บริการข่าวไทยรัฐ

'บิ๊กโด่ง' ถก คปต.ส่วนหน้า ชงขอเพิ่มสารวัตร-รอง ผกก. สางคดีความมั่นคง

"บิ๊กโด่ง" นำถก คปต.ส่วนหน้า เร่งดับไฟใต้ผ่านสันติวิธี จัดทำยุทธศาสตร์ ให้ ปชช.จัดการพื้นที่ตนเอง พร้อมเพิ่มอัตราพนักงานสอบสวน ระดับ สารวัตร-รองผู้กำกับ ลุยสางคดีความมั่นคง

เมื่อวันที่ 16 มี.ค.60 ที่ห้องสุรศักดิ์มนตรี กระทรวงกลาโหม พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะหัวหน้าผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา จชต. เป็นประธานการประชุมผู้แทนพิเศษของรัฐบาลฯ ครั้งที่ 2/2560

โดย นายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขานุการ คปต.ส่วนหน้า แถลงผลการประชุม ว่า ที่ประชุมเห็นชอบตั้งศูนย์ส่งเสริมการลงทุน ตามโครงการ พัฒนาสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยังยืน ที่จะให้สิทธิพิเศษ การประสานงานของส่วนราชการต่างๆ ตลอดจนการทำความเข้าใจภาคเอกชนที่ได้รับประโยชน์ จากนั้นนำเสนอข้อมูลโครงการ คือ แผนงาน 19 โครงการ ในปี 2560 ตามแผนงานปกติของส่วนราชการ จำนวนเงิน 1,700 ล้านบาท พร้อมทั้งพิจารณาโครงการเพิ่มเติม จำนวน 7 โครงการ จำนวน 774 ล้านบาท โดยใช้งบกลาง ซึ่งโครงการดังกล่าวจะนำเสนอ คปต.คณะใหญ่ และเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

ด้าน พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ ผู้แทนพิเศษของรัฐบาล กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าปัญหาใน จชต.รัฐมองคนเห็นต่างที่ขึ้นมาต่อสู้ไม่ใช่อาชญากรโดยสันดาน ซึ่งเราจะหาทางออกจากความขัดแย้งด้วยหลักกฎหมาย ตามแนวทางสันติวิธี เดิมใช้ มาตรา 21 และพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งพยายามดำเนินการให้มีประสิทธิภาพ และแก้ไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ทั้งนี้เราเตรียมศึกษาว่าจะยกเลิกพื้นที่ที่ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือไม่ พร้อมทั้งมีเครื่องมือในการดำเนินการต่อคนที่ไม่อยากออกจากความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ซึ่งต้องหาทางดำเนินการแก้ไขกันต่อไป ขณะที่การทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน และภาคประชาสังคมในพื้นที่ ให้เข้าใจกฎหมายดังกล่าว เพราะจะมีด้านบวกด้านลบของพี่น้องประชาชน คนที่ต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ด้วย ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในกระบวนการเรียบเรียงให้ออกจากความขัดแย้งได้ ซึ่งพี่น้องประชาชนอยากให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้วอยากให้ใช้ ม.21 แต่บางเรื่องกระบวนการที่ซับซ้อนคงความจำเป็นต้องใช้ แต่จะใช้อย่างไรให้เหมาะสม ก็จะเกี่ยวข้องกับงานที่ตนรับผิดชอบ คือการหาทางออกจากความขัดแย้งด้วยสันติวิธี โดยตนได้ประสานงานกับภาคประชาชน ซึ่งมีการเตรียมยุทธศาสตร์ให้ประชาขนมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่ตนเองว่าจะทำอย่างไร แทนรัฐเป็นผู้กำหนดเอง

เมื่อถามถึงการกำหนดพื้นที่เซฟติ้งโซน ใน จตช. พล.อ.อุดมชัย กล่าวว่า เป็นเรื่องของคณะผู้คุยสันติสุข จชต.ตนคงตอบไม่ได้ แต่ความรู้สึกส่วนตัวคิดว่าอยากให้เป็นพื้นที่เซฟติ้โซนทุกอำเภอเลย ซึ่งทั้งทางรัฐบาล และประชาชนอยากให้เกิดขึ้นทุกอำเภอ แต่คู่พูดคุยจะรับได้ไหม ก็ต้องว่ากันไป ซึ่งตอนนี้คิดว่ากำลังเนินการทำความเข้าใจกันอยู่ว่าจะทำได้แค่ไหน

"ส่วนตัวคิดว่าบรรยากาศการพูดคุยกำลังดี เพราะได้กำลังใจจากทุกฝ่ายพร้อมทั้งคิดว่าสถานการณ์ใน จชต.มาถึงช่วงที่อยากเปลี่ยนจากความรุนแรงมาสู่สันติวิธี มีการพัฒนาร่วมกัน เพื่อมห้ประชาชนได้รับความเป็นธรรม มีความเป็นอยู่ที่ดี" พล.อ.อุดมชัย กล่าว

พล.อ.อุดมชัย กล่าวต่อว่า ตอนนี้คณะทำงานของตนกำลังศึกษาวิจัยเศรษฐกิจระดับฐานราก ร่วมกับภาคประชาสังคม โดยศึกษาว่าทำไมโครงการของรัฐทำไมลงไปไม่ถึง โดยเราจะรวบรวมเป็นหลักสูตร และสร้างเป็นบัณฑิตศึกษาขึ้นมา ไปถ่ายทอดสู่พี่น้องประชาชน เพื่อเกิดความพัฒนาในพื้นที่ โดยประชาชนมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน

ขณะที่ พล.ต.ท.ไพฑูรย์ ชูชัยยะ ผู้แทนพิเศษของรัฐบาล กล่าวว่า เรื่องการสอบสวนคดีในพื้นที่ จชต.จากการปรับโครงสร้างของตำรวจ ในสายงานสอบสวน ทำให้กำลังพลในระดับสารวัตรขึ้นไปลดน้อยลง และบางส่วนครบกำหนดช่วยราชการ ในวันที่ 29 มี.ค.นี้ จึงอาจกระทบการสอบสวนคดีความมั่นคง ซึ่งการสอบสวนดังกล่าวต้องใช้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถ จึงเสนอสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ให้ร่วมหาแนวทางแก้ไข โดยสอบถามความสมัครใจของบุคคลที่มาช่วยราชการให้อยู่ต่อ ซึ่งก็มีผู้ที่สมัครใจช่วยราชการต่อ จำนวน 30 นาย จากทั้งหมด 138 นาย และเสนอการแก้ปัญหาในระยะเร่งด่วน คือ การขอพนักงานสอบสวนจากสถานีตำรวจภูธรภาคต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือ และในระยะยาวเสนอให้มีการเปิดตำแหน่งระดับสารวัตรและรองผู้กำกับการขึ้นไป ในสายงานสอบสวนของสถานีตำรวจต่างๆ เพื่อให้มีกำลังพลเพียงพอ