วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คนไทยรู้ดีกว่าต่างชาติ

ดูเหมือนว่าประเทศไทยในปัจจุบัน ต้องกลายเป็นจำเลยหรือผู้ต้องหา ขององค์กรประชาคมโลกบ่อยครั้ง ในเรื่องสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเป็นสหประชาชาติ สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ล่าสุดคณะผู้แทน

ไทยกว่า 40 คน ต้องเดินทางไปนครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อตอบคำถามคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ 28 คำถาม เป็นเวลา 2 วัน

เมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา องค์กรต่างประเทศที่เรียกว่า องค์การนิรโทษกรรมสากล และคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ไอซีเจ) ได้ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงความผิดหวัง กรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ชะลอการพิจารณาร่างกฎหมายเอาผิดการทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญหาย เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ผ่าน ครม.แล้ว

ร่างกฎหมายที่สององค์กรกล่าวถึง ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ กฎหมายทรมานและอุ้มหาย แบบกรณีทนายสมชาย นีละไพจิตร นั่นเอง เป็นกฎหมายที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ เพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญาระหว่างประเทศ ที่ไทยร่วมลงนามและให้สัตยาบัน แต่ สนช.ยังไม่ได้ผ่านเป็นกฎหมาย องค์กรต่างประเทศทั้งสอง จึงเร่งรัดรัฐบาลไทยมิให้ล่าช้า

ก่อนหน้านี้ไม่นาน กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯได้เผยแพร่รายงาน เกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย วิพากษ์วิจารณ์การจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการชุมนุม เสรีภาพสื่อมวลชน รวมทั้งการจับกุมคุมขังบุคคล การค้ามนุษย์ การแสวงประโยชน์ทางเพศจากเด็ก เป็นต้น ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศไทยปฏิเสธเป็นส่วนใหญ่

ส่วนที่นครเจนีวา คณะผู้แทนไทยต้องตอบคำถามขององค์กรของสหประชาชาติถึง 28 ข้อ จึงต้องใช้เวลาถึง 2 วัน ตัวอย่างหัวข้อที่ถูกถาม เช่น การดำเนินคดีอาญาต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน สื่อมวลชน และภาคประชาสังคม ในข้อหาหมิ่นประมาท รวมทั้งคำสั่ง คสช. เรื่องการระวางโทษจำคุกบุคคลที่ร่วมชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คน

ตัวอย่างของคำถามสำคัญอีกข้อหนึ่ง ถามว่า พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2559 จำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหรือไม่? คณะผู้แทนไทยเตรียมคำตอบล่วงหน้าไว้ว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการแสดงออก และการมีส่วนร่วมของประชาชน มีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนทุกภาคส่วน ห้ามเฉพาะการยุยงประชาชน

น่าเสียดายที่คนไทยยังไม่ได้ฟังคำถามและคำตอบอย่างครบถ้วน แต่จากตัวอย่างที่ยกมาข้างต้น อาจตัดสินได้เองว่า ถูกต้องและน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน เพราะคนไทยอยู่กับสถานการณ์ของจริง มีประสบการณ์ตรง ได้ยินได้ฟังมากับหูและเห็นมากับตาตัวเอง แม้แต่องค์กรสิทธิมนุษยชนของต่างประเทศ ส่วนใหญ่ก็น่าจะได้รับข้อมูลของจริงจากคนไทย.