วันอังคารที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จงภูมิใจที่ได้เป็น "ป๋า" จากประสบการณ์ "ป๋าซูม"

โดย ซูม

กลายเป็นข่าวพาดหัวใหญ่เรียกเสียงฮือฮาระคนเฮฮาพอสมควรทีเดียว สำหรับคดีท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ท่านหนึ่ง ใช้มือตวัดไปที่ใบหน้าของบาร์เทนเดอร์รายหนึ่ง ที่ไปเรียกท่านว่า “ป๋า” จนบาดเจ็บฟกช้ำดำเขียวเมื่อ 2 วันที่แล้ว

ที่ฮือฮาก็เพราะสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้น ถือเป็นตำแหน่งอันมีเกียรติอย่างยิ่ง รับผิดชอบงานสำคัญยิ่งในการที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทยให้ก้าวเดินต่อไปในทุกๆเรื่องที่เกี่ยวข้อง

เมื่อคนมีเกียรติที่ประชาชนชาวไทยฝากความหวังเอาไว้อย่างมากเช่นนี้ เกิดไปใช้มือตวัดใส่หน้าคนอื่น จะเป็นการตบหรือเขกก็ดี จนมีผลให้ผู้อื่นบาดเจ็บ จึงเป็นเรื่องที่ไม่สมควรและไม่เหมาะสม

ทางสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเองก็พลอยเดือดเนื้อร้อนใจไปด้วย ถึงขนาดต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการตรวจสอบจริยธรรมรับไปพิจารณาภายในกรอบ 60 วันทันทีทันควัน รวมทั้งตำรวจก็ต้องทำตามหน้าที่ โดยปรับท่านไป 10,000 บาท ตามรายงานข่าวล่าสุด

แต่ที่ผมใช้คำว่านอกจากข่าวนี้จะ “ฮือฮา” แล้วยัง “เฮฮา” ด้วยนั้น ก็เพราะสาเหตุแห่งการควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ของท่านสมาชิก สปท.รายนี้มาจากการที่ถูกบาร์เทนเดอร์เรียกว่า “ป๋า” นั่นเอง
ถือเป็นข่าวเบาๆที่คนไทยได้ยินได้ฟัง หรือได้อ่านแล้วรู้สึกสบายใจ ไม่เครียดเหมือนข่าววัดพระธรรมกาย หรือข่าวลือว่าจะขึ้นภาษี ฯลฯ
ปกติแล้ว “ป๋า” เป็นถ้อยคำที่ดี มีความหมายในทางที่ดี มาจากภาษาอังกฤษว่า pa หรือ papa ที่แปลว่า “พ่อ”
คนไทยไม่น้อยที่เรียกพ่อหรือบิดาตนเองว่า “ป๋า” ซึ่งนอกจากผู้เป็นพ่อจะไม่โกรธแล้ว ก็ยังยิ้มรับด้วยความชื่นใจที่ลูกๆเรียกขาน
พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ท่านก็ไม่โกรธ กลับยิ้มชอบใจเสียอีกที่ลูกๆในกองทัพของท่านเรียกท่านว่า “ป๋า” และต่อมาสื่อมวลชนก็เอามาเรียกต่อ จนกลายเป็น “ป๋าเปรม” จนถึงทุกวันนี้

แต่มาในระยะหลังๆ ผมก็พบว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยไม่ชอบคำว่า “ป๋า” และไม่อยากให้ใครเรียกว่า “ป๋า” แม้แต่ตัวผมเองก็เคยเกิดความรู้สึกเช่นนี้เหมือนกัน และต้องยอมรับว่าตอนแรกที่โดนเรียก “ป๋าซูม” นั้นรู้สึกหงุดหงิดอยู่พอสมควรทีเดียว

สาเหตุที่คนไทยในช่วงหลังๆ ไม่อยากให้ใครเรียกว่าป๋านั้น ผมสันนิษฐานว่ามาจาก 2 ประเด็นใหญ่...ประเด็นแรกก็คือพฤติกรรมของผู้สูงอายุชายที่มีเงินมีทองกลุ่มหนึ่ง ที่ไปทำให้ภาพลักษณ์ของคำว่า “ป๋า” เป็นไปในทางไม่ดีงาม

เช่น ป๋าแก่ที่ชอบเที่ยวบาร์ เที่ยวไนท์คลับ เดินเข้าไปในบาร์แล้วก้อร้อก้อติกกับสาวๆในบาร์ จนสาวๆทั้งบาร์เรียกว่าป๋า เป็นต้น

แถวๆคาเฟ่ยุคหนึ่งก็เช่นกัน จะมีเศรษฐีแก่เอาเงินไปซื้อพวงมาลัยแจกนักร้องสาววันละหลายสิบพวงและจะเรียกสาวบริการมานั่งล้อมหลังจนกลายเป็นป๋าของคาเฟ่แห่งนั้น ทำให้คำว่า “ป๋า” กลายเป็นคำที่หมายถึงคนแก่ที่ยังไม่หมดฮอร์โมนเจ้าชู้ประตูดินกรุ้มกริ่มมีสาวๆห้อมล้อมเต็มบาร์เต็มโรงนวด หรือเต็มคาเฟ่อย่างที่ว่า

ส่วนสาเหตุที่ 2 น่าจะมาจากคำว่า “ป๋า” นั้น หมายถึงคนแก่จะทำให้คนที่ถูกเรียกรู้สึกตัวว่าเป็นคนแก่ขึ้นมาทันที
คนเราอยู่กับความหนุ่ม ความฉกรรจ์มานาน จู่ๆวันหนึ่งมีคนเรียกป๋า ซึ่งตอกย้ำว่าเราแก่แล้วก็อดที่จะสะดุ้งและไม่ชอบใจเสียมิได้

ผมเองไม่ชอบให้ใครเรียกป๋าก็ด้วยเหตุผลข้อหลังนี้เลยครับ เพราะในเหตุผลข้อแรกผมไม่มีพฤติกรรมที่จะนำเงินไปแจกตามบาร์ ตามโรงนวด แต่อย่างใด จึงไม่น่าจะมีใครเรียกผมว่าป๋าเพราะประเด็นนี้

ผมต้องใช้เวลาปรับตัวอยู่พักใหญ่ แต่ในที่สุดเมื่อตระหนักในคำสอนของตถาคตว่าเกิดแก่เจ็บตายเป็นของธรรมดาโลก...คนเรามันก็ต้องแก่ทั้งนั้น และต้องเป็นป๋าทั้งนั้นแหละวะ...ผมก็คลายใจ

กลายเป็นแย้มยิ้มหน้าบานขานรับเสียงเรียกของบรรดา รปภ.และพนักงานขับรถทั่วโรงพิมพ์ไทยรัฐว่า “ป๋าซูม” มาจนถึงบัดนี้

ผมเดาว่าท่าน สปท.รายนี้คงเหมือนผมหรือมีเหตุคล้ายๆผมตอนแรกที่รู้สึกโกรธ เพราะคำว่าป๋านั้นหมายถึงคนแก่ เนื่องจากท่านเพิ่งอายุ 60 ปี ผมเพิ่งจะเริ่มเป็นสีดอกเลา หรือเพิ่งจะแก่ใหม่ๆ จึงยังไม่คุ้นกับคำนี้

ทำใจไว้เถอะครับ และภูมิใจกับคำว่า ป๋า เถอะครับ เพราะจะต้องมีคนเรียกท่านต่อไปอีกนานแสนนานอย่างแน่นอน ยิ่งผมท่านขาว เพิ่มขึ้นหรือศีรษะล้านมากขึ้น ก็จะยิ่งถูกเรียกมากขึ้นเมื่อนั้น.

“ซูม”