วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โชว์ความสำเร็จก้าวแรก ชุมชนเศรษฐกิจฐานราก

โดย ลมกรด

ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ซึ่งเริ่มใช้ปีนี้ กำหนดเกณฑ์รายได้มาตรฐานความจำเป็นพื้นฐานอยู่ที่ 38,000 บาท/คน/ปี จากผลสำรวจพบว่ามีกว่า 2.14 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 6.5 ล้านคน ที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ ขณะที่ยอดลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย (รายได้ต่ำกว่าปีละ 100,000 บาท) เมื่อปีกลายมีอยู่ 8.3 ล้านคน

แม้ไม่มีนิยามที่ชัดเจนในการแบ่งกลุ่มคนไทย 1.0 คนไทย 2.0 คนไทย 3.0 และคนไทย 4.0 แต่ถ้าจะจัดคนจนกลุ่มนี้ให้อยู่ในกลุ่มคนไทย 1.0 ก็เห็นจะไม่ผิด

การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. จะยกระดับประเทศไทยไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ได้สำเร็จ ผมว่าต้องผลักดันคนไทย 1.0 และ 2.0 ซึ่งเป็นคนระดับฐานรากและมีจำนวนเกินกว่าครึ่งประเทศ ให้มีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น ค่อยๆขยับไปอยู่ 2.0 และ 3.0 ให้ได้เสียก่อน

แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

ที่ผ่านมารัฐบาลได้ตั้ง คณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ มี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เป็นประธานภาครัฐ คุณอภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นเลขานุการภาครัฐ คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ เป็นประธานภาคเอกชน คุณประวิช สุขุม ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ เป็นเลขานุการภาคเอกชน

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐเน้นที่ ภาคเกษตร การแปรรูป และ การท่องเที่ยว โดยยึดหลักการ “ชุมชนลงมือทำ เอกชนร่วมขับเคลื่อน รัฐสนับสนุน”

ชุมชนต้องลงมือทำด้วยตัวเอง หมดสมัยแล้วที่คอยแบมือรอรับของจากรัฐอย่างเดียว ชุมชนต้องมีใจและมีความคิดอยากทำ แล้วเข้าไปร่วมสานพลังประชารัฐ จึงจะเกิดแรงขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพ ตรงกับแนวพระราชดำรัส “ระเบิดจากข้างใน” ของในหลวงรัชกาลที่ 9

เอกชนร่วมขับเคลื่อนผ่าน บริษัทประชารัฐรักสามัคคี นำจุดแข็งของภาคเอกชน (ทันสมัย บริหารจัดการเก่ง มีทุน) มหาวิทยาลัย (มีองค์ความรู้) และภาคประชาสังคม (ทำงานเชิงลึก สื่อสารกับชาวบ้านได้ดี) มามัดรวมกัน

ภาครัฐสนับสนุนผ่านช่องทาง คณะกรรมการประสานและขับเคลื่อนนโยบายสานพลังประชารัฐประจำจังหวัด (คสป.) ซึ่งจัดตั้งได้ครบทุกจังหวัดเมื่อเดือน พ.ย.59 ตอนนี้ทุกจังหวัดจึงมี คสป.เป็นตัวช่วยสนับสนุนการทำงาน หากมีปัญหาติดขัดอะไรสามารถเข้าไปแก้ไขได้อย่างรวดเร็วและครบวงจร

ขณะนี้การดำเนินการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากเข้าสู่ปีที่สอง เป็นปีแห่งการติดตามผลงาน ตัวชี้วัดประเมินผลดูจาก 1.รายได้ที่เพิ่มขึ้น 2.จำนวนผลิตภัณฑ์เกิดใหม่ 3.จำนวนชุมชนที่เข้าร่วม

ขวบปีที่ผ่านมามีกลุ่มเป้าหมายที่ลงมือทำไปแล้วประมาณ 1,400 ชุมชน ตามเป้าที่วางไว้สิ้นเดือน ก.ย.นี้ จะต้องมีไม่ต่ำกว่า 2,000 ชุมชน และอัตราการขยายตัวจะเพิ่มสูงกว่านี้ในปีต่อๆไป

ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ชุมชนตามโครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากสร้างขึ้นมีวางตลาดไปบ้างแล้ว แต่บิ๊กตู่อยากโชว์ให้รู้ทั่วกัน เลยสั่งให้กระทรวงมหาดไทยขนเอาผลิตภัณฑ์เหล่านี้หมุนเวียนมาวางขายที่ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม โดยยกพื้นที่ให้ 3 เดือนเต็ม คาดว่าจะเริ่มได้เดือนหน้าหรืออย่างช้าก็ต้นเดือน พ.ค.

ถ้าประชาชนฐานรากมีรายได้เพิ่มขึ้น ตามหลักเศรษฐศาสตร์เงินจะต้องหมุนไปอีก 8 รอบ เศรษฐกิจประเทศก็จะคึกคักมีชีวิตชีวา.

ลมกรด