บริการข่าวไทยรัฐ

ส.อ.ท.จับมือไต้หวันพัฒนา 4.0 นำร่องเอสเอ็มอี 300 โรงงานใน 6 อุตสาหกรรม

ขัตติยา ไกรกาญจน์

นายขัตติยา ไกรกาญจน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังการลงนามความร่วมมือระหว่างกลุ่มบริษัท แอดวานซ์เทค จากไต้หวัน กับ ส.อ.ท. ว่า ขณะนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ต้องยกระดับไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 เนื่องจากประเทศคู่แข่ง เช่น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน สหรัฐฯ ต่างก็เร่งยกระดับไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 แล้วทั้งสิ้น หากผู้ประกอบการไทยไม่ปรับตัวก็ไม่สามารถต่อสู้ในตลาดโลกได้

ทั้งนี้ จากการสำรวจอุตสาหกรรมของไทย พบว่าส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 2.0 ดังนั้น ส.อ.ท.ได้นำร่องคัดเลือก 6 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ ชิ้นส่วนยานยนต์, เครื่องจักรกลการเกษตร, ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, อาหารแปรรูป, เครื่องจักรกล, ปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมสนับสนุน ในการปรับตัวไปสู่ 4.0 ในขั้นแรกตั้งแต่ปี 2559-2563 จะยกระดับไปสู่ 3.0 โดยจะปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตไปสู่ระบบอัตโนมัติให้ได้มากกว่า 75% ของเครื่องจักรการผลิตทั้งหมด และเครื่องจักรอัตโนมัตินี้จะต้องมีอุปกรณ์เซ็นเซอร์ประมวลผลข้อมูลการทำงานของเครื่องจักรไปยังส่วนกลางได้

นอกจากนี้ ส.อ.ท.ได้ประสานงานกับสถาบันไทย-เยอรมัน ในการจัดหาผู้ออกแบบระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ (เอสไอ) เข้ามาช่วยเป็นที่ปรึกษาวางระบบให้กับผู้ประกอบการ ขณะนี้มี เอสเอ็มอีเข้ามาขึ้นทะเบียนกับ ส.อ.ท.แล้วกว่า 50 บริษัท ซึ่งจะเชิญผู้ประกอบการใน 6 กลุ่มนี้เข้ามาปรับปรุงก่อน คาดว่าจะมีจำนวน 300 ราย จากนั้นค่อยขยายวงกว้างออกไป

นายเชนนี่ โฮ ประธานกลุ่มบริษัท แอดวานซ์เทค จากไต้หวัน กล่าวว่า การลงทุนในอุตสาหกรรม 4.0 ไม่ใช่ของใหม่ เพราะหากโรงงานใดมีเครื่องจักรอัตโนมัติอยู่แล้ว ก็ใช้เงินลงทุนไม่มาก มีเพียงการติดตั้งเซ็นเซอร์เพื่อตรวจวัดข้อมูลส่งเข้าระบบประมวลผล และซอฟต์แวร์ เพื่อให้เจ้าของกิจการได้รับข้อมูลกระบวนการผลิตในจุดต่างๆอย่างทันที ซึ่งจะเห็นผลได้ภายใน 3 เดือน และใช้เวลาอีก 3-5 ปีจะเห็นผลภาพใหญ่ทั้งระบบ โดยในโรงงานของตนเองสามารถเพิ่มผลผลิตได้ถึง 80% และลดต้นทุนได้ 25%.