วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทำพระโกศ9เหลี่ยม สื่อ9คำสอนพ่อ

ใช้เพชรรัตนชาติ ประดับ5,368เม็ด

อดีตนายแพทย์ประจำพระองค์ที่เคยถวายการรักษาพระอาการประชวร “ในหลวงรัชกาลที่ 9” เผยถึงพระมหากรุณาธิคุณระหว่างที่ได้ตามเสด็จถวายงาน และหลายโครงการในพระราชดำริ เกิดขึ้นขณะทรงประทับรักษาพระอาการประชวรที่โรงพยาบาลศิริราช และสำเร็จไปแล้วหลายโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์จนถึงปัจจุบัน นักวิชาการช่างศิลป์ สุดปลื้มเป็นผู้ออกแบบและจัดสร้างพระโกศทองคำลงยาทรงพระบรมอัฐิ ประดับเพชรรัตนชาติอย่างอลังการกว่า 5 พันเม็ด สมพระเกียรติและบ่งบอกฐานานุศักดิ์พระมหากษัตริย์

เมื่อวันที่ 15 มี.ค.สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระราชานุญาตให้องค์กรภาคเอกชน ตลอดจนมูลนิธิ สมาคมต่างๆ ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

นพ.สงคราม ทรัพย์เจริญ ประธานมูลนิธิสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร กล่าวภายหลังร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลพระบรมศพ ว่า มีโอกาสได้ถวายการรักษาพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ตั้งแต่ ปี 2518 ที่ทรงมีพระอาการประชวร จากนั้นก็ถวายงานเรื่อยมาจนปี 2530 ได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็นข้าราชการพลเรือนในพระองค์ ปี 2535 ได้รับโปรดเกล้าฯเป็นแพทย์ประจำพระองค์เต็มตัว ถวายงานเรื่อยมาจนถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ทั้งนี้ ตนมีโอกาสได้ตามเสด็จในทุกหนแห่งและตลอดเวลา จึงได้เห็นพระองค์ทรงงานหนักและตรากตรำ อาทิ พระดำเนินข้ามท้องนา เป็นการทรงงานที่เข้าใจประชาชนจริงๆ

นพ.สงครามกล่าวอีกว่า นอกเหนือจากการทรงงานเพื่อประชาชน พระองค์ทรงพระราชทานคำสอนเกี่ยวกับแนวทางการทำงานและดำเนินชีวิตกับข้าราชบริพารที่ติดตามอย่างตน ที่พระองค์รับสั่งว่า “ถึงเป็นหมอก็ต้องรู้เรื่องอื่นด้วย” จากนั้นพระองค์ก็พระราชทานสอนอ่านแผนที่ สอนดูระดับน้ำทะเล เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงศึกษาข้อมูลทางกายภาพก่อนเสด็จฯพื้นที่จริง นอกจากนี้ พระราชทานคำสอนเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต อย่างเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ที่ทรงทำให้เห็นเป็นแบบอย่าง ความกตัญญูต่อสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่พระองค์ทรงปฏิบัติให้เห็นได้อย่างน่ารักมาก เวลาที่สมเด็จย่าทรงมีพระอาการประชวร ไม่ว่าจะประทับที่โรงพยาบาลศิริราช ที่โรงพยาบาลที่ดอยตุง พระองค์ก็จะเสด็จฯไปเฝ้าและรับมา แม้จะทรงงานหนักเพียงใดก็ทรงมีความกตัญญู

นพ.สงครามกล่าวอีกว่า อาจไม่มีใครรู้ว่าหลายๆ โครงการพระราชดำริ เกิดขึ้นตอนที่ในหลวงร.9 ประทับเพื่อถวายการรักษาพระอาการประชวรที่โรงพยาบาลศิริราช อย่างที่สำเร็จไปแล้วคือโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมภายในโรงพยาบาลศิริราช ที่พระองค์เสด็จลงมาทอดพระเนตรและพระราชทานแนวทางแก้ปัญหาว่า ให้สร้างพนังกั้นทางระบายน้ำไม่ให้น้ำจากพรานนกเข้ามาได้ พอน้อมนำมาปฏิบัติ ทำให้เดี๋ยวนี้น้ำไม่ท่วมโรงพยาบาลศิริราช ส่วนโครงการที่ยังไม่สำเร็จคือ โครงการสร้างทางยกระดับจากสะพานพระราม 8 ผ่านหน้าโรงพยาบาลศิริราชไปยังท่าพระ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการจราจร

ด้านบรรยากาศการแสดงความไว้อาลัยและถวายสักการะพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ตลอดทั้งวันยังมีพสกนิกรทุกหมู่เหล่า เดินทางมารอต่อแถวเข้าถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ตั้งแต่ช่วงเช้ามืด

นายกิตติพงษ์ หูประโพน ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ วัย 31 ปี กล่าวว่า พระองค์ท่านทรงงานหนัก เหน็ดเหนื่อยเพื่อประชาชนของพระองค์มาโดยตลอด ตนได้น้อมนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ล่าสุด ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ กลับไปยังบ้านเกิดที่ จ.บุรีรัมย์ เพื่อปลูกพืช เพาะเห็ด กินอยู่อย่างพอดีและพอเพียง

ขณะที่ น.ส.ศิราณี ศรีสมพร ชาว จ.หนองคายวัย 30 ปี กล่าวด้วยน้ำตาคลอเบ้า ว่า เดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลียได้ 4 ปีแล้ว พอทราบข่าวว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต พวกเราที่ไปเรียนอยู่ที่นั่นและคนไทยที่ไปทำงานอยู่ที่ออสเตรเลียรู้สึกเสียใจร้องไห้หนักมาก คนไทยที่นั่นได้ไปรวมตัวกันที่สวนสาธารณะในเมืองซิดนีย์ จุดเทียนไว้อาลัย ล่าสุดที่ครบ 100 วันก็ได้ร่วมกันทำบุญอุทิศกุศลถวาย มีการทำริบบิ้นดำแจกกัน ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาก็ไม่มีงานเลี้ยงสังสรรค์เพราะทุกคนรู้สึกเศร้าอยู่ ทุกวันนี้คนไทยที่ออสเตรเลียก็ยังใส่ชุดไว้ทุกข์ด้วย

วันเดียวกัน สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 14 มี.ค.หลังสำนักพระราชวังปิดไม่ให้ประชาชนขึ้นถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลา 21.10 น. ว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 30,404 คน รวม 132 วัน มี 5,245,150 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 2,251,624 บาท รวม 131 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 439,714,558.59 บาท

เวลา 15.10 น. พล.ต.พงษ์สวัสดิ์ พรรณจิตต์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะรอง ผอ.กอร.รส. นำคณะแถลงข่าว พล.ต.พงษ์สวัสดิ์กล่าวว่า ปัจจุบันมีประชาชนเข้ามากราบพระบรมศพเฉลี่ยแล้ววันละ 20,000-30,000 คนต่อวัน ตอนนี้เจ้าหน้าที่มีความกังวลเพราะเข้าสู่หน้าร้อนแล้ว เป็นห่วงสุขภาพและโรคที่มากับหน้าร้อน เช่น โรคอุจจาระร่วง โรคลมร้อน หรือฮีตสโตรก และโรคประจำตัว กอร.รส.ได้ปรับเปลี่ยนพัดลมในเต็นท์พักคอยเป็นพัดลมไอน้ำ รวมทั้งจัดทีมแพทย์คอยดูแลประชาชนในเต็นท์พักคอยและตามจุดต่างๆ รอบสนามหลวง

รอง ผอ.กอร.รส. กล่าวว่า ในวันที่ 1 เม.ย.นี้ จะรื้อเต็นท์จุดพักคอย ด้านทิศเหนือสนามหลวงออกทั้งหมด จะมีการจัดระเบียบการเข้าคิวใหม่ เป็นลักษณะครึ่งวงกลมรอบสนามหลวง โดยจะให้ประชาชนเข้าคิวที่บริเวณฝั่งตรงข้ามศาลฎีกาเป็นจุดแรก ส่วนการบริการอาหารและน้ำดื่ม จะใช้ลักษณะโรงทานบริเวณครัวจิตอาสา ใกล้กับพระแม่ธรณีบีบมวยผม เพื่อให้ประชาชนได้รับประทานอาหารที่จุดเดียวก่อนเข้าสนามหลวงและอาหารมาแจกจ่ายประชาชน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับและเลือกเมนูให้ว่า ควรจะเป็นอาหารที่รับประทานง่าย ไม่เน่าเสียง่าย เช่น ไก่ทอด ไข่เจียว เป็นต้น ส่วนอาหารที่ทำจากกะทินั้นไม่ควรนำมา เพราะเสียได้ง่าย

ส่วนความคืบหน้าเรื่องพระโกศทองคำลงยา นายอำพล สัมมาวุฒิ นักวิชาการช่างศิลป์เชี่ยวชาญ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านช่างศิลปกรรม (วิจัยและพัฒนาศิลปกรรม) สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ผู้ออกแบบพระโกศทองคำลงยาทรงพระบรมอัฐิ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในส่วนของพระโกศทรงพระบรมอัฐิที่จะนำไปประดิษฐาน ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดสร้างว่า ได้ออกแบบพระโกศเป็นทรงเก้าเหลี่ยมตลอดองค์ เพื่อให้สอดคล้องกับสถาปัตยกรรมพระเมรุมาศ 9 ยอด แตกต่างจากแบบของพระโกศพระบรมอัฐิที่นิยมสร้างเป็นพระโกศแปดเหลี่ยม พระโกศนี้มีแนวคิดสื่อถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ 9 หรือ 9 คำพ่อสอน อาทิ ความเพียร ความซื่อสัตย์ ความดี คุณธรรม ความรู้ตัว ความพอดี และพอเพียง ลักษณะโดยรวมของพระโกศ จะเป็นตามแบบอย่างตามพระราชประเพณี องค์พระโกศประกอบด้วยส่วนต่างๆ 5 ส่วน ขณะที่ส่วนฐานประกอบด้วยลายท้องไม้ ลายกลับบัวหงาย ลายเกสรบัว ประดับรัตนชาติ ส่วนลวดลายส่วนฐานเป็นไปตามแบบพระราชประเพณี แสดงโครงสร้างที่สื่อถึงการตั้งสิ่งที่สำคัญ ควรเคารพ และบ่งบอกฐานานุศักดิ์พระมหากษัตริย์

นายอำพลกล่าวต่อว่า ส่วนองค์พระโกศเป็นลายกลีบบัวจงกลซ้อนขึ้นไปหาปากพระโกศ จำนวน 4 ชั้น ตรงกลางทำเป็นพระปรมาภิไธยย่อ ภ.ป.ร. ประดับรัตนชาติให้มีความเด่นชัด ส่วนฝาพระโกศทำเป็นยอดทรงมงกุฎเกี้ยวมาลัยทองเรียงลำดับขึ้นไปตั้งแต่ชั้นที่ 1, 2, 3 และ 4 โดยช่างศิลปะไทยโบราณเรียก “ทรงจอมแห” ส่วนยอดพระโกศสร้างสองแบบ ได้แก่ แบบพุ่มข้าวบิณฑ์ ทำด้วยเงินบริสุทธิ์ประดับเพชร และแบบสุวรรณฉัตร ฉัตร 9 ชั้น ทำด้วยทองคำลงยาประดับเพชร ในส่วนเครื่องประดับพระโกศ ทำด้วยเงินประดับด้วยเพชร อย่างดอกไม้เอว ดอกไม้ไหวหรือดอกไม้เพชร เฟื่องอุบะและดอกไม้ทิศ จะมีขนาดลดหลั่นกันตามความเหมาะสม

“ยอดพระโกศที่เป็นสุวรรณฉัตรของพระโกศพระบรมอัฐิที่ผ่านมา ทำฉัตร 5 ชั้น 7 ชั้นแต่พระโกศของในหลวงรัชกาลที่ 9 องค์นี้ ได้จัดสร้างเป็นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร ฉัตร 9 ชั้น เป็นฉัตรทองประดับลวดลายกรวยเชิงประดับเพชรที่มีกระจังเข็มขัดล้อม ใช้อัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิ จากพระเมรุมาศเข้าพระบรมมหาราชวัง จนกระทั่งเก็บรักษาไว้บนพระวิมาน พระบรมอัฐิก็จะถอดเปลี่ยนเป็นพุ่มข้าวบิณฑ์ นอกจากพระโกศทองลงยาแล้ว ยังมีพระโกศศิลาและฐานไม้กลึงแกะสลักลงรักปิดทองสำหรับรองรับยอดพระโกศเมื่อถอดผลัดเปลี่ยนในงานราชพิธี” นายอำพลกล่าว

นายอำพลกล่าวด้วยว่า การจัดสร้างพระโกศทองคำลงยาสีองค์นี้จะมีการประดับเพชรรัตนชาติอย่างอลังการเพื่อให้สมพระเกียรติ รวม 5,368 เม็ด ตั้งแต่ขนาดเล็กและใหญ่ตามความเหมาะสม ส่วนยาสีที่ใช้ตกแต่งพระโกศ มี 3 สี สื่อความหมายด้านต่างๆ ได้แก่ สีเหลือง เป็นสีประจำวันพระราชสมภพ สีแดง สีแห่งความเข้มแข็ง การหลอมรวมดวงใจของคนในชาติ และสีเขียว สีแห่งความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ ของประเทศด้วยพระเมตตาบารมีแด่ประชาชนทุกภาค ทุกขั้นตอนจะมีความพิถีพิถันมาก ตนและผู้เชี่ยวชาญศิลปะไทยจะควบคุมการจัดสร้างและใส่ลวดลายที่ปรับลดได้เพื่อความสมบูรณ์ ภูมิใจที่สุดได้ออกแบบพระโกศองค์นี้ถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งพระองค์อยู่ในดวงใจเสมอมาและตลอดไป