึ่งซะด้วย

หลังจากโพสต์ดังกล่าวไป ลูกสาวของหญิงข้าราชการเห็นเข้าจึงไม่พอใจ และแคปภาพดังกล่าวไปโพสต์ต่อ ซึ่งต่อมาทั้งคู่ได้มีการแชตคุยกัน และสุดท้ายคือ ฝ่าย เลขาฯ อบต. คนดังกล่าว ก็ได้เข้าแจ้งความหมิ่นประมาท กับลูกสาวข้าราชการ

ข้าราชการหญิง กล่าวว่า “ต้องร้องไห้ทั้งวัน เพราะสงสารลูกสาวที่ถูกเลขาฯ นายก อบต. คนดังกล่าวแจ้งความดำเนินคดี จากการโพสต์ข้อความโดยที่ไม่ได้พาดพิงใคร ชีวิตนี้เหมือนคนมีกรรม ฐานะขัดสน ลำพังแค่สามีขี่จักรยานยนต์รับจ้างมีรายได้วันละไม่กี่บาท ลูกสาวเพิ่งจบปริญญาตรี รัฐประศาสนศาสตร์ก็ไม่มีปัญญาหาเงินหมื่นกว่าบาทไปรับปริญญา...ไม่รู้ว่าเขาจะรังแกไปถึงไหน...”

ปรากฏว่า หลังจากที่เธอโพสต์ดังนั้น มีคนเข้ามาแสดงความเห็นใจจำนวนมาก ขณะที่อีกด้านหนึ่ง เมื่อโลกโซเชียลรับรู้ กฎหมู่โลกไซเบอร์ก็ทำงาน คงไม่ต้องสาธยายว่ามีอะไรเกิดขึ้น เพราะสุดท้ายเลขาฯ อบต. คนดังกล่าวก็ถูกปลดฟ้าผ่า

ทั้งหมด คือบางส่วนของเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในสังคม หวังว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะเป็นอุทาหรณ์เตือนใจเหล่าบิ๊กๆ หรือ คนใหญ่คนโตทั้งหลาย ให้รู้จัก "ยับยั้งชั่งใจ" บ้าง มิเช่นนั้น อาจเจอดราม่าแบบนี้!

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน