บริการข่าวไทยรัฐ

ผอ.ไทยพีบีเอส ยื่นลาออก ปมซื้อหุ้นกู้ซีพีเอฟ

หลังนายกฯเต้นสั่งตรวจสอบ ปปง.บี้‘ทักษิณ’ค้าหุ้นชินคอร์ป ‘นพดล’ยันกม.ยกเว้นเสียภาษี

“ประยุทธ์” นั่งหัวโต๊ะถก ศอตช. ขันนอต ลุยคดีทุจริตสำคัญ กำชับบังคับใช้มาตรการกฎหมายเคร่งครัด อย่าปล่อยเรื้อรัง “วิษณุ” แจงอภินิหารข้อ ก.ม.พบทางสมควรเสี่ยง ปลดล็อกประเมินภาษีเริ่มต้นนับอายุความใหม่ 10 ปี โต้ “ทักษิณ” ถูกยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านแล้วเป็นคนละเรื่อง ชี้รีดเก็บจากส่วนต่างหุ้น 1 บาท แต่ขาย 49 บาท เผยคณะทำงานคดีหุ้นชินคอร์ป คลำหาช่องเอาผิดฐานฟอกเงินไม่ต้องมีอายุความ เลขา ปปง.เช็กยิบเข้าข่ายไซฟอน หรือไม่ สตง.ไล่ล่า จนท.ละเว้นหน้าที่ดองคดีใกล้หมดอายุความ “นพดล” งัดกฎกระทรวงคลังฉบับที่ 126 ข้อ 23 ขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ได้รับยกเว้นภาษี “เสรี” โร่เคลียร์ “บิ๊กป้อม” เข้าใจผิดยัดไส้นิรโทษ นปช.เหน็บปรองดองได้ด้วยการสร้างประชาธิปไตย “วีระ สมความคิด” มอบตัวผิด พ.ร.บ.คอมฯ ยื่น 1 แสนได้ประกันตัว

หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สั่งการให้กรมสรรพากรไปประเมินภาษีเพื่อเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ก่อนหมดอายุความในวันที่ 31 มี.ค. ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ได้เรียกประชุมคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) เพื่อเร่งรัดการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายกับคดีสำคัญอย่างเคร่งครัด

“ประยุทธ์” ลั่นอย่าปล่อยคดีใหญ่เรื้อรัง

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 15 มี.ค.ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) ครั้งที่ 5/2560 โดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในฐานะเลขานุการศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) กรรมการ คตช.และตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม โดยก่อนการประชุม นายกฯกล่าวว่า การตรวจสอบและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันในทุกภาคส่วน จะต้องบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายของกระบวนการยุติธรรมอย่างเคร่งครัด เช่นเดียวกันกับรัฐบาลและ คสช.ที่พยายามใช้มาตรการดังกล่าวดำเนินการอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด ขณะนี้มีการบิดเบือนข้อเท็จจริงว่ามีการใช้มาตรา 44 อย่างพร่ำเพรื่อ ทั้งที่ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย สำหรับคดีใหญ่ๆอย่าให้เกิดขึ้นอีก ไม่ใช่ปล่อยให้เรื้อรัง ต้องแก้กันไป หลักคือต้องแก้ของเก่าอย่าให้เกิดปัญหาใหม่

คาด มิ.ย.สรุปส่งฟ้อง 987 คดีข้าว

นายประยงค์ แถลงผลการประชุม ศอตช.ว่า ที่ประชุมได้แจ้งความคืบหน้าการตรวจสอบการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว เพื่อเรียกปรับค่าเสียหาย 80 เปอร์เซ็นต์ต่อที่ประชุม ขณะนี้คืบหน้า 30-40 เปอร์เซ็นต์แล้ว มีทั้งหมด 987 คดี และได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อไต่สวนทั้งหมดแล้ว คาดว่าภายในเดือน มิ.ย.จะสรุปสำนวนคดีทางแพ่งและอาญาส่งอัยการฟ้องศาลได้ อีกส่วนหนึ่งจะส่งให้หน่วยงานต้นสังกัดของผู้กระทำความผิดพิจารณาลงโทษ และยังได้หารือการดำเนินการกับคดีการรับสินบนข้ามชาติ ที่ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาศึกษาข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ขณะนี้มีองค์กรอิสระเข้ามาประเมินประเทศไทยประเด็นเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินด้วย ที่ประชุมสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลเต็มที่ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเสียโอกาสจากการประเมิน รวมถึงองค์กรความโปร่งใสนานาชาติที่เยอรมนี ได้ประเมินมาตราวัดด้านการคอร์รัปชัน ระบุว่า การแก้ไขปัญหาของรัฐบาลดีขึ้น โดยถามจากประชาชนทั้งภูมิภาคอาเซียนกว่า 20,000 คน ก่อนหน้านี้มีการประเมินเมื่อปี 2013 พบว่าคนไทยร้อยละ 66 บอกว่าสถานการณ์การทุจริตรุนแรงขึ้น แต่ในปี 2017 มีเพียงร้อยละ 14 ที่บอกว่าการทุจริตรุนแรงขึ้น การทุจริตในประเทศไทยมีตัวชี้วัดที่ดีขึ้น นายกฯเน้นย้ำที่ประชุมให้สร้างการรับรู้และความเข้าใจต่อประชาชนเกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริต

“วิษณุ” ยันรีดภาษีหุ้นชินฯใน 31 มี.ค.

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงการเรียกเก็บภาษีการขายหุ้นชินคอร์ปกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯว่า กรมสรรพากรมารายงานเตรียมการเรียกเก็บภาษีตามที่ได้รับมอบหมาย แต่มีปัญหาอยู่ 2-3 เรื่อง เลยอยากรู้ว่าวิธีการแก้ของเขาถูกหรือผิด แต่ถึงอย่างไรการประเมินภาษีจะทำภายในวันที่ 31 มี.ค. กรมสรรพากรมีฐานตัวเลขอยู่แล้ว จากนั้นจะส่งการประเมินภาษีไปยังนายทักษิณอย่างถูกต้องตามกฎหมายว่าอายุความ 10 ปีจะหยุดลงแล้วเริ่มนับหนึ่งใหม่อีก 10 ปี เป็นกระบวนการปกติในคดีทางแพ่ง นายทักษิณมีสิทธิอุทธรณ์ใน 30 วัน ส่วนข้อกังวลของกรมสรรพากรว่าจะถูกฟ้องกลับนั้น การถูกฟ้องคงห้ามไม่ได้ แต่จะแพ้หรือชนะเป็นสิ่งที่ให้ความมั่นใจกันได้ ไม่ต้องมีมาตรการพิเศษคุ้มครองเจ้าหน้าที่ เพราะรัฐบาลดำเนินการไปตามกฎหมายปกติ ส่วนที่อธิบายว่าเป็นอภินิหารทางกฎหมาย (Miracle Of Law) เพราะเราเจอช่องทางที่สมควรจะเสี่ยงดูในเรื่องที่คิดว่าไปไม่ได้

ส่งให้ศาลชี้ขาดเป็นบรรทัดฐาน

เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าจะเก็บภาษีได้นายวิษณุกล่าวว่า เราไม่ใช้คำว่ามั่นใจ แต่เราต้องทำตามกระบวนการได้หรือไม่ ว่าไปตามกระบวนการ ได้อธิบายต่อที่ประชุม ครม.วันที่ 14 มี.ค.ว่า ถ้าเรื่องนี้เป็นสีดำกับขาว เราจะไม่ทำที่เป็นสีดำ แต่เรื่องนี้เป็นสีเทา กรมสรรพากรตอบคำถามไม่ได้ว่าสิ่งที่ไม่เคยทำเพราะปิดเรื่องถูกหรือผิด ถ้ายืนยันว่าถูกและทุกคนเห็นด้วยก็จบปิดเรื่อง สังคมจะด่าอย่างไรก็ช่าง แต่เมื่อไม่มั่นใจอาจจะตีความได้ก็ให้ศาลดำเนินการ จะได้เป็นมาตรฐานต่อไป

โต้ “ทักษิณ” ถูกยึดทรัพย์ไม่เกี่ยวกับภาษี

เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่านายทักษิณ ถูกคำสั่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านแล้ว จึงไม่ต้องเสียภาษีส่วนนี้ นายวิษณุกล่าวว่า มันเป็นคนละเรื่องกัน จำนวนเงินดังกล่าวไม่ใช่ภาษี แต่ถูกยึดตามคดีอาญาเรื่องทุจริต ภาษีเป็นอีกเรื่องหนึ่ง บางอาชีพที่ผิดกฎหมายยังต้องเสียภาษี ภาษีที่จะเรียกเก็บคือส่วนต่างราคาหุ้นที่รับมา 1 บาท แต่ไปขาย 49 บาท ในตลาดหลักทรัพย์ ส่วนที่ระบุว่าการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่ต้องเสียภาษี มันเป็นเทคนิคหนึ่งที่เอาไว้ไปพูดในศาล สตง.ยืนยันว่าต้องเสีย รัฐบาลบอกกับกรมสรรพากรไปพิจารณาที่มีช่องทางให้ไปแปลความกันในศาลแล้วกันว่าต้องเสียหรือไม่ บางคนบอกว่ากฎหมายระบุชัดอยู่แล้วว่าไม่ต้องเสีย แต่กฎหมายอย่างนี้มันแปลได้หลายอย่างในบางกรณี ไม่ใช่สองมาตรฐาน แต่เป็นเจตนาซึ่งไม่อยากไปเปรียบเทียบ กรมสรรพากรไม่เคยคิดว่าเป็นอย่างนี้มาก่อน จึงต้องไปตีความกันในศาล อย่าคิดเองว่าถูกหรือผิด อย่าเพิ่งไปเดาใจว่าเขาจะฟ้องกันอย่างไร ทุกอย่างไปพูดกันในศาลให้หมดจะได้จบ

คลังไล่สอบผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่ปี 50–55

เมื่อถามว่า กรมสรรพากรได้ชี้แจงหรือไม่ว่าเหตุใดถึงไม่ดำเนินการในช่วงเวลาที่ผ่านมา นายวิษณุกล่าวว่า มีการชี้แจงแล้ว ไม่มีอะไรซับซ้อน แต่อธิบายสั้นๆกับสื่อไม่ได้ เขามีเหตุผลไม่ดำเนินการอยู่ กระทรวงการคลังได้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่ปี 50-55 แต่อาจจะใช้เวลา เพราะต้องรอฟังข้อเท็จจริงที่เพิ่งปรากฏ หากมีมูลจะดำเนินการสอบวินัย ส่วนผู้ที่เกษียณไปแล้วดำเนินการทางวินัยไม่ได้ แต่ถ้ามีมูลทางอาญามันมีอายุความอยู่

ปปง.เช็กยิบเข้าข่ายไซฟอนหรือไม่

ขณะที่ พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวว่า นายกฯให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมสรรพากร สตง.และ ปปง.หารือถึงแนวทางตามกระบวนการกฎหมาย ในส่วนของ ปปง.มีหน้าที่สนับสนุนให้ข้อมูลในการติดตามทรัพย์สินของนายทักษิณตามกฎหมายการฟอกเงิน หากคดีนี้กลายเป็นคดีฟอกเงินด้วย คดีจะไม่มีหมดอายุความ สามารถสืบและยึดทรัพย์ย้อนหลังไปได้ ต่อให้เวลาผ่านไปแล้วหลายปีก็ตาม ตั้งแต่เข้ามาดำรงตำแหน่ง 8 เดือน ยึดและอายัดทรัพย์ในคดีสำคัญไปมากกว่า 5 หมื่นล้านบาทแล้ว และยังมีคดีใหญ่ที่มีมูลค่าสูง คาดว่าจะยึดและอายัดทรัพย์ได้อีกจำนวนมาก

สตง.ตามล่าหาคนทำงานล่าช้า

นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุตัวเลขที่จะเรียกเก็บอย่างชัดเจน ที่มีกระแสข่าวว่าต้องเรียกเก็บเงินภาษีนายทักษิณ 12,000-16,000 ล้านบาท เป็นเพียงข้อสังเกตจากสื่อมวลชน กรมสรรพากรยังไม่ได้ยืนยันตัวเลขที่แน่ชัด ต้องประเมินภาษีที่จะมีรายละเอียดค่าเสียหาย ฐานความผิดที่เกิดขึ้น รวมกับดอกเบี้ยและเงินเพิ่มเบี้ยปรับอีก ทั้งหมดจะให้แล้วเสร็จก่อนคดีสิ้นสุดอายุความในวันที่ 31 มี.ค.นายกฯ มอบหมายภารกิจให้แต่ละหน่วยงานปฏิบัติอย่างชัดเจนแล้ว สตง.จะตรวจสอบบุคลากรภาครัฐที่ทำให้การเรียกเก็บภาษีล่าช้าจนใกล้หมดอายุความ กรมสรรพากรเองยอมรับในที่ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่ามีเจ้าหน้าที่ละเลยหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ไม่เรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณ ตั้งแต่ศาลมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2555

คลำหาช่องเอาผิดฐานฟอกเงิน

มีรายงานข่าวจากที่ประชุมคณะทำงานหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องการเรียกเก็บภาษีคดีหุ้นชินคอร์ป ที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯเป็นประธาน เมื่อวันที่ 13 มี.ค. เปิดเผยว่า นอกจากการมอบหมายภารกิจให้กับกรมสรรพากรและ สตง.แล้ว ที่ประชุมยังได้มอบหมายให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กลับไปศึกษาคำพิพากษาในคดีเรียกเก็บภาษีของนายพานทองแท้ ชินวัตร และนางสาวพินทองทา ชินวัตร บุตร นายทักษิณ ว่ามีส่วนไหนในคำพิพากษาที่สามารถนำมาดำเนินคดีที่เกี่ยวกับการฟอกเงินได้อีกบ้าง เนื่องจากฐานความผิดเกี่ยวกับการเลี่ยงภาษี ยังไม่สามารถดำเนินการเป็นคดีเกี่ยวกับการฟอกเงิน ความผิดนี้ไม่มีวันสิ้นสุดของอายุความ

งัด ม.61 ตั้ง กก.ประเมินภาษี

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เมื่อต้นเดือน มี.ค.กระทรวงการคลังได้แต่งตั้งนายยุทธนา หยิมการุณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลังเป็นประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีกรมสรรพากรไม่เก็บภาษีจาก น.ส.พินทองทาและนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯขายหุ้นโดยไม่เสียภาษี 16,000 ล้านบาท นอกจากนี้ จากการหารือกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายกฎหมายได้เรียกนายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร มาพบที่ตึกบัญชาการทำเนียบรัฐบาล สรุปว่ากรมสรรพากรจะใช้มาตรา 61 แห่งประมวลรัษฎากรตั้งคณะกรรมการประเมินภาษี เพื่อเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นของนายทักษิณ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการนับอายุความ การออกหมายเรียกไม่เกิน 5 ปี หรือไม่เกิน 10 ปี

อุบไต๋เป็นความลับยอดเรียกเก็บ

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวสั้นๆว่า ขณะนี้กรมสรรพากรอยู่ระหว่างการจัดเตรียมเอกสาร เพื่อเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ส่วนวิธีการและจำนวนเงินที่จะเรียกเก็บภาษีเป็นเท่าไหร่นั้น ขอปิดเป็นความลับ เพราะอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล แต่สามารถยืนยันได้ว่าข้าราชการกรมสรรพากรทำงานตามกรอบของกฎหมาย และจะดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือน มี.ค.แน่นอน

นายยุทธนา หยิมการุณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ภายในสัปดาห์นี้ คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง จะเรียกข้าราชการกรมสรรพากรปากสุดท้ายมาให้ข้อมูลเพื่อสรุปข้อเท็จจริง โดยคณะกรรมการฯ ชุดนี้มีอำนาจพิจารณาหรือเสนอแนะข้อคิดเห็นให้ปลัดกระทรวงการคลังเพื่อดำเนินการต่อไปโดยเฉพาะข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

“นพดล” โต้ขายผ่านตลาดหุ้นเว้นภาษี

ด้านนายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศกล่าวว่า ตามที่ผู้นำในรัฐบาลให้สัมภาษณ์ว่าจะมีการประเมินเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯจากการขายหุ้นชิน คอร์ป คงหมายถึงหุ้น 329.2 ล้านหุ้น ที่รวมขายให้แก่กลุ่มเทมาเส็กในปี 2549 นั้น ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะประเมินภาษีจากเงินได้ส่วนใด จากธุรกรรมตอนใด และจะอาศัยกฎหมายข้อใด เบื้องต้นเห็นว่า 1.เคยมีคำพิพากษาว่าหุ้นชินคอร์ปจำนวนดังกล่าวที่รวมขายให้กลุ่มเทมาเส็กในปี 2549 นายทักษิณเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ บุคคลอื่นเป็นเพียงผู้ถือหุ้นแทน ไม่ใช่เจ้าของหุ้น 2.การขายหุ้นดังกล่าวให้กลุ่มเทมาเส็กได้ขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไม่ได้ขายนอกตลาด 3.ตามกฎหมายไทย เงินได้จากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้นได้รับยกเว้นภาษีตามกฎกระทรวงฉบับที่ 126 ข้อ 23 ที่ออกตามประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร กฎกระทรวงนี้ใช้มานานแล้ว และใช้บังคับเป็นการทั่วไปกับทุกคน ไม่มีข้อยกเว้น การขายหุ้นชินคอร์ป อยู่ภายใต้กฎกระทรวงฉบับเดียวกันนี้

หวังใช้หลักนิติธรรมอย่างเสมอภาค

นายนพดลกล่าวว่า 4.นอกจากเงินได้จากการขายหุ้นในตลาดจะได้รับยกเว้นภาษีแล้ว เงินได้จากการขายหุ้นชินคอร์ปและเงินปันผลจากหุ้นประมาณ 46,000 ล้านบาท ถูกยึดตกเป็นของแผ่นดินไปตั้งแต่ 8 ปีที่แล้ว การขายหุ้นชินคอร์ปเกิดขึ้นมาสิบปีแล้ว ผ่านมาหลายรัฐบาล แม้แต่รองนายกฯยังให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องนี้ยังไม่แน่ชัดว่าใครผิดใครถูก เพราะกรมสรรพากรระบุอาจดำเนินการไม่ได้ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องอายุความว่าจะขาดหรือไม่ แต่ประเด็นหลักคือการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ได้รับยกเว้นภาษีตามกฎหมาย จึงไม่เข้าใจว่าจะประเมินภาษีบนพื้นฐานข้อกฎหมายใด กรมสรรพากรหน่วยงานจัดเก็บภาษีของประเทศเป็นผู้มีความรู้เรื่องกฎหมายภาษีเป็นอย่างดี หวังว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะปฏิบัติหน้าที่โดยชอบและดำเนินการตามกฎหมายและหลักนิติธรรม ยึดหลักความเท่าเทียมเสมอภาคกับทุกคน ถ้าทุกฝ่ายทำเช่นนั้นจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับการค้าและการลงทุนในประเทศได้

“บิ๊กตู่” สั่งสอบไทยพีบีเอสซื้อหุ้นซีพีเอฟ

อีกเรื่องที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.กล่าวถึงกรณีองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส ลงทุนซื้อหุ้น บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟว่า กรณีดังกล่าวได้ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบอยู่ ไม่ใช่นายกฯต้องทำเองหรือชี้ผิดถูกใครส่งเดชได้

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯกล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียดว่าในระเบียบของทีวีสาธารณะ สามารถนำงบประมาณที่รัฐให้ไปซื้อหุ้นเอกชนได้หรือไม่ แต่จะทำหนังสือสอบถามไปยังสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสในเร็ววันนี้ ทั้งนี้ ตนทำหน้าที่กำกับนโยบายก็จริง แต่ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องนี้ เพราะไทยพีบีเอสถือเป็นอิสระ และการซื้อหุ้นก็ไม่ต้องรายงานต่อรัฐบาล เป็นการปฏิบัติตามปกติ

“กฤษดา” ยื่นใบลาออก ผอ.ส.ส.ท.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงค่ำวันที่ 15 มี.ค. นายกฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการ ส.ส.ท.เพื่อขอแสดงความรับผิดชอบหลังการซื้อตราสารหนี้ของบริษัทเอกชนจนนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์จากหลายภาคส่วน โดยนายกฤษดาให้สัมภาษณ์ว่า แม้ว่าการดำเนินงานจะถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อองค์กร แต่กระทบต่อความรู้สึกของประชาชนอย่างมาก รวมทั้งเครือข่ายที่เคยทำงานร่วมกับไทยพีบีเอส ซึ่งตนเองได้รับฟังข้อกังวลจากทุกฝ่ายและน้อมรับคำแนะนำ จึงขออภัยต่อการดำเนินการที่กระทบความรู้สึกของทุกคนเป็นอย่างมากและขอแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากผู้อำนวยการไทยพีบีเอส

ขณะที่ก่อนหน้านี้ ไทยพีบีเอสได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีการซื้อตราสารหนี้ดังกล่าว ยืนยันไม่กระทบต่อการทำหน้าที่และเตรียมยุติการลงทุนในตราสารหนี้ ที่อาจส่งผลกระทบให้ภาคประชาชนและสังคมโดยรวมเกิดข้อสงสัยและความคลางแคลงใจ

ออกคำแถลงยอมรับเสียงท้วงติง

ต่อมาเวลา 21.20 น. คณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท.ได้ออกคำแถลงชี้แจงกรณีการซื้อตราสารหนี้บริษัทซีพีเอฟว่า จากกรณีที่ ส.ส.ท.ได้นำเงินไปซื้อตราสารหนี้ที่บริษัทเอกชนเป็นผู้ออก เพื่อให้เกิดดอกผล ซึ่งนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมและสื่อมวลชนอย่างกว้างขวางนั้น คณะกรรมการนโยบายได้ประชุมนัดพิเศษร่วมกับฝ่ายบริหาร ในวันที่ 15 มี.ค.โดยมีมติดังนี้ 1. การบริหารเงินให้เกิดประโยชน์ด้วยการนำเงินไปซื้อตราสารหนี้ เพื่อให้เกิดดอกผลนำไปพัฒนาตามเป้าหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะนั้น คณะกรรมการนโยบายขอยืนยันว่า สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย และระเบียบ ส.ส.ท. 2.แม้ว่าการดำเนินการจะถูกต้องตามกฎหมาย แต่เนื่องจาก ส.ส.ท.เป็นสื่อสาธารณะ จึงพร้อมที่จะรับฟังเสียงท้วงติงของสังคม ซึ่งมีความเห็นว่า การซื้อตราสารหนี้ของบริษัทซีพีเอฟเป็นการไม่เหมาะสม และคณะกรรมการเห็นพ้องกับความเห็นดังกล่าว

ให้ขายทิ้งตราสารหนี้ “ซีพีเอฟ”

3. คณะกรรมการนโยบายได้พิจารณาเรื่องขั้นตอนการดำเนินการ และมีมติว่าฝ่ายบริหารต้องนำแผนบริหารการเงินขออนุมัติอีกครั้งหนึ่ง หลังจากได้รับความเห็นชอบเรื่องกรอบนโยบายการบริหารการเงิน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่กำหนดไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 พ.ย.2555 ซึ่งผู้อำนวยการ ส.ส.ท.ไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าว เพราะเข้าใจว่าได้รับความเห็นชอบดำเนินตามมติคณะกรรมการนโยบายแล้ว ดังนั้น ผู้อำนวยการ ส.ส.ท.จึงแสดงความรับผิดชอบต่อการดำเนินการครั้งนี้ และคณะกรรมการนโยบายขอแสดงความชื่นชมต่อการตัดสินใจของผู้อำนวยการและฝ่ายบริหาร ว่าเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อองค์กร แม้กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องทุจริตแต่อย่างใด และ 4.คณะ กรรมการนโยบายมีมติให้ขายตราสารหนี้ดังกล่าวตามความเหมาะสมต่อไป

ขอโทษพนักงานทำเกิดข้อครหา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ เป็นอย่างมากถึงความไม่เหมาะสมการซื้อตราสารหนี้ซีพีเอฟ ทำให้เมื่อวันที่ 14 มี.ค. นายกฤษดาได้ส่งข้อความ (เอสเอ็มเอส) แจ้งไปยังพนักงานไทยพีบีเอสทุกคนว่า “ฟัง ผอ.ส.ส.ท.ตอบทุกข้อสงสัย กรณีตราสารหนี้ซีพีเอฟ พรุ่งนี้ (15 มี.ค.) 2 รอบ 10.30 น. และ 14.00 น. ณ ห้องสัมมนา 3 อาคารดี ชั้น 3” โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการชี้แจง นายกฤษดายังยืนยันว่า ได้ทำถูกต้องตามกฎหมาย แต่เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม ก็ขอแสดงความรับผิดชอบ พร้อมกับกล่าวว่า “ขอโทษทุกคนที่ทำให้เกิดข้อครหา และทำให้เสียชื่อเสียง”

สตง.ลุยสอบ วสท.เที่ยวแฝงดูงาน

ด้านนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กล่าวถึง กรณีการเปิดเผยข้อมูลวิทยาลัยเสนาธิการทหาร (วสท.) จัดทริปนำนักศึกษาและคณาจารย์หลักสูตรเสนาธิการร่วม รุ่น 57 จำนวน 107 คน เดินทางไปดูงานต่างประเทศที่ทวีปยุโรป ช่วงเดือน มี.ค.59 จำนวน 13 วัน แต่กลับมีภาพไปช็อปปิ้ง ดูบอลและล่องเรือว่า สตง.จะไปตรวจสอบทุกกรณีที่ปรากฏเป็นข่าว โดยคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) มีนโยบายชัดเจนเรื่องการตรวจสอบการใช้งบประมาณแผ่นดินเดินทางไปดูงานต่างประเทศ จะต้องชัดเจนเพื่อการศึกษาดูงานให้คุ้มค่าและเหมาะสม ไม่มีการแอบแฝงนำงบฯแผ่นดินไปท่องเที่ยว ดูภูมิทัศน์ที่ไม่เกี่ยวกับการไปศึกษาหรือดูงาน โดยเน้นย้ำว่าการไปดูงานจะต้องติดต่อและได้รับการตอบรับจากหน่วยงานต่างประเทศที่จะไปดูงาน ตลอดจนจัดทำเนื้อหาหลักสูตร ตารางการเดินทางให้ชัดเจน ที่ผ่านมา สตง.ได้รับข้อมูลว่าหลายหน่วยงานใช้การเดินทางไปดูงานแอบแฝงการไปท่องเที่ยว หาก สตง.ตรวจพบนอกจากหน่วยงานดังกล่าวจะต้องชดใช้งบประมาณคืนแล้ว ผู้รับผิดชอบจะต้องถูกดำเนิน คดีข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้งบประมาณแผ่นดินเสียหายอีกด้วย

ผบ.ทบ.หนักใจนั่งอนุฯปรองดอง

วันเดียวกัน ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.ในฐานะประธานการประชุมคณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง เชิญคณะกรรมการหารือในรายละเอียดเพื่อเตรียมความพร้อมการดำเนินงานหลังจากพรรคการเมือง 46 พรรค ได้เข้าให้ข้อคิดเห็นเพื่อสร้างความปรองดอง ต่อคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ตามกรอบ 10 ประเด็น ครอบคลุมเรื่องการเมือง สังคม เศรษฐกิจ การปฏิรูปต่างๆ เป็นต้น รวมระยะเวลา 1 เดือน หลังจากนี้จะเปิดโอกาสให้กลุ่มการเมืองเข้าให้ข้อคิดเห็น


พล.อ.เฉลิมชัยกล่าวว่า เป็นการประชุมครั้งแรก ในฐานะกองทัพบกรับผิดชอบการดำเนินการของอนุกรรมการชุดที่ 3 ยอมรับว่ารู้สึกหนักใจ เพราะมีประสบการณ์น้อย แต่เห็นรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิแล้วสบายใจมากขึ้น เป็นผู้มีประสบการณ์ เชื่อว่าผลผลิตที่ออกมาจะมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับจากสังคม

ดึงนักวิชาการชื่อดังช่วยงานเพียบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิคณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง อาทิ ดร. สมคิด เลิศไพฑูรย์ ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ เป็นที่ปรึกษา มีนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ ศ.ดร.ศุภชัย ยาวะประภาษะ ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ รศ.ดร.จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ศ.ดร.จรัล มะลูลีม ศ.กิตติคุณ ดร.อมรา พงศาพิชญ์ นายสุรินทร์ จิรวิศิษฏ์ และ ศ.ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์

ยึดความต้องการ ป.ช.ช.เป็นหลัก

พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. กล่าวว่า พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.และเลขาธิการ คสช.ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ได้เชิญคณะอนุกรรมการ 30 คนร่วมหารือถึงกรอบการทำงาน อำนาจหน้าที่และเตรียมความพร้อมในการทำงาน นอกจากนี้ ยังได้ชี้แจงกรอบแนวทางการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอฯเพื่อเป็นพื้นฐานในการนำไปพิจารณาตามบทบาทหน้าที่ ผบ.ทบ.ได้กล่าวแสดงความเชื่อมั่นในความรู้ความสามารถของคณะอนุกรรมการ ที่จะร่วมกันวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประมวลผลข้อมูลและข้อเสนอแนะที่จะทำให้ทุกภาคส่วนเห็นชอบตามที่ทุกคนคาดหวัง ขอให้การทำงานยึดความต้องการของประชาชนเป็นสำคัญเพื่อความสามัคคีปรองดองและนำข้อเสนอแนะจากทุกฝ่ายไปจัดทำร่างสัญญาประชาคมความเห็นร่วม เพื่อความสามัคคีปรองดองผ่านการจัดเวทีสาธารณะก่อนนำข้อสรุปเสนอต่อคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง

นปช.ติงปรองดองได้ด้วยการสร้าง ปชต.

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่กระทรวงกลาโหมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) 10 คน นำโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. พร้อมด้วยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นางธิดา ถาวรเศรษฐ นพ.เหวง โตจิราการ และนายก่อแก้ว พิกุลทอง เดินทางมาเสนอแนวทางปรองดองต่อคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองในชุดคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ทั้งนี้กลุ่ม นปช.นำเสนอความคิดเห็น แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ คำตอบสำหรับกรอบคำถาม 10 ข้อ และมุมมองเรื่องการสร้างความปรองดองโดยยึดโยงกับข้อเท็จจริงที่ผ่านมา ภายใต้หลักการความปรองดองจะเกิดได้ด้วยการสร้างประชาธิปไตย นอกจากนี้ นปช.ได้จัดทำเอกสาร ข้อเสนอแนะแนวทางปรองดองความยาว จำนวน 16 หน้า มาเสนอคณะอนุกรรมการฯด้วย

โฆษก กห.ยันไม่มีชงนิรโทษ­-เลิก ม.44

พล.อ.ต.รังสรรค์ เยาวรัตน์ ผู้ช่วยโฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวหลังการรับฟังว่า กลุ่ม นปช.เสนอความคิดเห็นส่วนใหญ่อยู่ในกรอบของ 10 ประเด็นหลัก พร้อมทำเอกสารมอบให้ทางคณะกรรมการ และไม่มีเรื่องของการนิรโทษกรรม การยกเลิกมาตรา 44 และคำสั่งของ คสช. ยืนยัน นปช.ก็มีความจริงใจและมุ่งมั่นเสนอความคิดเห็นและเขาก็เข้าใจว่าอะไรที่เสนอได้และอะไรที่เสนอไม่ได้ ส่วนกลุ่มพรรคการเมืองอื่นๆที่ยังไม่สะดวกเข้ามาเสนอความคิดเห็นในช่วงนี้ สามารถติดต่อเข้ามาได้หากมีความพร้อม แต่หากไม่มาจะจบที่ 46 พรรคการเมืองกับ 2 กลุ่มการเมือง และในวันที่ 17 มี.ค. กลุ่ม กปปส.จะเข้ามาเสนอความคิดเห็นหลังจากนั้นอนุกรรมการจะเชิญภาคประชาสังคมเข้ามาให้ความคิดเห็นต่อไป

“บิ๊กป้อม” เปรียบ ก.ม.บังคับใช้ไปแล้ว

เมื่อเวลา 15.00 น. ที่กระทรวงกลาโหมประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณี กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่จะเสนอให้ยกเลิกมาตรา 44 และคำสั่ง คสช.ต่อคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองในชุดคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองว่า เราคงดำเนินการให้ไม่ได้ คำสั่งก็คือคำสั่ง เมื่อบังคับใช้ไปแล้วก็เหมือนกับกฎหมายและตนได้เน้นย้ำมาหลายครั้งแล้วว่าสิ่งที่ คสช.และรัฐบาลทำไปก็เพื่ออนาคตว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างไรเพื่อให้เกิดความสงบสุข อะไรที่เป็นกฎหมายคงยกเลิกไม่ได้เพราะถือว่าบังคับใช้ไปแล้ว ต่อไปเมื่อเกิดความสงบมีความปรองดองประชาชนสามารถทำมาหากิน นักธุรกิจต่างๆที่จะทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้าถือว่าเป็นสิ่งที่ดีและอยู่ร่วมกันอย่างสันติโดยใช้กฎหมายที่ผ่านมา ส่วนเรื่องก่อนหน้านี้ก็ต้องไปว่ากันในกระบวนการยุติธรรม ยืนยันว่าคงยกเลิก ม.44 และคำสั่งต่างๆของ คสช.ไม่ได้

“เสรี” โร่เคลียร์เข้าใจผิดไม่มีนิรโทษ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงกรณีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ขอให้หยุดพูดข้อเสนอในรายงานแก้ปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองทางการเมือง เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดเรื่องการนิรโทษกรรมว่า ได้คุยและชี้แจงทำความเข้าใจกับ พล.อ.ประวิตรแล้วว่า รายงานของ สปท.การเมือง ไม่มีเรื่องการนิรโทษกรรมเป็นแนวทางสร้างความปรองดอง แต่จะใช้กระบวนการทางกฎหมายเป็นหลัก หลังจากที่ พล.อ.ประวิตรได้ฟังก็เข้าใจและไม่ติดใจอะไร ยืนยันว่าข้อเสนอของ สปท.การเมืองไม่ได้เสนอให้ใช้กฎหมายนิรโทษกรรม หรือการอภัยโทษสร้างความปรองดอง เป็นจุดยืนที่ยืนยันมาตั้งแต่แรก แต่ สปท.การเมืองเสนอให้ใช้กระบวนการทางกฎหมายในหลายแง่มุม

ใส่เกียร์ถอยตัดปมเสี่ยงขัดแย้ง

นายเสรีกล่าวอีกว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมเรียบเรียงข้อเสนอ ยังไม่ได้ข้อยุติ เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุม สปท.การเมืองให้ความเห็นชอบในสัปดาห์หน้า หากข้อเสนอประเด็นใดที่สุ่มเสี่ยงต่อความขัดแย้ง อาจต้องตัดทิ้ง แต่หลักการสำคัญที่คงไว้คือ การยึดหลักกระบวนการทางกฎหมายในการสร้างความปรองดอง ขณะนี้ข้อเสนอของ สปท.การเมืองถูกฝ่ายพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองตีความในแง่ลบ ไม่ตรงกับสิ่งที่ สปท.การเมืองนำเสนอ จึงต้องชี้แจงทำความเข้าใจให้ถูกต้องตรงกัน ถือเป็นธรรมดาที่ต้องมีทั้งความเห็นที่ตรงกันและไม่ตรงกันเป็นปกติ

“นิพิฏฐ์” ชมพี่ใหญ่รู้เท่าทัน “เสรี”

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯออกมาตำหนินายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก สปท.ให้หยุดพูดเรื่องปรองดองว่า พล.อ.ประวิตร ออกมาเบรก ตนให้คะแนนเต็มร้อย แบบนี้ถึงเรียกพัฒนาการของผู้มีอำนาจที่รู้เท่าทัน ต้องดูว่าในแม่น้ำ 5 สายใครเป็นสายล่อฟ้า พูดจาเป็นอุปสรรคต่อความสามัคคี ทำให้ช่องว่างความปรองดองในสังคมถ่างออก การให้สัมภาษณ์ของบุคลากรเครือข่ายแม่น้ำ 5 สาย มีผลต่อเวทีปรองดองที่รัฐบาลตั้งใจริเริ่มจริงจัง ที่ผ่านมาคุมการพูดของคนในแม่น้ำ 5 สายไม่ได้เพราะต่างคนเป็นผู้ใหญ่โตๆกันแล้ว แต่ผู้มีอำนาจต้องฉลาด ต้องไม่โง่ อย่าตกเป็นเหยื่อ ต้องรู้ทันเจตนาผู้ให้สัมภาษณ์ที่พูดเพราะอยากให้ถูกใจ เอาใจเพื่อผลในอนาคต ต้องฉลาดใช้คน ตัวอย่างในอดีตมีให้เห็นแล้วว่า ผู้มีอำนาจต้องพังพาบเพราะปากคนใกล้ชิด ต้องระวังการใช้กัลยาณมิตรไม่ถูกทาง

“วัชระ” เสี้ยมยุบทิ้ง สปท.ไส้ติ่งอักเสบ

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหมได้แสดงวุฒิภาวะความเป็นผู้นำในสถานการณ์เปลี่ยนผ่านได้อย่างน่าชื่นชมสมกับเป็นพี่ใหญ่แห่งการปรองดอง ที่ตักเตือนนายเสรีแล้วว่า เมื่อไม่ได้เป็นกรรมการด้านปรองดองควรจะหยุดพูด ไม่รู้ว่าได้ยินเสียงของ พล.อ.ประวิตรหรือไม่ นายเสรีตอบโต้เรื่องนิรโทษกรรม แต่กลับไม่พูดเรื่องกลุ่ม นปช.ยึดอาวุธสงครามทหารไปจำนวนมากและนิ่งเงียบเรื่อง สปท.ในคณะที่เตรียมเงิน 300-400 ล้านบาทไปยึดบางพรรคการเมือง เท่ากับยอมรับว่ามีมูลความจริง เป็นหน้าที่ของ สปท.ด้านการเมืองหรือไม่ หรือเป็นนโยบายของแม่น้ำ 5 สาย หรือไร้ปัญญาตั้งพรรคการเมือง ส่วนที่รัฐบาลอนุมัติงบฯ 300 ล้านบาท ต่ออายุไปถึงเดือน ก.ย.60 แล้ว สปท.มาเสนอเรื่องนิรโทษปรองดองไม่เข้าท่า ลาประชุม เตรียมยึดพรรคการเมือง ตบเด็กเสิร์ฟ กินเงินเดือน 2-3 ทาง สิ้นเปลืองเงินหลวง ทางออกที่ดีคือ คสช. ต้องกล้ายุบ สปท.ทิ้ง อยู่ไปก็รังแต่สร้างความเสียหายให้แม่น้ำ 5 สาย เปรียบ สปท.ไส้ติ่งของ คสช.เกิดอักเสบเรื้อรังแล้ว ที่สำคัญจะตัดงบรายจ่ายที่ฟุ่มเฟือยทิ้งไป 300 ล้านบาท รัฐบาลนำเงินมาช่วยเหลือคนจนได้อีกเป็นจำนวนมาก

“วีระ” ยื่น 1 แสนได้ประกันตัว

เมื่อเวลา 13.00 น. นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) เดินทางมายังกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) พบ พ.ต.ท.สัณห์เพ็ชร หนูทอง รอง ผกก. (สอบสวน) กก.3 บก.ปอท. เพื่อมารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายจับ ข้อหานำเข้าข้อมูลสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 โดยนายวีระกล่าวว่า มารายงานตัวตามหมายเรียก แต่ติติงตำรวจ บก.ปอท. ทำไมถึงไม่ออกหมายเรียกมาสอบสวนก่อน แต่ออกหมายจับเลย ทั้งที่ตนไม่เคยมีพฤติกรรมหลบหนี ส่วนที่ตนโพสต์เรื่องโพลสำรวจความนิยมของรัฐบาล ซูเปอร์โพลก็เคยทำเรื่องนี้ 2 ครั้ง และมีคนเข้ามาถามในเฟซบุ๊กตน ซึ่งเป็นเฟซบุ๊กสาธารณะใครๆก็เข้าดูได้ และตั้งคำถามว่าทำไมวีระถึงไม่ทำโพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเอง ส่วนคำถามที่ไปโพสต์ถามประชาชน เอามาจาก 7 ข้อคำขวัญตามเพลงคืนความสุขให้ประชาชน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากการสอบสวน พนักงาน สอบสวนให้นายวีระประกันตัวด้วยเงินสด 100,000 บาท และไม่มีเงื่อนไขใดๆ โดยหลังสงกรานต์ พนักงานสอบสวนจะเรียกนายวีระมาสอบปากคำเพิ่มเติม

“นิพิฏฐ์” แนะ รบ.อดทนเสียงวิจารณ์

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีศาลออกหมายจับนายวีระ สมความคิด ประธานกลุ่ม คปต.ข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯหลังเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวในทำนองว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เชื่อมั่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ว่าขอให้รัฐบาลอดทนต่อคำวิจารณ์มากกว่านี้ เพราะการทำงานเชิงการเมืองจะมีทั้งคนชมและคนติ อย่ารับเฉพาะแต่คำชมอย่างเดียว ต้องรับคำติไว้ด้วยเผื่อว่าเป็นเรื่องจริง จะเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงการทำงาน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯฉบับใหม่ จะมีผลบังคับใช้ในอีกไม่กี่วัน แยกเรื่องหมิ่นประมาทกับการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบ ระหว่างที่นายวีระเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เรื่องนี้ต้องถูกจำหน่ายคดีอยู่แล้ว ถ้าเจ้าหน้าที่คุยกับนายวีระได้น่าจะดีกว่าดำเนินคดีกัน ก่อนหน้านี้อาจมีหมายเรียก แต่นายวีระไม่ได้รับหมาย น่าจะผิดพลาดที่ขั้นตอนส่งหมายเรียกมากกว่า เป็นไปไม่ได้ที่ศาลจะลัดขั้นตอนออกหมายจับเลยโดยไม่มีหมายเรียก

ไล่ “บิ๊กตู่” ทนไม่ได้ก็กลับบ้านไป

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า “วีระ...ผิดตรงไหน” การโพสต์ข้อความของนายวีระ สมความคิด ไม่ใช่โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลที่บิดเบือนหรือปลอมหรือข้อมูลเท็จ ตามที่พนักงานสอบสวนนำไปขอให้ศาลอาญาออกหมายจับ แต่เป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เรื่องที่วิจารณ์คือการทำงานของนายกฯ บุคคลสาธารณะที่กินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน ถือเป็นการติชมโดยสุจริต จึงได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ แต่เผด็จการกลัวความจริง จึงเอาข้อหานี้มาปิดปากนายวีระเหมือนกับที่เคยทำกับตน จึงขอให้กำลังใจนายวีระและขอบอกไปยังทุกคนโดยเฉพาะบุคคลในกระบวนการยุติธรรมว่า เผด็จการอยู่ไม่นานก็ต้องไป อย่าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวรับใช้เผด็จการจนเกินงาม หัดมีความละอายประชาชนบ้าง ส่วนนายกฯหากทนการวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ กรุณาลาออกแล้วกลับไปอยู่บ้าน

เตือนอย่าใช้ภาษีมาเล่นการเมือง

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ออกมาพูดสับสนเรื่องการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งที่พูดเองแต่กลับไปโทษสื่อ อีกทั้งรัฐบาลมีการใช้จ่ายเงินอย่างไม่มีประสิทธิภาพและมีข้อครหาการทุจริตมากมาย จึงอยากให้ผู้ให้ข้อมูล พล.อ.ประยุทธ์ได้เตรียมและศึกษาข้อมูลให้ดี อย่าให้ออกมาพูดผิดพลาดบ่อยๆ เพราะจะทำให้ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและความมั่นใจนักลงทุนยิ่งลดลงไปอีก และการเรียกเก็บภาษีต้องยุติธรรม หากทำเพื่อกลั่นแกล้งหรือทำเพื่อสร้างกระแสกลบปัญหาของรัฐบาลที่กำลังเผชิญอยู่หลายทาง

ตัดสินคดีพาสปอร์ต “อ๋อย” 31 มี.ค.

ที่ศาลปกครอง ศาลปกครองกลางนัดพิจารณาคดี ที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย ฟ้องกระทรวงการต่างประเทศ กรมการกงสุล รมว.ต่างประเทศ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ อธิบดีกรมการกงสุล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กรณีกระทรวงการต่างประเทศมีคำสั่งยกเลิกหนังสือเดินทาง โดยอ้างว่านายจาตุรนต์เป็นบุคคลที่มีหมายจับและอยู่ระหว่างเดินทางไปต่างประเทศ ทั้งนี้ นายจาตุรนต์แถลงปิดคดีด้วยวาจาต่อศาลว่า คำสั่งยกเลิกหนังสือ เดินทางดังกล่าวออกโดยไม่ชอบ เพราะขณะนั้นตนไม่ได้เป็นผู้ที่ถูกออกหมายจับหรืออยู่ระหว่างการเดินทางไปต่างประเทศตามที่ สตช. ยกเป็นข้ออ้างขอยกเลิกหนังสือเดินทาง การดำเนินการเช่นนี้ถือเป็นการบั่นทอนความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตาต่างประเทศ เพราะกระทรวงการต่างประเทศซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ต้องทำตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศและชี้แจงการปฏิบัติถูกต้องต่ออารยประเทศ แต่กลับทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องเสียเอง ทั้งนี้ ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 31 มี.ค. เวลา 10.00 น.

ศาลฎีกาสั่งรอกำหนดโทษ 2 ปี “จอน”

ที่ศาลอาญา ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่พนักงานอัยการฝ่ายคดี นายจอน อึ๊งภากรณ์ อายุ 67 ปี ผู้อำนวยการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) พร้อมพวกอีก 9 คน ในความผิดฐานร่วมกันมั่วสุม ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง กรณีเมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2550 จำเลยกับพวกหลายร้อยคน ได้มั่วสุมบริเวณ ถ.อู่ทองใน หน้าอาคารรัฐสภา ใช้โซ่ล่ามประตูเข้าออกและยุยงส่งเสริมให้ผู้ชุมนุมบุกเข้าไปในรัฐสภา ขัดขวางสมาชิก สนช. ไม่ให้พิจารณาร่างกฎหมาย รวมทั้งใช้กำลังทำร้ายเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจนบาดเจ็บ คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกคนละ 2 ปี แต่ศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้อง อัยการโจทก์ยื่นฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมหารือกันแล้วเห็นตามศาลชั้นต้น จึงพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยทั้ง 10 เป็นความผิด แต่เมื่อพิจารณาจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุก เหตุผลและวัตถุประสงค์เป็นพฤติการณ์ไม่ร้ายแรง จึงให้รอการกำหนดโทษคนละ 2 ปี

เตรียมเปิดทำเนียบฯถก “ดูเตร์เต”

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.เป็นประธานประชุมเตรียมการต้อนรับนายโรดริโก โรอา ดูเตร์เต ประธานาธิบดีสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ที่จะเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 21-22 มี.ค. โดย พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์มาเพื่อกระชับความสัมพันธ์ในหลายด้าน โดยจะหารือข้อราชการร่วมกัน และร่วมกันเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ข้อปฏิบัติและความตกลง 3 ฉบับ คือ 1. ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ว่าด้วย ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2.การดำเนินงานตามโครงการความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวปี 2017-2022 ระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแห่งราชอาณาจักรไทย และ 3. ข้อปฏิบัติว่าด้วยความร่วมมือในสาขาเฉพาะระหว่างศูนย์กระบือนม ประเทศฟิลิปปินส์และกรมปศุสัตว์ เกี่ยวกับการเลี้ยงกระบือปลักและกระบือนม

“ชวน-มีชัย” ร่วมงานสวดศพ “เจ๊ยุ”

เมื่อเวลา 18.30 น. ที่ศาลา 10 วัดโสมนัสราชวรวิหาร ในพิธีสวดพระอภิธรรมนางยุวดี ธัญญสิริ อดีตนักข่าวอาวุโสประจำทำเนียบรัฐบาล ภริยา พล.อ. สิริชัย ธัญญสิริ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ในวันนี้เป็นวันสวดพระอภิธรรมคืนที่ 5 มีนายชวน หลีกภัย อดีตนายกฯ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ม.ล. ปนัดดา ดิศกุล รมช.ศึกษาธิการ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ นายวราเทพ รัตนากร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังพล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และนายธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างโศกเศร้าและต่างกล่าวถึงคุณงามความดีและการปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนที่ดีของนางยุวดี